หน้าแรก ประชาชื่น เข้าค่ายดนตรี...

เข้าค่ายดนตรีของเด็กรุ่นใหม่ : โดย สุกรี เจริญสุข

20.10.24 | 13:36 น.
เข้าค่ายดนตรีของเด็กรุ่นใหม่ : โดย สุกรี เจริญสุข
นักไวโอลินรวมตัวทำความเข้าใจบทเรียนในค่าย

เข้าค่ายดนตรีของเด็กรุ่นใหม่

อุบัติเหตุไฟไหม้รถบัสเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2567 มีเด็กและครูที่เดินทางไปทัศนศึกษาเสียชีวิต 23 ราย เหตุเกิดบนถนนวิภาวดีขาเข้าหน้าศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต สร้างความเสียใจและสะเทือนใจให้แก่คนในสังคม โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากความฉ้อฉลคดโกงของคนที่เห็นแก่เงิน ไร้จิตสำนึก ไม่มีวินัย ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เหตุร้ายที่เกิดขึ้นไม่นานก็ลืม เพราะทุกคนต้องเผชิญกับการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

สำหรับการเข้าค่ายดนตรีของเด็กก็เป็นทัศนศึกษาชนิดหนึ่ง ได้จัดมาต่อเนื่องทุกปี ซึ่งมีพัฒนาการและเปลี่ยนแปลงไปมาก สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือความปลอดภัย โดยพ่อแม่ขับรถพาลูกไปเอง ค่ายดนตรีนานาชาติ (International String Music Camp) ช่วงสุดท้ายได้เชิญวิทยากรจากยุโรป (อังกฤษ เยอรมนี และอิตาลี) เด็กที่เข้าค่ายทุกคนสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ เด็กมีเครื่องดนตรีของตัวเอง มีฝีมือสูงพอควร มีฐานะดี ช่วงสุดท้ายไปจัดที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม พ.ศ.2567 ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศที่หรูของไทย

มาร์เกอริตา ไบเดอร์บิค (Margherita Biederbick) ครูไวโอลินจากเบอร์ลิน

วิทยากรคนแรก เรย์ วัตกินส์ (Rhys Watkins) ครูสอนไวโอลิน เรย์เป็นนักไวโอลินวงลอนดอนซิมโฟนีออร์เคสตรา เรียนจบจากราชวิทยาลัยดนตรีที่กรุงลอนดอน (Royal Academy of Music) เรย์เดินทางไปแสดงตามเมืองต่างๆ ทั่วโลก ทั้งแสดงเดี่ยว แสดงกับวงเล็กและวงใหญ่ เป็นครูผู้ที่มีประสบการณ์เพียบ

วิทยากรคนที่สอง โรวีนา คาลเวิร์ต (Rowena Calvert) สอนเชลโลจากอังกฤษ มีประสบการณ์สูง เล่นเชลโลในวงแชมเบอร์มิวสิก ได้รับรางวัลมามาก อาทิ รางวัลชนะเลิศที่ฮัมบวร์ค เยอรมนี รางวัลที่โอซากา ญี่ปุ่น เธอเคยแสดงที่โรเยลอัลเบิร์ตฮอลล์ (Royal Albert Hall) หอวิกมอร์ (Wigmore Hall) หอควีนส์ (Queens Hall) เคยสอนที่ราชวิทยาลัยดนตรีที่อังกฤษ

Advertisement
นักเชลโลที่เข้าค่ายเครื่องสายนานาชาติ

วิทยากรคนที่สาม มาร์เกอริตา ไบเดอร์บิค (Margherita Biederbick) ครูสอนไวโอลินจากเบอร์ลิน เยอรมนี เล่นในวงเครื่องห้า (Athena Quintet) ค้นพบว่าตัวเองชอบการสอนไวโอลินมาก จึงได้ศึกษาการสอนไวโอลินระบบซูซูกิในเยอรมนี กับครูคนสำคัญ เคอร์สติน วาร์ตเบิร์ก (Kerstin Wartberg) และ อิซาเบล มอเรย์ ซู (Isabel Morey Suau) เธอมีความสามารถสูง สอนเด็กตั้งแต่ไวโอลินขั้นพื้นฐานถึงขั้นสูง

วิทยากรคนที่สี่ เคทเธอเรียน อเวอดัง (Kathrin Averdung) ครูไวโอลินจากเมืองดึสเซิลดอร์ฟ เยอรมนี เรียนไวโอลินกับ โคจิ โตโยดา (Prof. Koji Toyoda) ที่เบอร์ลิน เรียนกับ รุคเจียโร ริคจิ (Ruggiero Ricci) ที่มหาวิทยาลัยโมสาร์ต (Mozarteum University) ออสเตรีย เธอสอนไวโอลินระบบซูซูกิ ลูกศิษย์เคอร์สติน วาร์ตเบิร์ก มีประสบการณ์สูง เล่นวงดอร์ทมุนด์ฟีลฮาร์โมนิกออร์เคสตรา (Dortmund Philharmonic Orchestra) วงเบเยอร์ฟีลฮาร์โมนิกออร์เคสตรา (Bayer Philharmonic Orchestra)

เรย์ วัตกินส์ (Rhys Watkins) ครูสอนไวโอลิน

คนสุดท้าย อาร์จาดา ฮาซานไนจ์ (Arjada Hasanaj) ครูไวโอลินจากอิตาลี เรียนไวโอลินจากแอลเบเนีย (Academy of Arts in Tirana, Albania) ลูกศิษย์เคอร์สติน วาร์ตเบิร์ก เธอเป็นกรรมการสอบระดับนานาชาติ ปัจจุบันเธอสอนไวโอลินที่เยอรมนี แอลเบเนีย และอิตาลี

ค่ายดนตรีนานาชาติจัดโดยโรงเรียนสอนดนตรีเอื้อมอารีย์ ใช้เวลา ใช้พลังงาน ใช้เงินในการจัดค่ายสูง เป็นค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าวิทยากร ค่าเดินทาง ค่ารสนิยม ค่ายดนตรีเป็นเรื่องเฉพาะทาง เพื่อพัฒนาศักยภาพความเป็นเลิศทางดนตรี เป้าหมายอยู่ที่คุณภาพชีวิต โดยก้าวข้ามระบบการศึกษาดนตรีของไทยที่มีอยู่

สมัยที่สร้างสถาบันการดนตรี ได้สร้างอาคารเรียน สร้างบรรยากาศที่ดี จัดหาอุปกรณ์เครื่องดนตรีไว้ให้พร้อม สร้างทั้งครูและนักเรียนดนตรี สร้างอาชีพดนตรี สร้างวงดนตรีอาชีพ สร้างหอพักสำหรับนักดนตรี (Artist Residency) การจัดค่ายดนตรีเพื่อพัฒนาฝีมือในช่วงปิดภาคเรียน ตั้งใจจะพัฒนาคุณภาพการศึกษาดนตรีสู่ความเป็นนานาชาติ สร้างราคาความน่าเชื่อถือ หวังจะให้การศึกษาดนตรีเป็นที่พึ่งของชาติ

เมื่อพ้นจากหน้าที่ไปแล้ว การศึกษาดนตรีก็เข้าสู่สภาพที่ถดถอย ขาดคุณภาพ ขาดราคาความน่าเชื่อถือ การบริหารตกอยู่ในมือพวกปัญญานิ่ม “ลิงได้แก้ว กิ้งก่าได้ทอง ไก่ได้พลอย” ทำให้การศึกษาดนตรีของชาติและสังคมเสียโอกาส รู้ตัวก็เสียหายไปหมดแล้ว คำโบราณสอนว่า “สร้างบ้านให้โจรอยู่ โจรก็ทำบ้านพัง”

เคทเธอเรียน อเวอดัง (Kathrin Averdung) ครูไวโอลินจากดึสเซิลดอร์ฟ
เด็กทุกคนตั้งใจเชื่อฟังครูสอน ทำให้การเข้าค่ายมีประสิทธิภาพสูง

การใช้โรงแรมชั้นหนึ่งเข้าค่ายดนตรี เชิญวิทยากรมาจากยุโรป ต้องการสร้างรสนิยมให้เด็ก สร้างราคาความน่าเชื่อถือ สร้างอาชีพดนตรีให้มีคุณภาพสูง ทุกคนเรียนรู้และได้รู้จักของดี ได้พบกับวิทยากรครูดนตรีที่ดีและเก่ง เด็กได้สัมผัสการเรียนดนตรีที่ก้าวหน้า พ่อแม่ผู้ปกครองสื่อสารกับโลกได้ เด็กพัฒนาเป็นประชากรโลก

นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ เมื่อเปิดสอนดนตรีปริญญาโทครั้งแรก (พ.ศ.2532) นอกจากทำหน้าที่สอนแล้วก็ต้องทำหน้าที่เป็นล่าม เมื่อเชิญวิทยากรฝรั่งมาสอนใช้เวลา 2 เท่า เพราะนักศึกษาไม่สามารถสื่อสารกับฝรั่งได้ วันนี้เด็กรุ่นใหม่สื่อสารกับโลกได้ ไม่ต้องมีล่าม ไม่ต้องอธิบายเพิ่ม เด็กสื่อสารภาษาอังกฤษ ภาษาเทคโนโลยี ภาษารสนิยม ภาษาดนตรี แม้รายการอาหารที่โรงแรมก็ใช้เป็นภาษาอังกฤษ เด็กไทยรุ่นใหม่เปลี่ยนไปแล้ว

ค่ายดนตรีที่หัวหิน เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศของการเรียนดนตรี เปลี่ยนจากครูประจำเป็นครูพิเศษที่แตกต่างออกไป เด็กได้เรียนรู้การอยู่กับความหลากหลาย เปลี่ยนจากห้องเรียนไปฝึกในค่ายที่เป็นโรงแรมหรูในเมืองตากอากาศ เด็กเรียนรู้ว่าการเรียนดนตรีสามารถเดินทางไปเที่ยวได้ พบกับครูดนตรีคนเก่งระดับโลก ดนตรีเป็นวิชาหรูดูดีมีรสนิยม ความสามารถดนตรีของเด็กๆ เก่งพอที่จะแสดงรับแขกบ้านแขกเมืองได้อย่างดี

ครูเครื่องสายเข้าค่าย 20 คน ครูต่างชาติ 5 คน ครูร่วมสังเกตการณ์ 7 คน เด็ก 80 คน (80 ครอบครัว) ทุกคนทำงานหนัก มีเด็กตั้งแต่เริ่มต้นกระทั่งเด็กที่มีทักษะสูง เพลงที่ใช้เข้าค่ายได้เรียบเรียงขึ้นใหม่โดยเฉพาะ เด็กทุกคนในค่ายได้เล่นดนตรีร่วมกัน พ่อแม่ผู้ปกครองที่นั่งฟังต่างก็ชื่นชอบในความสามารถของเด็กๆ

วันนี้ดนตรีได้กลายเป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมอีกแบบหนึ่ง แต่ก่อนดนตรีเป็นวิชาข้างถนนเต้นกินรำกิน เป็นวิชาของทาสและไพร่ คอยบำรุงบำเรอเจ้านาย วันนี้ดนตรีกลายเป็นวิชาของลูกคนที่มีฐานะดีและมีอันจะกิน มีความรู้ มีความพร้อมที่จะจ่ายเพื่อให้ลูกได้เรียนดนตรี ทำให้ดนตรีกลายเป็นวิชาชนชั้นสูง

เด็กที่เรียนดนตรีต้องฝึกซ้อมให้มีฝีมือจึงจะเรียนได้ มีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 5 อย่างคือ “หัวใจ สมอง สองมือ จิตวิญญาณ และเงิน” เด็กสามารถเลือกขาดส่วนประกอบได้ 1 อย่าง ถ้าเด็กขาดเงินส่วนอื่นๆ ต้องดี เดี๋ยวก็จะมีเทวดาบุญช่วย มีครูบุญช่วย มีพ่อยกแม่ยกช่วย เพื่อให้เด็กที่มีฝีมือได้เรียนดนตรีสำเร็จ
สภาพการศึกษาดนตรีของไทยไม่แข็งแรง พ่อแม่ไม่รู้จะพึ่งใคร จำเป็นต้องจัดการศึกษาดนตรีให้ลูกคือพึ่งตนเอง โชคดีที่มีระบบเทคโนโลยีสามารถสื่อสารกับโลกได้ สามารถติดต่อครูดนตรีคนเก่งของโลกเพื่อช่วยพัฒนาฝีมือดนตรีให้ลูก ไม่ต้องเดินทางไปเรียนต่างประเทศเป็นเวลานาน ความจริงศิลปินโลกตะวันตกก็อยากมาเที่ยวเมืองไทย อยากมาแสดงที่เมืองไทย การได้มาค่ายระยะสั้นๆ ก็พบว่า “ทุกคนอยากมาเมืองไทย”
หัวหินมีชายหาดสวยงาม อากาศดี มีอาหารทะเลสดและอร่อย มีที่พักหรูหรา ราคาถูกกว่าโรงแรมที่พักชายทะเลในยุโรป การเข้าค่ายดนตรีที่หัวหินจึงมีความพร้อม มีรสนิยมและมีเสน่ห์ พ่อแม่ผู้ปกครองรวมทั้งเด็กๆ ชอบบรรยากาศ ทุกคนตั้งใจเรียนดนตรี ครูต่างชาติก็ชื่นชอบ ประทับใจประเทศไทย และอยากเข้ามาอยู่นานๆ

“ในบรรดาศิลปะด้วยกัน ดนตรีเป็นสิ่งเร้าอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนได้มากที่สุด เมื่อเรามีนักดนตรีที่มีความสามารถสูงมาบรรเลงในบ้านเรา เราก็ใคร่จะให้ญาติสนิทมิตรสหาย ได้มาร่วมเสพสุนทรียรสกับเราด้วย” อาจารย์ศิลป์ พีระศรี