ความกลัวคืบคลาน ปฏิบัติการซึมลึก หนังสือคือภัยคุกคาม?
เปิดดินแดนหวงห้าม ‘ในนามของความมั่นคงฯ’
ฮอตมากตั้งแต่ยังไม่เปิดตัว สำหรับหนังสือวิชาการชื่อยาว 2 บรรทัด ‘ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมของกองทัพในสังคมไทย’ ผลงาน รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ไม่ต้องยิงแอด อาศัยแม่ข่าย ก็ได้โปรโมตฟรี หลัง กอ.รมน. ออกมาฮึ่มว่าเป็นเอกสารต้องห้าม หวั่นภาพลักษณ์องค์กรเสียหาย จึงขอความร่วมมือระงับการจำหน่าย พร้อมจ่อประสานมหาวิทยาลัยต้นสังกัดพิจารณาจริยธรรมผู้เขียน
ตัดภาพมาในวันนี้ หนังสือเล่มดังกล่าวซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ขึ้นแท่นหนังสือขายดี โดยติดท็อป 10 แล้วเขยิบสู่ Top 5 ในบูธ ‘สำนักพิมพ์มติชน’ J02 มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะมีไปจนถึงวันที่ 20 ตุลาคมนี้
ย้อนไปเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ห้องประชุมของภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ทะลักล้นไปด้วยนิสิตนักศึกษา นักการเมือง นักเคลื่อนไหว ประชาชน แห่มุงเวทีวิชาการ ‘ความมั่นคงภายใน: อำนาจของทหาร ภารกิจของประชาชน’ หลังย้ายสถานที่จัดงานเปิดตัวหลายรอบ แต่กลับปลุกกระแสความสนใจในวงกว้างขึ้นไปอีก
“เป็นเสวนาที่มีคนฟังมากที่สุดในรอบ 20 ปี” เห็นจะเป็นคำกล่าวเท้าความก่อนเริ่มเวที ที่ดูไม่เกินจริง
รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ จากรั้วสิงห์แดง ม.ธรรมศาสตร์ บอกเลยว่าตั้งแต่เป็นอาจารย์มา ยังไม่เคยเห็นงานเปิดตัวหนังสือเล่มไหนคนมหาศาลขนาดนี้
เพราะหน้าปกสีน้ำเงินพร้อมตัวอักษร ‘ท’ เบิ้มๆ เล่มนี้ ที่นำผู้คนมาต่อคิวแน่นลิฟต์ กดรัวๆ ขึ้นไปยังชั้น 13 อาคารเกษม อุทยานิน
ช่อดอกไม้จากระดับปรมาจารย์-ลูกศิษย์ลูกหา หยิบยื่นแทนไมตรีจิต ส่งเสียงค้านการเซ็นเซอร์ทางความคิด ให้เสรีภาพทางวิชาการ มีที่อยู่ที่ยืนต่อไปในสังคมไทย

⦁ทำประชาชนรู้ทันกองทัพ
คำต่อคำ กอ.รมน.ทำงานซ้ำซ้อน?
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ยกให้เป็นหนังสือที่จะทำให้ประชาชนรู้ทันกองทัพ ว่ามีเบื้องหลังทางความคิดจนนำไปสู่ปรากฏการณ์ต่างๆ ต้นตอมาจากไหน
มัดรวมหลักฐานที่เคยถูกนำเสนอ ซูมให้เห็นการเข้าไปมีอิทธิพลของ กอ.รมน.ในองค์กรต่างๆ แทรกซึมเข้าไปอยู่ในระบบราชการของทุกจังหวัด ทอดผ่านยุคสมัยตั้งแต่ปี 2500 ถึงปี 2560
ส่วนตัว ธนาธร มองว่าประชาชนที่อยู่ในภูมิภาค ต้องอาศัยสวัสดิการจากรัฐ จึงอยู่ภายใต้กลไกที่ก่อให้เกิดความกลัวว่าจะเข้าไม่ถึงสิทธิ เช่น ถ้าอยากกู้ กยศ.ให้ลูกหลาน ก็ต้องอนุมัติโดยผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่ครั้งเข้าไปพัฒนาท้องถิ่น ทำ ‘น้ำประปาดื่มได้’ วันต่อมานายกเทศมนตรีได้รับจดหมายขอตรวจสอบโรงผลิตน้ำ
สงสัยตั้งแต่นั้นมาว่า ทำไม กอ.รมน.ถึงเข้ามามีส่วนเรื่องนี้?
“มีหลายประเด็นที่เข้าไปมีบทบาท ไม่ว่าจะเป็นการอบรมการจัดสรรที่ดิน, บำบัดผู้ติดยา, พัฒนาชุมชนเข้มแข็ง, จัดหาแหล่งน้ำ, จัดระเบียบชายหาด เหล่านี้ผมไม่คิดว่าจะเป็นกิจกรรมที่กองทัพควรเข้าไปมีบทบาท”
ธนาธรมองว่า ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ เช่น ในหน้า 99 สะท้อนว่าสิ่งนี้เป็นการ ‘แย่งชิงทรัพยากร’ ไปจากหน่วยงานพลเรือน ที่มีความรู้ในปัญหานั้น ประเด็นสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ถูกทำให้เป็นปัญหาด้านความมั่นคง ต้อง ‘แก้แบบทหาร’
แชร์ประสบการณ์ที่พบเห็นตลอด 6 ปี อย่างโครงการสร้างเขื่อนกันคลื่น งบ 500 กว่าล้าน นั่นก็ซ้ำซ้อนกับกรมโยธาธิการและผังเมือง
ในหน้า 219 และ 220 ชี้ว่า อำนาจอันกว้างใหญ่ของทหารไทย ขยายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนหนึ่งเกิดจากความร่วมมือของชนชั้นนำ ‘ผลักดันกฎหมาย’ สร้างความชอบธรรมให้กองทัพ งบเพิ่มขึ้นตามลำดับ ขัดกับ GDP เป็นการเบียดเบียนทรัพยากรของประเทศหรือไม่?
“หนักไปกว่านั้น 20 ปีที่ผ่านมา งบแก้ปัญหา 3 จังหวัด ถูกใช้มากถึง 5.64 แสนล้าน ไม่สามารถตั้งคำถาม เพราะจะถูกตีตราว่าเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนทันที”
นอกจากนี้ ยังพยายามเอาใจ โดยมอบหมายภารกิจด้านพลเรือนมากขึ้น ดั่งที่ระบุไว้ในหน้า 72
“นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของระบบ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากระบบเพื่อทำให้ระบบแบบนี้ยังดำรงต่อไปได้” ธนาธรชวนติดตามต่อไปว่า นโยบายเปลี่ยนการเกณฑ์ทหารเป็นระบบสมัครใจ จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
⦁อ่านแล้วเก็ต ‘อาร์มี่แลนด์’
เรามาถึงจุดนี้ได้ไง?
หลังอ่านจบ ผศ.ดร.กรพินธุ์ พัวพันสวัสดิ์ จากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาฯ ขอรีวิวความโดดเด่นที่เห็นอยู่ 3 ประเด็น คือ
1.นำเสนอกองทัพ ในฐานะกลไกของรัฐในการ ‘แทรกซึมสังคม’ 2.ตีความแนวคิดว่าด้วยการพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ไม่สอดคล้องกับสากล 3.นำเสนอพลวัตทางอำนาจ ที่กองทัพปรับตัวตามบริบทความขัดแย้งทางการเมือง
“ความเด่นของเล่มนี้ คือการที่กองทัพพยายามสถาปนาอำนาจนำ (บทบาท) ทางสังคม ครอบคลุมกิจกรรมในวงกว้าง นอกเหนือไปจากภารกิจหลักของทหาร คือ ป้องกันอริราชศัตรูจากภายนอก”
ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา พันธกิจเหล่านี้ยิ่งรุกคืบ เช่น โครงการอบรมตาม ร.ร. มีสิ่งที่เรียกว่า ‘อาร์มี่แลนด์’ (Army Land) ทำให้พื้นที่ทหารกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หรือพันธกิจทวงคืนผืนป่า, สร้างเครือข่ายสานสัมพันธ์ทางความมั่นคง จัดหลักสูตรอบรม เริ่มตั้งแต่กลุ่มนักธุรกิจ ที่ผู้เขียนบอกว่ามีสมาชิกเยอะมาก หรือแม้แต่กลุ่มบิ๊กไบค์”
ทุกเคสที่หยิบยก ตอบคำถามได้เคลียร์คัต ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
ไล่เรียงตั้งแต่บทที่ 1 ‘จุดเริ่มต้น’ หลังจากบริบทของสงครามเย็น มีการจัดตั้งกองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (กอ.ปค.) กระทั่งปี 2558 ถูกปรับเป็น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
อีกยุคคือ หลังรัฐประหารปี 2549 ถูกรื้อฟื้นโดยรับเอาเทคโนโลยี-ไซเบอร์เข้ามาใช้ เพื่อแทรกซึมและขยายอิทธิพล
แต่คำว่า ‘แทรกซึม’ กลับเป็นศัพท์ที่กองทัพใช้เรียกปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้ามรัฐ แต่หนังสือเล่มนี้วิพากษ์ว่า เป็นปฏิบัติการของรัฐไทยได้เช่นกันโดยเฉพาะ ‘การแทรกซึมทางสังคม’
ประเด็นที่ 2.การตีความแนวคิดที่ ‘ผิดฝาผิดตัว’ อย่างแนวคิด ‘การพัฒนาเพื่อความมั่นคง’ ถูกสืบสานตั้งแต่ปี 2518 สโลแกนของรัฐกลับเป็นการพัฒนาเพื่อความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่เพื่อประชาชน มโนทัศน์เช่นนี้ไม่เพียงเอารัฐเป็นศูนย์กลาง แต่ยังสวนทางขวางการพัฒนา
อย่าง ‘ทฤษฎีทำให้เป็นสมัยใหม่’ อันดับแรก ‘ต้องปลดแอกตัวเองจากระบบจารีต’ จากความไม่โปรเฟสชั่นนัล ไม่โปร่งใสเสียก่อน เพราะเสมือนโซ่ตรวนที่กักขังปัจเจกชน ไม่ให้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ
ทั้งยังมีการกลายพันธุ์ผสมผสานระหว่างแนวคิดว่าด้วย ‘การพัฒนา กับ อุดมการณ์จารีต’ รวมถึง ‘ความมั่นคงของมนุษย์’ ที่ผู้เขียนบอกว่า กองทัพฉกฉวยแนวคิดนี้ไปใช้เพื่อสร้างความชอบธรรม แต่กลับขยายให้ทหารเข้ารับมือการแก้ปัญหาทางสังคมในยุคใหม่
“ความมั่นคงรูปแบบใหม่ กำลังเป็นข้อท้าทายของสังคมโลก ไม่ใช่เรื่องดินแดน สะสมอาวุธ หรือขยายอำนาจกองทัพ แต่หันมาให้ความสำคัญกับ ‘ความมั่นคงของมนุษย์’ ทั้งความยากจน ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ชาติพันธุ์ ศาสนา ความเท่าเทียมทางเพศ สวัสดิการทางสังคม ฯลฯ”
ผศ.ดร.กรพินธุ์ยกกรณีผู้ลี้ภัยและการค้ามนุษย์ หากยึดกรอบแบบเดิม ‘เหยื่อ’ ก็อาจถูกมองเป็นภัยต่อความมั่นคงได้
“ต้องล่างสู่บน เน้นการกระจายอำนาจ ให้ภาคประชาสังคมเข้าไปจัดการกับปัญหา รัฐต้องเล็กลง เปิดโอกาส แต่สิ่งที่เกิดขึ้นและหนังสือนำเสนอ แทนที่จะเป็นการลดบทบาท กลับกลายเป็นหน่วยงานรัฐ กอ.รมน.ที่เป็นฝ่ายนำพลเรือนเสียเอง”
“หากเรายังอยู่ในสังคมที่คนยังไม่มีอิสรภาพ จากปากท้อง (เศรษฐกิจ) และจากความหวาดกลัวที่จะโดนปิดปาก ก็อาจถือได้ว่าเรายังอยู่ในสังคมที่ถูกครอบงำด้วยมโนทัศน์ความมั่นคงแบบเดิม” นักวิชาการผู้นี้เห็นความล้มเหลวในการบูรณาการมโนทัศน์แบบใหม่
⦁รัวทฤษฎี ถามสมการวัดใจ
‘กองทัพ’ ทำเพื่ออุดมการณ์?
ยกทฤษฎีมารัวๆ สำหรับ รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร นักเศรษฐศาสตร์การเมืองจาก National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS), Japan
ขอถามแบบบ้านๆ ‘คุณคิดว่ากองทัพทำงานด้วยอุดมการณ์หรือไม่?’ คำตอบไม่แตกแถว พร้อมเพรียงเป็นเสียงเดียวกัน
“พิสูจน์ทางทฤษฎีง่ายมาก คุณออกนโยบาย หรือเคลื่อนไหวในสิ่งที่มันลดทอนผลประโยชน์ของตัวเอง ได้หรือเปล่า”
“ถ้ายอมร่วมทุกข์ร่วมสุข เช่น เมื่อเศรษฐกิจแย่ จีดีพีประเทศลด จะยอมลดงบ แค่ไหน จะเป็นตัวพิสูจน์ว่ากองทัพเดินด้วยอุดมการณ์จริงไหม”
นักวิชาการท่านนี้ชี้ว่า ในช่วง 50-60 ปี ‘กองทัพ’ แม้จะเปลี่ยนหัว แต่ตัวกลไกต่างๆ ยังดำรงอยู่มาได้
“หน้าฉากอาจจะดูเหมือนเดิม แต่ความจริงต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงพันธมิตรไปเรื่อยๆ เพื่อให้กลไกยังดำรงอยู่ได้ อย่างกรณี EEC เมื่อพันธมิตรเริ่มไม่เวิร์ก โครงการคนละครึ่งก็มาพร้อมกับพันธมิตรทางเศรษฐกิจกลุ่มใหม่ พร้อมไอเดียการทำนโยบายอีกแบบหนึ่ง” รศ.ดร.วีระยุทธชี้จุดที่น่าแงะต่อ มองเทียบทฤษฎีกับประเทศอื่นความไม่ธรรมดา คือ ทำไมความมั่นคงของรัฐกับของมนุษย์ จึงผสมปนเปจนดูเป็นเรื่องเดียวกันได้ ภายใต้ความวุ่นวายสับสนและซับซ้อนนั้น ส่วนตัวคิดว่า ‘ทหาร เทคโนแครต นักการเมือง’ เชื่อเรื่อง เสถียรภาพทางการแข่งขัน (Stability First) เป็นจุดร่วม
“ทำไมไทยถึงกังวลเรื่องความเชื่อมั่นนักลงทุนเป็นพิเศษ? เงินเฟ้อขึ้นมา ค่าเงินผันผวนนิดนึง ก็เริ่มกังวลแล้ว เพราะเราดำรงอยู่ด้วยเศรษฐกิจแบบฐานการลงทุนทำให้ไม่สามารถคิดเรื่องการแข่งขันได้ เพราะมักจะต้องแลกเปลี่ยนกัน”
ไม่แปลกที่จะต่อยอดมาสู่ รัฐราชการ ข้อที่มีร่วมกันคือ เชื่อในคน เหนือระบบ เชื่อเรื่องการส่งคนเข้าไป เหมือน กอ.รมน.ที่มีความสามารถในการระดมทุน
“ใช้หลักธรรมาภิบาลเพื่อขวางการเลือกตั้ง, องค์กรที่แต่งตั้งจากทหารพูดเรื่องจริยธรรม, กอ.รมน.ทำเรื่องพลเรือน สังคมเราเคยชินกับความย้อนแย้ง ที่ดำรงอยู่ในทุกอณูของสังคม วิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์อยู่ร่วมกันได้
ภาพที่เห็นคือ หน่วยงานราชการมัก 1.ฝันเล็กใน KPI แต่ชอบโชว์ตัวเลขใหญ่ๆ สู่สังคม 2.มีความตั้งใจดีอยากช่วย SME แก้ยาเสพติดทุกหน่วยงาน สะท้อนความเบลอในแง่ภารกิจ ในขณะที่งบบานไปเรื่อยๆ
ตอนนี้เรามี อสม.มากถึง 1,088,000 คน มี อพม.อีกเป็นแสน ทับซ้อนกัน 21% มีอาสาสมัครดิจิทัลอีก 33,000 คน ซึ่งยังตั้งเป้าให้กระจายทั่วประเทศ”
รศ.ดร.วีระยุทธสงสัยสิ่งเหล่านี้จะเรียกว่าแทรกซึมได้หรือไม่ เมื่อฝั่งการเมืองคิดว่า ถ้าวางคนไปคนกุมอำนาจได้ จะใช้แขนขาให้มีประโยชน์ได้ ปัจจุบัน กอ.รมน.กรอบกำลัง 49,000 คน ใหญ่กว่ากระทรวง ข้าราชการส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มคล้ายกัน
“มันมีเซนส์ของความเป็นเจ้ากระทรวง สืบทอดคนของตัวเองไปเรื่อยๆ”
ถ้าจะเปลี่ยน รศ.ดร.วีระยุทธมองว่า ต้องปรับทัศนคติของหน่วยงานราชการ ตามยุคสมัย ไม่ใช่ดำรงคงถาวรภายใต้ภารกิจเดิม เพราะต่อให้ปฏิรูป กอ.รมน.ได้ ก็อาจจะมีปัญหาคนไปกระจุกที่อื่น ต้องมองภาพใหญ่จึงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้
⦁ถามกลับ กองทัพกลัวอะไร? โต้ไร้อ้างอิงเอกสาร
“ในที่ประชุม กมธ.การพัฒนาการเมือง (26 ก.ย.) โฆษก กอ.รมน.บอกว่า เขาไม่คิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นภัยคุกคาม แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีหน่วยงานอื่นๆ มาฟ้องหรือไม่ ฟังแล้วรู้สึกว่าโอกาสที่จะถูกฟ้องมีมากขึ้น และเร็วขึ้น”
ผู้เขียนอย่าง รศ.ดร.พวงทองนั่งประมวลความรู้สึกในช่วงที่ผ่านมา การคุกคามถึงปลายปากกา ทำให้ต้องกลับมาตั้งคำถามใหม่ ว่าหรือเราไม่เคยอยู่โดยปราศจากความกลัว?
ไม่เก็ตในหลายเรื่อง อ้างเป็นเรื่องความมั่นคงภายในได้อย่างไร
“การตั้งโรงงานเภสัชกรรมทหารขึ้นมา ส่วนใหญ่เป็นยาสมุนไพร ประเภทขมิ้นชันแก้ท้องอืด ผงโรยรองเท้ากันกลิ่นเหม็น ทำแชมพู ลิปบาล์ม ตอนหลังของบเพิ่ม ทั้งที่เรามีองค์การเภสัชกรรมอยู่แล้ว และจะไปแข่งกับบริษัทเอกชนทำไม หลายเรื่องไม่ว่าจะ EEC ยา โรงแรม ที่ดิน สนามกอล์ฟ สามารถอธิบายได้ด้วยความมั่นคงภายใน” คือความประหลาด ที่อาจารย์รัฐศาสตร์ท่านนี้สังเกตเห็น
ชี้แจงให้กระจ่าง ที่กล่าวอ้างว่า ไม่ได้ใช้เอกสารทางราชการมาอ้างอิง คอนเฟิร์มว่า ‘ไม่จริง’ เพราะมีบรรณานุกรมยาวเหยียดถึง 28 หน้า
“เป็นเอกสารจากกองทัพจำนวนมาก รวมถึงเอกสารราชการและข่าว เกิน 100 ชิ้น ดิฉันใช้ข่าวของคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น แต่ก็ยังมายืนยันว่าลำเอียง เอาอย่างนี้ไหม ถ้าอยากให้ใช้เอกสารราชการ ก็อัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ให้หมด” รศ.ดร.พวงทองโยนช้อยส์วัดใจ
ยืนกราน ‘หนังสือไม่ใช่ภัยคุกคาม’ ยินดีฟังเสียงโต้แย้งอย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่การไปพูดออกรายการ จะเป็นการปลุกปั่นให้มวลชนที่นิยมทหารไปฟ้องแทนหรือไม่ เหมือนเคส สุชาติ สวัสดิ์ศรี อดีตศิลปินแห่งชาติ ที่มีคนไปฟ้อง ม.116 ถึงภาคใต้
“หนังสือของนักวิชาการ ขายได้หมด 2,000 เล่มก็ดีใจมากแล้ว ตีให้เฟ้อๆ ขาย 2,000 เล่มหมด มีคนอ่าน 10 คน/เล่ม หรือ 20,000 คนทั้งประเทศ เทียบไม่ได้เลยกับมวลชนที่ผ่านการอบรมของ กอ.รมน. กับกลไกสื่อของกองทัพที่มีอยู่ คุณกลัวอะไรกับหนังสือวิชาการ ที่คนอ่านเพียงนิดเดียว
“ปัญหาที่เกิดขึ้น กระทบเสรีภาพทางวิชาการ ใครที่จะทำวิจัยเรื่องกองทัพ คงต้องถามตัวเองว่าจะเสี่ยงดีไหม ความกลัวคืบคลานเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัย สังคมที่เสรีภาพทางวิชาการถูกคุกคามอย่างชัดเจน เป็นเรื่องที่เศร้า ที่ขายหนังสือดีไม่ใช่เรื่องน่าดีใจ” ผู้เขียนพูดจากใจ ว่าอยากขายได้แบบปกติ
ในขณะที่ความเป็นจริง จำหน่ายหมดเกลี้ยงในวันนั้นวันเดียว

