หน้าแรก ประชาชื่น ‘อย่าบังคับให...

‘อย่าบังคับให้เรารับต้นทุนที่ไม่ควรรับ’ ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ กฎหมาย พลัง(งาน)ในมือประชาชน

20.10.24 | 11:19 น.

‘อย่าบังคับให้เรารับต้นทุนที่ไม่ควรรับ’
ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ
กฎหมาย พลัง(งาน)ในมือประชาชน

“ความยั่งยืนคือโลกที่เราพยายามผสานประโยชน์ต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน โดยไม่ทำให้โลกใบนี้เสียไปจนคนรุ่นหลังอยู่ไม่ได้ มันเป็นทางที่เราต้องเดิน เป็นทางที่ต้องค่อยๆ เดินไป แต่ต้องเดิน ต่อให้ไม่เดิน ก็ต้องโดนถีบให้เดิน”

คือคำตอบของ ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อคำถามถึงคำว่า sustainability ที่แสนคุ้นหูในยุคนี้

เป็นบทสนทนาสั้นๆ ก่อนการแจกลายเซ็นยังบูธ ‘สำนักพิมพ์มติชน’ J02 มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่มีทั้งนิสิต นักศึกษา ประชาชน แฟนคลับ และผู้ที่เคยร่วมงานแล้วประทับใจในแนวคิด มาต่อคิวคับคั่ง รวมถึงผู้บริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA ท่านหนึ่งที่คว้าคิวแรกเพราะมาถึงก่อนใคร

‘Energy for All กฎหมายกับพลัง(งาน)ในมือประชาชน’ คือผลงานของนักกฎหมายท่านนี้ที่ถูกเจ้าตัวจรดปากกาลงนามมากมายในช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา

Advertisement

ผศ.ดร.ปิติย้ำว่า กฎหมายกับพลังงาน เป็นเรื่องใกล้ตัว บางครั้งเราอาจมองไม่เห็นมัน แต่หากได้รับความไม่ยุติธรรมเมื่อไหร่ หรือพลังงานขาดไปเมื่อไหร่ จึงจะรู้สึก ท้ายที่สุด เรื่องที่อยู่ในหนังสือคือเรื่องใกล้ตัวมาก และขาดไม่ได้

ดังนั้น โลกต้อง ‘ตั้งหลัก’ ไทยต้องตั้งหลัก และเราทุกคนต้องตั้งหลัก

“เรื่องพลังงานและความยั่งยืน มันมีสิ่งที่ต้องทำ ต้องตั้งหลักอย่างนี้ก่อน มันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ หรืออยากทำ โลกต้องตั้งหลัก ทุกคนต้องตั้งหลัก ทุกอย่างที่อยู่บนโลกก็ต้องตั้งหลักด้วย

ความยั่งยืนเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการเดินไปข้างหน้า วันนี้เราไม่สามารถดีดนิ้ว แล้วเปลี่ยนไฟในระบบเป็นไฟสีเขียวได้ทั้งหมด ไม่อย่างนั้น ไฟจะหยุดชะงัก เราพร้อมหรือไม่ที่จะให้ไฟโรงพยาบาลขาดได้”

ถามว่า ก้าวแรกที่ต้องทำคืออะไร? ได้คำตอบฉบับกระชับ มองเห็นภาพอย่างเข้าใจง่าย

“ข้อแรก เราต้องเริ่มเปลี่ยน เราอาจต้องเริ่มปล่อยก๊าชคาร์บอนน้อยลงเรื่อยๆ

ไฟฟ้าสะอาดในช่วงแรก ถ้ามันแพงขึ้น ใครต้องจ่าย เขาบอกว่า คนซื้อไง ระบบโครงข่ายต้องจ่าย แต่คนที่ประกอบการโครงข่ายเอาไฟมาขาย สุดท้ายใครต้องจ่าย คำตอบคือผู้ใช้ไฟ”

จากนั้นขยายความเพิ่มเติมด้วยว่า ไฟฟ้าอาจมีต้นทุนสูงขึ้นบ้างจากการเปลี่ยนเป็นพลังงานยั่งยืน ทุกคนต้องจ่าย ไม่ใช่แค่ใครคนหนึ่งจ่าย

“ข้อสอง สิ่งที่รัฐต้องทำคืออย่าบังคับให้เราต้องรับต้นทุนที่ไม่ควรรับ คือ คนจ่ายค่าไฟ จ่าย แต่ไม่ควรถูกบังคับให้จ่ายในสิ่งที่ไม่ควรต้องจ่าย ทำไมต้องโดนบังคับให้ซื้อไฟแพงเสมอ

รัฐไม่ควรจัดหาไฟที่แพงโดยมีต้นทุนทางเชื้อเพลิงแบบผูกปิ่นโตยาว 20-30 ปี

ตอนนี้ผมเสียบชาร์จโทรศัพท์ เราไม่รู้ว่าหน่วยอิเล็กตรอนที่เป็นไฟฟ้ามาจากไหน แต่ผมควรจ่ายเฉพาะสิ่งที่ผมควรจ่ายเท่านั้น ถ้าวันข้างหน้าผมทำโรงงานส่งออกไปยุโรป ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด ผมพร้อมจ่ายแพงขึ้นหน่อย ผมควรมีสิทธิเลือก ถูกไหม? แล้วถ้าวันข้างหน้าผมซื้อไฟรีนิวถูกลงได้ ถูกกว่าไฟที่ปั่นมาจากเชื้อเพลิง ผมก็ควรมีสิทธิเลือกได้ นี่คือบทบาทของผู้ประกอบการและรัฐ

ผู้ใช้พลังงานต้องรับผิดชอบในต้นทุนที่ต้องจ่ายเพราะท้ายที่สุดคุณก็เป็นผู้ก่อมลพิษ ผู้กำหนดนโยบายต้องไม่ถูกครอบงำ องค์กรที่กำกับดูแล เป็นกรรมการ ไม่ควรเลือกข้าง เวลาใครเสียบแรง จะแจกใบเหลืองก็ต้องแจก ทุกคนมีบทบาทของตัวเอง” ผศ.ดร.ปิติอธิบาย พร้อมปิดท้ายอย่างเฉียบคม โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย

“ถ้ามีคนบอกว่าเราสามารถใช้ไฟสะอาดได้ แต่คำพูดนี้บังคับไม่ได้ เพราะเป็นแค่ nice to have ไม่ใช่ I can have หรือ You must protect me สิ่งที่จะเอามาทำให้ความคลุมเครือหายไป ผมบอกเลยว่า คือ กฎหมาย”

หลังแจกลายเซ็นถ้วนหน้า ยังมีกำหนดการขึ้นเวทีในช่วงเย็น ที่มี มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล ชวน ‘คุยลึก’ ในหัวข้อที่มีชื่อเดียวกันกับผลงานเล่มสำคัญ

ด้วยคำถามที่ประชาชนคนใช้ไฟล้วนสงสัยใคร่รู้

ด้วยคำตอบที่มี ‘ลีลาเฉพาะตัว’ ที่ชวนให้ ‘คิดตาม’ และ ‘คิดต่อ’

หาใช่เลคเชอร์เคร่งขรึม ทว่าสรรหาเหตุการณ์สมมุติมาเปรียบเปรยได้อย่างกระจ่างชัด

นับจากบรรทัดต่อไปนี้

⦁ ทำไมการพูดเรื่องพลังงาน คือเรื่องยากสำหรับประเทศไทย?

ผมคิดว่าข้อแรกเราอาจต้องถามก่อนว่า พลังงานคืออะไร ถ้าตอนที่เราคุยกันอยู่นี้ไม่มีไฟฟ้า ไฟก็ดับ ความยากคือ เวลาพูดถึงพลังงาน เราหมายถึงพลังงานทั่วไป หรือพลังงานในลักษณะพร้อมใช้และต้องจ่าย เพราะพลังงานมีหลายความหมายมาก ผมคิดว่าในเวลาอันสั้นตรงนี้ เราน่าจะกำลังพูดถึงพลังงานที่ถูกผลิตขึ้นแล้วนำมาอยู่ในรูปแบบพร้อมใช้งาน จึงมีต้นทุนที่เกี่ยวข้อง

ความยากคือมันมีหลายบริบท หลายปัจจัย หลายกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ไม่ยากเกินกว่าที่จะเข้าใจ

⦁ การมาคุยวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าอยากให้ราคาพลังงานมันถูก?

ผมไม่คิดว่าเราควรพูดว่า ถูก คีย์เวิร์ด คือ พลังงานต้องสมเหตุสมผล คือควรจะรวมต้นทุนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าไป และต้องเป็นต้นทุนที่สมควรด้วย แต่ต้นทุนที่ไม่ควรต้องรับ เรียกว่า แพง ขณะที่ต้นทุนซึ่งอยู่ในหน้าที่ที่เราต้องรับ ก็ควรต้องรับ แม้รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง แต่ไม่ควรปฏิเสธ

⦁ ปกหนังสือบอกชัด กฎหมายกับพลัง (งาน) ในมือประชาชน หัวใจการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องมีความมั่นคง ยั่งยืน ยืดหยุ่น และเป็นประชาธิปไตย ถามว่าประชาธิปไตยเกี่ยวอะไรกับพลังงาน?

ผมอยากจะแปลงตรงนี้ให้แปลว่าพลังงานมันควรเป็นของใคร ถ้าหลังคาบ้านเราโดนแดดได้ แสงพระอาทิตย์ เป็นของรัฐหรือเปล่า น้ำมันที่อยู่ใต้ผืนพิภพ รัฐอาจประกาศความเป็นเจ้าของได้ ถ้าจะเจาะ ต้องขอเจ้าของ แต่ถ้าเป็นแดด ลม ผมเดินออกไปเดินลมพัดใส่หน้า ต้องขอรัฐไหม แดดที่โดนหลังคาบ้านผม ต้องขอรัฐไหม รัฐไม่มีทางเป็นเจ้าของดวงอาทิตย์ได้ อันนี้ข้อแรกก่อน พลังงานเป็นของใคร

แล้วการแปลงแสงอาทิตย์ให้มาอยู่ในรูปของไฟฟ้าที่พร้อมใช้งานในบ้านผม โดยตัวผมเอง ทำเองได้ไหม ต้องพึ่งโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ต้องกู้เงินเยอะๆ ต้องมีชุมชนคัดค้านโรงไฟฟ้าไหม ผมควรมีทางเลือกเพื่อตัวเองไหม

คร่าวๆ คำว่า ของ โดย เพื่อ คุ้นๆ ไหม ว่ามันคือประชาธิปไตย

คือคุณมีสิทธิเลือกพลังงานใช้เองไหม เราจะปั่นไฟใช้เองแล้วมีไฟเหลือจากการบริโภคที่บ้านสักนิดหนึ่ง เพราะกลางวันออกไปทำงาน ผมขายไฟให้คนข้างบ้าน คนข้างบ้านควรมีสิทธิเลือกซื้อไฟเล็กๆ น้อยๆ จากผมไปลดค่าไฟตัวเองไหม แล้วผมการันตีด้วยว่า ไฟผมถูกกว่าการไฟฟ้าฯ

⦁ คือถ้าลงทุนติดโซลาร์เซลล์ด้วยเงินตัวเอง พลังงานแสงอาทิตย์ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ผลิตขึ้นมาแล้วมีไฟฟ้าที่ใช้ไม่หมด คิดว่าถ้าขายให้ข้างบ้าน ผิดกฎหมายไหม?

เราเสริมความยากขึ้นไปอีกสักนิดหนึ่ง ไฟฟ้าที่เราจะจ่ายไปข้างบ้าน เดินในอากาศไหม ไม่เดินในอากาศ ต้องมีสายไฟส่งไป ซึ่งถ้าผมลงทุนเองแล้วขายไฟให้ สร้างสายไฟเล็กๆ พาไปจุ๊บให้ข้างบ้าน ไม่จ่ายเข้าเขตการไฟฟ้า แบบนี้ยังคิดว่าผิดกฎหมายไหม

⦁ แล้วกฎหมายว่าอย่างไร?

นี่เป็นจุดหมายของการเขียนหนังสือเล่มนี้ หลายท่านอาจรู้สึกว่าได้ หรือไม่ได้ เป็นไปตามใจผู้กำหนดนโยบาย เป็นไปตามวิธีคิดที่มีคนยอมรับ แต่เวลาที่เรามีกฎหมาย กฎหมายรับรองสิทธิ สิทธิ คือสิ่งที่กฎหมายรับรอง และคุ้มครอง กฎหมายไม่สนใจว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ แต่กฎหมายบอกว่าคุณมีสิทธิ คุณก็ต้องมีสิทธิ

ก่อนที่จะไปถึงคำตอบ ในฐานะเอกชนคนหนึ่ง สิ่งใดๆ ที่ไม่มีกฎหมายห้าม เราควรทำได้ไหม ถ้าผมผัดกะเพราเนื้อวากิว อร่อยมาก แล้วเหลือ ผมขอขายให้คนข้างบ้านได้ไหม

ถูกด้วย อร่อยด้วย แล้วผมก็จ้างไรเดอร์ไปส่ง อาจอยู่ถัดไป 3-4 ซอย มันไม่ควรต้องขอโควต้าการขาย จริงไหม เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามขายกะเพรา ตรรกะคล้ายกันคือกฎหมายจะเป็นตัวบอกว่าถ้าคุณปั่นไฟในปริมาณไม่มาก ผมไม่ได้บอกว่าทุกคนสามารถปั่นไฟได้ตามใจ ไม่ได้บอกว่าการปั่นไฟเป็นเรื่องไม่อันตราย เราต้องมองให้ดีว่า สิ่งที่ทำแล้วขออนุญาต มันไม่ได้แปลว่ากฎหมายห้าม

ทำในแบบที่ควรทำ ทำในแบบที่ควรเป็น แต่ไม่ผิดกฎหมาย กฎหมายที่ว่านี้ มีชื่อว่า พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน ซึ่งมันบอกคุณว่า เรามีสิทธิขอรับใบอนุญาตทั้งการผลิตและค้าปลีกไฟ ถ้าคุณขอใบอนุญาตถูกต้องก็สามารถขายไฟได้

ผมพูดอีกทีนะครับ มันเหมือนกุญแจที่ปลดล็อกว่าคุณสามารถเข้าสู่ตลาดการผลิตและค้าปลีกไฟได้

⦁ สิ่งที่อาจารย์พูดทำให้เกิดคำถามต่อเป็นทอดๆ ว่ามันทำได้ด้วยหรือ และทำอย่างไร?

คือกฎหมายไม่ได้ห้าม และกฎหมายให้สิทธิด้วยว่าการประกอบกิจการพลังงาน กล่าวคือ การผลิต การจำหน่ายไฟฟ้า สามารถขอรับใบอนุญาตได้ และถ้าปั่นไฟฟ้าในปริมาณไม่มาก ไม่ต้องขอใบอนุญาต แค่ไปแจ้งให้รัฐทราบว่าคุณกำลังผลิต

การขอใบอนุญาตและการแจ้งไม่ได้แปลว่าห้ามทำ ถูกต้องไหมครับ แค่คุณต้องทำให้ถูกวิธี แต่การที่เราเข้าใจกฎหมายไม่ชัด จะรู้สึกว่ากฎหมายห้าม แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ห้าม แต่กฎหมายพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้คนสามารถเข้าให้ถูกช่อง

ส่วนเราจะวิจารณ์ว่ากฎหมายใจร้ายเกินไป ประตูบิดยากไป กลอนแน่นเกิน เราแก้ได้ แต่สิ่งที่ผมอยากสื่อก็คือ ทุกวันนี้ถ้าไม่ได้มีการแก้กฎหมายอะไรเลย เราก็มีสิทธิอยู่ในมือ เห็นชื่อหนังสือไหม กฎหมายกับพลัง (งาน) ในมือประชาชน โดยที่ไม่ต้องแก้กฎหมายอะไรทั้งสิ้น แต่เราเข้าใจมันให้ถูก

⦁ วิธีที่อาจารย์พูดเมื่อสักครู่ ที่มีไฟที่ผลิตจากพลังงานทดแทนที่เราลงทุนเองแล้วมันเหลือ แล้วจะเอาไปขาย เอาไปให้ หรือเอาไปทำอะไรบางอย่าง กฎหมายพูดถึงอยู่แล้วใช่ไหม?

(พยักหน้า) กฎหมายออกแบบให้รองรับกิจกรรมเหล่านี้ได้อยู่แล้ว ไม่ได้ทำแล้วผิดกฎหมาย

⦁ ดังนั้น จึงอยากให้ทุกคนลองอ่านหนังสือเล่มนี้ไปพร้อมๆ กับตั้งคำถามในสิ่งที่อาจารย์เขียนเช่นกัน วัตถุประสงค์ คาดหวังอะไรกับผลงานชิ้นนี้?

ก่อนที่จะตอบแบบน่าเบื่อ จะพยายามตอบแบบไม่ให้น่าเบื่อ ถ้าเรามีรถคันหนึ่ง การจะขับให้ได้ถึงความเร็วสัก 70-80 กม.ต่อชั่วโมง ถ้ายังขับเกียร์ 1 อยู่ จะไปถึงไหม อาจจะไม่ แต่จริงๆ แล้วรถคันนี้มันขับได้ถึง 120 คุณแค่ต้องรู้วีธีเข้าเกียร์ นี่คือหนังสือเล่มนี้ คือการที่เราตระหนักรู้ว่ากฎหมายให้สิทธิอะไร ไม่ได้ห้ามอะไร

ในโลกของไฟฟ้า เป็นไปได้ไหมว่าจะมีคนขนไฟจากที่หนึ่งไปขายให้อีกคนหนึ่งโดยที่คนกลางไม่ได้เป็นคนขายไฟ แต่เป็นแค่คนขนไฟไปส่งปลายทาง หรือเรียกว่า คนส่งผ่านไฟฟ้า ฟังแล้วอาจรู้สึกว่า โอ้โห! อาจารย์พูดอะไรเลอะเทอะ เพ้อฝัน แต่เชื่อไหมว่า กฎหมายข้อนี้อยู่กับทุกท่านมาตั้งแต่ พ.ศ.2550

ผมย้ำอีกที ว่าข้อกฎหมายนี้อยู่กับพวกเราทุกคน ขออนุญาตอ่านให้ฟังดังๆ จากที่จำได้

ว่า ผู้รับใบอนุญาตที่มีระบบโครงข่ายพลังงาน แทนค่า คือ ผมที่มีสายไฟ มีหน้าที่ต้องยินยอมให้บุคคลอื่น คือผู้รับใบอนุญาตคนอื่น ใช้โครงข่ายของตนได้ แปลว่าผมขายไฟให้คุณโดยจ้างคนอื่นที่เป็นเจ้าของโครงข่ายส่งผ่านไฟฟ้าไปปลายทางได้

โอเค มันอาจจะมีข้อจำกัดอะไรบ้าง มีค่าบริการ มีการที่บอกว่าถ้าจ่ายไฟไปมั่วซั่วแล้วระบบเจ๊ง สามารถปฏิเสธการบริการได้

⦁ สมมุติเราเป็นองค์กร A ที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด จากแสงอาทิตย์ จากลม แล้วต้องการขายไฟฟ้าที่ผลิตได้ ให้บริษัท B ต้องส่งผ่านโครงข่าย ซึ่งโครงข่ายในไทยก็มีอยู่แล้ว?

โครงข่ายไม่จำเป็นต้องมีหลายโครงข่ายเพื่อส่งไฟ สมมุติว่าขับรถจากตรงนี้ การจราจรอาจติดขัดหน่อย ไปพระราม 4 ไปคลองเตย ถนนมีเส้นเดียว ไม่จำเป็นต้องมี 10 เส้น โครงข่ายก็เหมือนกัน คือไม่ต้องมีหลายๆ โครงข่ายในหนึ่งพื้นที่ แต่คนหลายคนควรใช้โครงข่ายได้

⦁ แล้วทุกวันนี้กิจกรรมที่อาจารย์พูดถึง มันไม่ได้เกิดขึ้นอยู่แล้วหรือ?

อันนี้เราต้องแฟร์ด้วยว่า ทำไมสิ่งที่ผมพูดเมื่อสักครู่ มันเกิดขึ้นยาก ไฟฟ้ามันควรที่จะมีอย่างแน่นอน เพียงพอ ถ้าทุกคนจ่ายไฟเข้าไปในระบบมั่วๆ ขาดบ้าง เกินบ้าง แล้วระบบมันไม่มั่นคง ก็ล่มทั้งประเทศ นี่คือความเป็นจริงที่หนีไม่พ้น ถ้าคุณพูดว่ามันเป็นพลังงานจากลม จากแดด ลมกับแดด มีทีเด็ดคืออะไร มันไม่แน่นอน (หัวเราะ) การที่ไฟไม่แน่นอน มันอาจทำให้การบอกว่าจะจ่ายไฟเท่าไหร่ เมื่อไหร่ มันไม่แน่นอนไปด้วย อันนี้คือความท้าทายในทางวิศวกรรมที่คนจ่ายไฟเข้าไปแล้วระบบไม่มั่นคง ความน่าเชื่อถือลดลง ก็ต้องแฟร์ด้วยว่าเราต้องพร้อมรับเรื่องนี้

กฎหมายเปิดช่อง เปิดหน้าที่ไว้ แต่กฎหมายไม่ได้ใจร้ายขนาดที่บอกว่า ถ้าจ่ายไฟเข้าไปแล้ว GRID จะล่ม ต้องยอมบังคับให้ล่ม ไม่ใช่ มันก็มีกติกาของมันอยู่ ความท้าทายคือ ความท้าทายในทางวิศวกรรม และความยากในการคาดการณ์ว่าไฟจะพอ ไม่พอ อย่างไร

⦁ ถ้าเป็นประชาชนทั่วไปแล้วตั้งคำถามกับเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ว่าทุกวันนี้มีผู้ที่ทำหน้าที่ทั้งผลิต ทั้งขายในระบบอยู่แล้ว จะไปสร้างกิจกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นระบบที่มันค่อนข้างนิ่งแล้ว จะไปกระทบความมั่นคงด้านพลังงานหรือไม่?

เรากลับไปคำถามที่ว่า ค่าไฟแพงไหม นี่คือจุดไข่แดงเลย คนที่ผลิตไฟขึ้นมา ท่านคิดว่าเขาส่งต้นทุนมาถึงเราทุกคนไหม ถ้าต้นทุนแพง แฟร์ๆ ถ้าท่านเป็นผู้ผลิต ต้นทุนที่มากก็ต้องถูกส่งมายังคนซื้อทุกคน คำถามคือ ถ้าผมมีต้นทุนแพงโดยถูกบังคับให้แพง ทุกคนปลายทางก็ซวยหมด

วันหนึ่ง ถ้าไฟรีนิว (Renewable Energy ไฟที่มาจากพลังงานทดแทน) จะถูกลง ท่านว่าเป็นไปได้ไหม ถูกลง จนมันถูกกว่าการเอาเชื้อเพลิงดึกดำบรรพ์มาเผา แล้วปั่นไฟ

ถ้าไฟสะอาดก็สะอาด แล้วถูกลงอีกด้วย มันควรจะลดต้นทุนทั้งหมดลงไหม ถ้ามันควรถูกลง แล้วการที่ผมเตรียมพร้อมรับตรงนี้โดยเริ่มเขี่ยไฟแพงที่เป็นฟอสซิลออก เปิดช่องให้ไฟรีนิวที่ถูกลง และสะอาดขึ้น มีส่วนเข้าไปมากขึ้น เมกเซนส์ไหม ถ้าเป็นอย่างนั้น ความแพงและความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดจากรีนิว คุ้มค่าไหม

ผมไม่ได้พูดโลกสวยที่บอกว่า พอมีรีนิวแล้ว ทุกอย่างต้องเป็นรีนิวทันที ไม่เอา ทุกวันนี้เรายังต้องการไฟที่มั่นคง เพียงพอ แต่มันคุ้มค่าไหมที่จะเดินไปโดยเริ่มปล่อยให้มีรีนิวมากขึ้น โดยที่ต้นทุนในการรับเอาเชื้อเพลิงก็ลดลง และมีไฟสะอาดในระบบมากขึ้น

อาจจะมีความท้ายทาย อย่างที่เมื่อสักครู่ถามผมว่า ถ้าไฟไม่แน่นอน จะเกิดความไม่มั่นคงไหม มันมีวิธีจัดการ เราอาจมีต้นทุนอะไรบางอย่างเพิ่ม ใช้ระบบกักเก็บพลังงาน

ถ้าผมจ้างบริษัทปิ่นโตเสิร์ฟข้าวให้ทุกเย็น 30 มื้อต่อเดือน เย็นไหนที่ไม่อยากกินปิ่นโตนี้ ผมยังต้องจ่ายไหม ไม่จ่ายได้ไหม

ใจดีกับผมหน่อย วันนี้อยากกินข้าวป้าข้างบ้าน แต่ยังต้องจ่ายค่าปิ่นโต ถ้าผมสามารถปรับให้เหลือปิ่นโต 18 เถา แล้วอีก 12 เถาซื้อจากป้าข้างบ้าน ท้ายที่สุดผมอาจจ่ายเงินโดยค่าปิ่นโตก็ถูกลง แล้วได้เลือกกินข้าวอีก 12 มื้ออย่างมีอิสระมากขึ้น

ผมอาจรับความเสี่ยงจากการที่ป้าจะไม่ยอมผัดข้าวให้ แต่ก็อาจจะมีป้าอีกหลายคนที่พร้อมขายให้ผม ผมไม่จำเป็นต้องรับต้นทุนจากการผูกปิ่นโต 30 เถาทุกเดือน

⦁ สิ่งที่อาจารย์กำลังพูดถึงคือ รับส่วนหนึ่งจากคนที่ซื้อเดิม แล้วไปซื้อไฟฟ้าอีกส่วนหนึ่งจากผู้ผลิตใหม่ที่เต็มใจขาย และเราเต็มใจซื้อ สิ่งเหล่านี้กฎหมายไม่ได้ห้าม?

กฎหมายไม่ได้ห้าม แล้วยังให้ทำได้ด้วย

ทีมข่าวเฉพาะกิจ – เรื่อง
สมจิตร ใจชื่น – ภาพ