หน้าแรก ประชาชื่น เปิดผลศึกษา ‘...

เปิดผลศึกษา ‘ทุนวัฒนธรรม’ สู่ ‘ทุนเศรษฐกิจ (สร้างสรรค์)’ เจอตอ ‘ปัญหาโครงสร้าง’ งูกินหาง แก้อย่างไรให้ตรงจุด?

19.10.24 | 12:34 น.
เปิดผลศึกษา ‘ทุนวัฒนธรรม’ สู่ ‘ทุนเศรษฐกิจ (สร้างสรรค์)’ เจอตอ ‘ปัญหาโครงสร้าง’ งูกินหาง แก้อย่างไรให้ตรงจุด?

เปิดผลศึกษา ‘ทุนวัฒนธรรม’ สู่ ‘ทุนเศรษฐกิจ (สร้างสรรค์)’
เจอตอ ‘ปัญหาโครงสร้าง’ งูกินหาง แก้อย่างไรให้ตรงจุด?

เปิดถ้อยแถลงละเอียดยิบไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับ คณะอนุกรรมาธิการการส่งเสริมต้นทุนทางศิลปะและวัฒนธรรมสู่ความเป็นสากล นำขบวนโดย อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ยืนบนโพเดียมสัปปายะสภาสถาน สรุปการศึกษาประเด็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้านต่างๆ โดยระบุว่าที่ผ่านมาในหลายอุตสาหกรรมซึ่งนำ ‘ทุนวัฒนธรรม’ มาทำให้เป็น ‘ทุนทางเศรษฐกิจ’ หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีปัญหาเชิงโครงสร้าง และระบบเศรษฐกิจแบบรายใหญ่ผูกขาด จนเป็นปัญหางูกินหาง ขาดการส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยหลายฝ่ายได้สะท้อนเสียงให้ฝ่ายบริหาร อีกทั้งมีการตั้งคณะกรรมการกลุ่มทำงานซึ่งเหมือนจะไม่ได้แก้ไขที่ตรงจุด

ต่อไปนี้คือเนื้อหาสรุปประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขจากการศึกษาข้อมูลและพูดคุยทั้งภาครัฐและเอกชน ดังนี้

พ.ร.บ.โบราณสถาน มาตรา 13/3 วรรคห้า (ต้องแก้) ปัญหาในทางปฏิบัติ

พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2505 ซึ่งถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 2505 และอัพเดตครั้งสุดท้ายใน พ.ศ.2535 หรือกว่า 32 ปีที่แล้ว โดยเป็นที่น่ายินดีว่า ใน พ.ศ.2560 คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้ คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นและคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วเสร็จในปี 2563

Advertisement

เหตุผลหลักในการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ฉบับนี้ มี 2 ประเด็นหลัก คือ 1.เพื่อกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และทำนุบำรุงโบราณสถาน 2.ปรับปรุงการบริหารจัดการ รวมถึงนิยามความหมายต่างๆ ให้ทันกับสถานการณ์ในปัจจุบันและอนาคต

ในเรื่องการกระจายอำนาจนั้นมีสาระสำคัญที่การถ่ายโอน 2 ภารกิจหลัก ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ

1.การบำรุงรักษาโบราณสถาน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาขั้นพื้นฐาน โดยรัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุน กำกับ ดูแล ให้คำแนะนำ

2.การดูแลรักษาโบราณสถานในระดับท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมศิลปากรกำหนด

ในประเด็นการกระจายอำนาจของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ผลการศึกษาของอนุกรรมาธิการพบว่ามีข้อสังเกต และข้อเสนอแนะดังนี้

1.มาตรา 13/3 วรรคห้า และกรณีที่กำหนดว่า “…หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่จ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือว่าเป็นการจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และให้อธิบดีแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” อาจเป็นปัญหาในทางปฏิบัติและการยอมรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากความกังวลที่จะจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับมาตราดังกล่าว

ข้อเสนอจากอนุกรรมาธิการต่อประเด็นนี้คือการตั้งของบประมาณผ่านคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากมีอำนาจและหน้าที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการจัดสรรเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลาง

2.อนุกรรมาธิการ เสนอให้มีการบรรจุการตั้งคณะกรรมการโดยมีกรมศิลปากร หรือสำนักศิลปากรในภูมิภาคต่างๆ เป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการ มีจังหวัด หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้สนับสนุนด้านงบประมาณ เครื่องมือ และกำลังคน ตลอดจนการเปิดรับการสนับสนุนจากภาคประชาชนหรือภาคธุรกิจ ตามที่ข้อกฎหมายอำนวย โดยคณะกรรมการนั้นมีอำนาจหน้าที่ ในการบริหารจัดการโบราณสถานที่ได้รับถ่ายโอน โดยที่มาของคณะกรรมการ ต้องเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

วัฒนธรรมชาตินิยมยุคสงครามเย็นของระบบราชการ
อุปสรรคหลักปรับภาพลักษณ์ ‘อาหารไทย’

จากการศึกษาของอนุกรรมาธิการเกี่ยวกับอาหารไทย พบว่าอาหารไทยที่เชื่อกันว่าเป็นที่นิยมทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เป็นหนึ่งในต้นทุนทางวัฒนธรรมหลักของไทย มักถูกนิยามไว้ค่อนข้างแคบไว้เพียงอาหารไทยภาคกลางเท่านั้น แต่ยังมีอาหารไทยในแต่ละภูมิภาคที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว ที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นที่รู้จักของคนในวงกว้าง รวมทั้งการทำให้อาหารท้องถิ่นมีกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพและความปลอดภัย ตั้งแต่ต้น น้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ ยังไม่นับถึงการส่งเสริมในระดับนานาชาติ ก็ยังขาดทิศทางและความเข้าใจ จากนโยบายที่ปรากฏของรัฐบาลมักเน้นไปที่ ความแท้ หรือ Authenticity เป็นหลัก

คณะอนุกรรมาธิการการส่งเสริมต้นทุนทางศิลปะและวัฒนธรรมสู่ความเป็นสากล แถลงรายงานผลการศึกษา ที่รัฐสภา เมือวันที่ 10 ตุลาคม 2567

ต่อไปนี้ คือ ผลการศึกษา และแนวทางแก้ไขจากอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้

1.การใช้ความแท้ (Authenticity) กับอาหารไทย จะดีและได้ผลจนถึงแค่จุดหนึ่งเท่านั้น การดําเนินนโยบายในอดีตของไทย ได้พ้นจุดนั้นไปแล้ว จากนี้ไป Authenticity บวกกับการจัดการวัฒนธรรมแบบชาตินิยมยุคสงครามเย็นของระบบราชการ จะเป็นอุปสรรคหลักของการปรับภาพลักษณ์อาหารไทยเพื่อสื่อสารกับโลกภายนอก

2.การดําเนินนโยบายต่อไป ควรเน้นการ ‘นําเข้า’ นําบุคลากรที่ทําร้านอาหารไทย ทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาในประเทศ ไทย ทําได้ทั้งการเสนอหลักสูตรการเรียนและฝึกงาน อัพเดตความรู้และทักษะการทําอาหารต่อคนเหล่านั้น ที่รวมถึงการเดินทาง ไปเรียนรู้อาหารไทยและวัตถุดิบท้องถิ่นด้วย

3.การผลิตสินค้าอาหารท้องถิ่นจากไทย ควรเน้นที่ความยั่งยืน (Sustainability) มีกระบวนการผลิตและการได้มาของวัตถุดิบที่ไม่รุกรานและเป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

คุณภาพของวัตถุดิบ (Quality Control) แม้จะมีการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบให้มีมาตรฐาน คงที่ มีความปลอดภัยผ่านมาตรฐานการส่งออกแต่ถ้าผลผลิตที่ได้เป็นผลผลิตจากธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละฤดูสามารถใช้จุดนี้เป็นจุดขายได้

ส่วนการเข้าถึงสินค้า (Availaibility) การที่จะเข้าใจจํานวนสินค้าที่ผลิตได้ ผู้ผลิตต้องมีการจัดการปริมาณการผลิตของตัวเอง ถ้าจะทําตลาดลูกค้าใหญ่ที่มีกำาลังซื้อสูงได้ ก็ต้องทําให้กําลังการผลิตสม่ำเสมอ โดยภาครัฐเข้าไปช่วยในด้านการจัดการรวมถึงการวิจัยในทุกระดับเพื่อทำให้เป้าดังกล่าวสำเร็จ

4.ยกระดับแนวคิดการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่นสู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย เช่น โครงการ “อาหารหมักดองไทยสู่สากล” โดยการยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ อาหารหมักดอง ชูคุณค่าโปรไบโอติกส์จากภูมิปัญญาไทย และโครงการ “อาหารพื้นถิ่น สู่อาหารโลก” โดยการจัดกิจกรรมแข่งขันการออกแบบเมนูอาหารพื้นถิ่น ภายใต้แนวคิด Local Food to World Food ระดับภูมิภาค และผลักดันสู่การท่องเที่ยวด้านอาหารที่แตกต่าง

5.จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ โดยชุมชนท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันที่มีการทดสอบรสชาติของอาหารที่สามารถรับรองคุณภาพสินค้า เพื่อให้เกิดมาตรฐานที่ดีและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์

6.เปิดการมีส่วนร่วมของชุมชนให้มีส่วนกับการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับอาหารมากขึ้น พัฒนาจากที่มาของ โครงการ อาหารที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น จากเดิมที่วัฒนธรรมจังหวัดเป็นผู้จัดทำให้มีการจัดทำนโยบาย

ขาดความต่อเนื่อง ขาดแรงงาน ขาดวัตถุดิบ
ขาดความหลากหลาย ฉุดรั้ง ‘ผ้าไทย’ สู่รันเวย์โลก

จากการหารือร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ พบปัญหาสำคัญ 4 ข้อ ดังนี้

1.นโยบายและงบประมาณ ขาดการวางแผนยุทธศาสตร์ร่วมกันระหว่างกระทรวง โครงการมีลักษณะเป็น Project based ระยะสั้น และขาดความต่อเนื่อง การจัดสรรงบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ มีความซ้ำซ้อน ตัวชี้วัดส่วนใหญ่เป็นการวัดจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ

2.ขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากช่างทอผ้าส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ลูกหลานไม่ได้สานต่ออาชีพนี้เพราะมองว่าค่าตออบแทนน้อย ทำให้ภูมิปัญญาการทอผ้าเสี่ยงต่อการสูญหาย

3.ขาดแคลนวัตถุดิบ เช่น ไหมและฝ้ายมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผู้ผลิตมีการลดต้นทุนด้วยการใช้การพิมพ์ลายผ้าแทนการใช้ผ้าทอมาตัดเย็บเป็นชุด ทำให้คุณภาพของสินค้าโดยรวมลดลง

4.การออกแบบสินค้าขาดความหลากหลาย คู่สีและแพตเทิร์นดูล้าสมัย ไม่เป็นที่สนใจของผู้บริโภครุ่นใหม่ในประเทศ สำหรับตลาดโลกก็ยังแข่งขันได้ลำบากทั้งในด้านปริมาณการผลิตและคุณภาพของสินค้า

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ การจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องความสำคัญของปัญหา มุ่งเน้นไปกับการทำ R&D เช่น สีย้อมผ้าจากธรรมชาติ หรือเส้นใยจาก Waste ทางการเกษตร เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย SDGs นอกจากนี้ ต้องกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น จำนวนการจดสิทธิบัตรใหม่ และ มูลค่าเพิ่มรวม (Gross Value Added)

ที่ขาดไม่ได้คือการพัฒนาทักษะช่างทอผ้ารุ่นใหม่ โดยจัดทำโครงการฝึกอบรมการทอผ้าและกำหนดหลักสูตรให้หลายหลากเหมาะสมกับระดับทักษะของผู้เรียน โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทำงานเชิงรุกในการถ่ายทอดเทรนด์การออกแบบให้กับช่างทอในแต่ละชุมชน

อีกทั้งจัดทำระบบข้อมูลของผู้ผลิตผ้าไทย ทั้ง Value Chain เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลาง และนำมาใช้วางแผนการพัฒนาในระยะยาว

อนุกรรมาธิการเสนอแนวคิดเพิ่มเติมว่าทิศทางในการพัฒนาผ้าไทยนั้นไม่ควรเป็นเพียงมิติของการอนุรักษ์เท่านั้น แต่ต้องมองไปถึงโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น การสร้างงานสร้างรายได้ และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ

ถอดบทเรียน ‘จ่ายไม่จบ’ จี้รื้อกฎ (พื้นที่) รัฐ
เทศกาลดนตรีต้องยั่งยืน

เทศกาลดนตรีเป็นมากกว่าการแสดงดนตรี แต่ยังเป็นเวทีแห่งโอกาสในการสร้างสรรค์เศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยเขาใหญ่เป็นสถานที่จัดเทศกาลดนตรีสำคัญของประเทศไทยในทุกๆ ปี รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมหาศาล ส่งผลต่อผู้คนในชุมชน สร้างบาดแผลให้กับธรรมชาติในพื้นที่ แบ่งปัญหาได้เป็น 3 ส่วน คือ ก่อน, ระหว่าง และหลังการจัดงาน

ปัญหาก่อนเริ่มงานเทศกาลดนตรี คือขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อน-ซับซ้อน ยุ่งยากและใช้เวลา พูดง่ายๆ คือ ‘จ่ายแล้วไม่จบ’ เสียที เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้จัดงานรายเก่า ลดโอกาสการแข่งขันของผู้จัดรายใหม่ ที่อาจไม่รู้ขั้นตอนซับซ้อนยุ่งยากนี้

ดังนั้น การกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตที่เป็นมาตรฐานจะช่วยแก้ปัญหาได้ ข้อเสนอคือ ต้องดำเนินการตามหลักการของรัฐบาลโปร่งใส (open government) ขั้นตอนการขออนุญาตชัด กำหนดราคาค่าธรรมเนียมชัดเจนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

อีกปัญหาสำคัญคือ *พื้นที่เอกชนไม่รองรับการจัดการคนมหาศาล* ขณะที่พื้นที่ของรัฐดีๆ กลับติดกฎระเบียบข้อบังคับใช้งานไม่ได้

การที่เอกชนที่ต้องอาศัยรายได้จากการจำหน่ายตั๋วเพียงอย่างเดียว ไม่พอกับการจัดการด้านการจราจรและสิ่งแวดล้อม

ส่วนปัญหาของพื้นที่รัฐเช่นสนามกีฬาขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพแต่กฎกลับไม่สอดคล้องกับการตลาด ติดข้อจำกัด ด้านเวลาเปิด-ปิดของสถานที่ ทั้งยังขายแอลกอฮอล์ไม่ได้

จึงเสนอให้พัฒนาศักยภาพของสถานที่ที่อยู่ในการดูแลหรือครอบครองของรัฐแก้ไขกฎระเบียบ ให้เหมาะสมกับการจัดงานจริงมากขึ้น

สำหรับระหว่างการจัดเทศกาล มีทั้งมลพิษทางเสียง, ของขายเกินราคา, ปัญหาจราจร, ที่จอดรถไม่พอ, ค่าจอดรถและวินมอเตอร์ไซค์เกินราคา จึงเสนอให้รัฐส่งเสริมการสร้าง Travel Infrastructures ถาวร

ขณะที่ปัญหาหลังเทศกาล ไม่พ้นการจัดการขยะและการคืนพื้นที่และสิ่งแวดล้อมให้กับท้องถิ่น จึงมีความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบให้ทันสมัยและเอื้อต่อการจัดงาน

หนุนตั้ง ‘สถาบันหนังสือ’ สร้างวัฒนธรรมการอ่าน
หวังนักเขียนเป็น ‘อาชีพหลัก’ ไม่ง้องานประจำ

คณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาอุตสาหกรรมหนังสือผ่านการพูดคุยรับฟังความคิดเห็นกับองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเขียน สำนักพิมพ์ ผู้จัดจำหน่ายหนังสือ จนถึงผู้ประกอบการร้านหนังสือ โดยเฉพาะร้านหนังสืออิสระขนาดเล็ก กระทั่งมีข้อสรุปที่ค่อนข้างตรงกันว่าการสนับสนุนอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดคือการจัดตั้ง ‘สถาบันหนังสือ’ ให้เป็นศูนย์กลางภาคีเครือข่ายของแต่ละองค์กร ทำงานร่วมกับภาครัฐในการกำหนดทิศทางพัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือ และผลักดันส่งเสริมหนังสือในฐานะฟันเฟืองชิ้นสำคัญของระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

ต้องมีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอุตสาหกรรมหนังสือ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย และนักเขียนเพื่อให้นักเขียนสร้างสรรค์ผลงานเขียนได้โดยไม่ต้องประกอบอาชีพอื่นเพื่อหล่อเลี้ยงการเขียนหนังสือ

นอกจากนี้ ต้องเพิ่มจำนวนนักอ่าน ผ่านการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการอ่าน เพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่าน

ส่งเสริมการแปล ทั้งการแปลภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศ และภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย เพื่อเผยแพร่ส่งออกวัฒนธรรมและนำเข้าองค์ความรู้อันเป็นทรัพยากรชั้นดีในการพัฒนาประเทศ

ไม่เพียงเท่านั้น ต้องบริหารทรัพยากรในมืออย่างห้องสมุดภาครัฐ เช่น ห้องสมุดประจำท้องถิ่นและห้องสมุดโรงเรียน ให้เป็นพื้นที่มีชีวิต

‘ดิจิทัลคอนเทนต์’ ไทยเสียเปรียบแข่งต่างชาติ

สำหรับเรื่อง Digital Content มีการศึกษา 2 เรื่องหลักๆ คือ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และ Streaming Platform สรุป ปัญหา คือ วงการหนังไทยยังขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งทั้งด้านแหล่งเงินทุนที่จำกัด เรื่องสวัสดิการแรงงานสร้างสรรค์ ที่ยังมีปัญหาชั่วโมงการทำงาน เรื่องสัญญาจ้างที่เป็นธรรม รวมไปถึงมาตรฐานความปลอดภัยในกองถ่าย

การรวมกลุ่มกันตั้งสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องยังเกิดขึ้นน้อยมาก พ.ร.บ.ภาพยนตร์ที่ยังเน้นการควบคุมมากกว่าส่งเสริม

โรงภาพยนตร์ขนาดเล็กเกิดขึ้นได้ยาก

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเว็บไซต์ที่ละเมิดมักจะมี Server ตั้งอยู่ในต่างประเทศ ทำให้ยากต่อการจับกุม

ทั้งยังมีเรื่องการเสียเปรียบทางการแข่งขันระหว่าง Streaming Platform สัญชาติไทยกับต่างชาติ บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศ กลับมีภาระด้านภาษี และการถูกตรวจสอบจากรัฐ เข้มข้นกว่าบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศ

จากการเชิญภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมาร่วมพูดคุย เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้ข้อสรุป 5 ข้อดังนี้

1.แก้ไข พ.ร.บ.ภาพยนตร์ให้ทันต่อยุคสมัย เช่น ยกเลิกเรตห้ามฉาย, ปรับสัดส่วนให้คณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติมีภาคประชาชนมากกว่าภาครัฐ, เพิ่มกองทุนเพื่อการผลิตภาพยนตร์ไทย, เปิดโอกาสให้โรงภาพยนตร์ขนาดเล็กเกิดขึ้นได้ง่ายโดยการจดแจ้ง แทนการขออนุญาต และเปิดเผยตัวเลข Box Office จากทั่วประเทศ

2.ส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งสมาคมวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็น ช่างภาพ, คนเขียนบท, คนตัดต่อ, ฝ่ายศิลป์ ฯลฯ เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองกับภาครัฐ และนายทุนได้มากขึ้น

3.จัดตั้ง One Stop Service ด้านปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยอาจให้ผู้ประกอบการร้องเรียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้โดยตรง และให้อำนาจในการประสานกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ แล้วแต่กรณีไป ทั้งนี้ ต้องพิจารณากำลังพลและงบประมาณให้เหมาะสมด้วย

4.ทบทวนมาตรการทางภาษีของ Streaming Platform สัญชาติไทย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติมากขึ้น

5.ส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายในการเสพงานศิลปะแก่ประชาชน ด้วยมาตรการลดหย่อนภาษี หากนำมาใช้จ่ายด้านศิลปะ

ทั้งหมดนี้ คือส่วนหนึ่งของสาระสำคัญจากปากคำ กรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ที่รอการแก้ไขให้ตรงจุดจากภาครัฐ หวังการผลักดันอย่างเต็มสูบ เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากต้นทุนวัฒนธรรมล้ำค่าอย่างแท้จริง