หน้าแรก ประชาชื่น คอลัมน์ แปดหม...

คอลัมน์ แปดหมื่นหกพันก้าว : โก ทู กัมพูชา?

5.03.17 | 14:15 น.
ปราสาทนครวัด เสียมเรียบ กัมพูชา

พูดกันเยอะเรื่องเอสเอ็มอีไทยว่าขาข้างหนึ่งจะต้องเกาะกระแสกับกลุ่มประเทศ CLMV หรือ 4 ประเทศลุ่มน้ำ

โขง กัมพูชา ลาว เมียนมา เเละเวียดนาม

ว่ากันว่ามีหนทางดีๆ ในการค้าการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านถ้าเข้ามาถูกจังหวะและรู้เขา ให้เข้าทาง

โดยเฉพาะล่าสุดที่ฮิตมากคือการไปค้าขายในพนมเปญ…ประเทศกัมพูชา

มีเรื่องเล่าเก็บตกถึงวิธีเข้าไปหาตลาดในกัมพูชา จากเวที

Advertisement

เสวนา “โอกาสรวย SMEs บุกตลาด CLMV” จัดโดยธนาคาร

พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางเเละขนาดย่อมเเห่งประเทศไทย

ซึ่งได้กูรูในพื้นที่มาบอกเล่า อย่าง สุรพล มณีพงษ์ เอกอัครราชทูตและอุปนายกและเลขาธิการสมาคมมิตรภาพไทย บอกว่า ตลาดกัมพูชาต้องเน้นที่ “คนรุ่นใหม่” และกลุ่ม “วัยรุ่น”

ความที่พลเมืองชาวกัมพูชามีอายุต่ำกว่า 30 ปี ถึง 65% แน่นอนว่าต้องเจาะไปที่สินค้าที่โดนใจวัยรุ่นและวัยทำงาน เช่น สินค้าความสวยความงาม เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องสำอาง เพราะคนรุ่นใหม่ในกัมพูชากำลังนิยมตามเทรนด์วงการบันเทิงไทยมาก

ที่น่าสนใจ คือ สินค้าอุปโภคที่กำลังเป็นที่ต้องการมากที่สุดในกัมพูชา ตอนนี้คือ “ขนมขบเคี้ยว” รวมทั้งชาวกัมพูชายังเป็น “แบรนด์รอยัลตี้” กับผลิตภัณฑ์ของไทยสูง เนื่องจากมีแรงงานกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในไทยนับล้านคน

จำนวนแรงงานเหล่านี้ คือกลุ่มคนที่ทำมาร์เก็ตติ้งให้สินค้าไทยไปในตัว…

ปัจจุบันธุรกิจไทยที่เข้าไปทำตลาดกัมพูชา จะมีการตั้งราคาสินค้าที่แพงกว่าไทยราว 20-50% ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น ถ้าราคาบะหมี่เกี๊ยวรถเข็นแบรนด์คุ้นเคยในไทยขาย 40 บาท แต่ถ้าไปขายในกัมพูชาราคาจะสูงถึงชามละ 80 บาท

ข้อดีของกัมพูชาเวลานี้ ท่านทูตเล่าว่า เปิดโอกาสให้ลงทุนเเบบผ่อนปรนสุดขีดเพื่อดึงดูดนักธุรกิจต่างชาติ ในยุคของ “ฮุน เซน” ซึ่งด้านการเมืองในกัมพูชาเอง แม้จะมีประเด็นขัดแย้งต่อสู้ทางการเมืองบ้าง แต่มองว่ารัฐบาลกุมอำนาจไว้ได้ จึงทำให้สถานการณ์ไม่ได้รุนแรง

มาดูที่ธุรกิจดาวรุ่งในกัมพูชาที่นักธุรกิจไทยอาจหาช่อง

ทางต่อยอดได้ คือ ธุรกิจก่อสร้าง พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และรถยนต์ ส่วนสินค้าทำตลาดค่อนข้างยาก คือ “อาหารแช่แข็ง” เพราะกัมพูชามีค่าไฟฟ้าแพง

แพงระดับที่บอกว่าเทียบกับไทยแล้ว แพงกว่าถึง 3 เท่า

ผลคือทำให้ร้านโชห่วยส่วนใหญ่ในประเทศไม่มีตู้เย็น…ต้องใช้ตู้น้ำแข็งแทน

ท่านทูตยังเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกว่า รูปแบบการค้าขาย ยังเป็นการใช้จ่ายแบบ “ซื้อเงินสด” ไม่มีการซื้อแบบสินเชื่อ

จึงทำให้ทำธุรกิจง่ายเพราะตรงไปตรงมา ซื้อมาขายไป

ส่วนอุปสรรคด้านภาษานั้นลดลง เพราะมีแรงงานที่รู้ภาษาไทย-เขมรมากขึ้น หากต้องการผู้ช่วยระดับไฮเอนด์สามารถไปหานักเรียนทุนที่เข้ามาศึกษาในประเทศไทยได้

หลักใหญ่ใจความจึงอยู่ที่ “การทำธุรกิจนอกประเทศจะต้องเป็นนักผจญภัย ที่มีความกล้าออกนอกบ้าน” ท่านทูตกล่าวไว้

กระนั้นก็เป็นเรื่องของความพร้อมด้วยเช่นกัน…