‘มองคนไม่ใช่คน’
จุดเริ่มต้นสังหารหมู่ตากใบ
24 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนหมดอายุความ
เที่ยงคืนของวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2567
คือเสี้ยวนาทีสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย
เนื่องด้วยเป็นห้วงเวลาที่คดี ‘ตากใบ’ สิ้นอายุความ หลังเกิดโศกนาฏกรรมสลายชุมนุมเมื่อ 20 ปีก่อน โดยมีการขนย้ายผู้คนขึ้นรถบรรทุกให้เบียดซ้อนทับกันจนขาดอากาศหายใจ กระทั่งสิ้นชีพอย่างน่าสลดนับร้อยราย
ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ไม่เคยถูกหลงลืมจากความทรงจำทั้งของคนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส 3 จังหวัดชายแดนใต้ และคนไทยทั่วประเทศที่ยังมีหัวจิตหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์
#ตากใบต้องไม่เงียบ คือแฮชแท็กในโลกออนไลน์ภายใต้ความพยายามส่งเสียงแทนเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายและครอบครัวผู้สูญเสีย
แม้ได้รับเงินเยียวยาไปแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ความผิดทางอาญา จะต้องถูกปัดตกเป็นข้อยกเว้นให้ ‘ลอยนวล’
อีกเพียง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ชะตากรรมของคดีความดังกล่าวจะเป็นเช่นไร สังคมไทยยังจับจ้องแบบตาไม่กะพริบ
ย้อนไปเมื่อ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ ห้องกมลพร ชั้น 1 โรงแรมเดอะสุโกศล เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ACB LAB ร่วมกับ The Patani, TUNE & CO, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเครือข่าย จัดเวทีเสวนา ‘ตากใบต้องไม่เงียบ’ เปิดพื้นที่ให้กับเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบ แลกเปลี่ยนเรื่องราวและความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและนักกิจกรรมในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่สาธารณชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ สลายการชุมนุมที่อำเภอตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อ 25 ตุลาคม พ.ศ.2547 พร้อมทั้ง เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องก่อนที่คดีจะหมดอายุความ
⦁ไม่ได้ฟ้องเพื่อ ‘สะใจ’
จุดมุ่งหมายคือ ‘สำนึกผิด’
เริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดงานโดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้น ฉายภาพยนตร์สั้นเรื่อง ‘ตากใบ’ กำกับโดย
ธีระวัฒน์ รุจินธรรม ซูมดีเทลสะเทือนใจ ฉายให้เห็นมายเซต ‘มองคนไม่ใช่คน’ ระหว่างฉายไปจนถึงช่วงท้าย ได้เห็นหยดน้ำตาของผู้รับชมโดยเฉพาะเพื่อนพี่น้องจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้
ธีรวัฒน์ ผู้กำกับภาพยนตร์ดังกล่าว เผยว่า ตนเป็นคนไทยพุทธ ได้ทราบข่าวเหตุการณ์ตากใบ เมื่อปี 2547 เฉกเช่นคนไทยทั่วไปในแง่ของข่าวสาร อาจจะมีความสะเทือนใจในแง่ตัวเลขคนสูญเสียที่มากเกินกว่าจะยอมรับได้ สำหรับการขนคนแค่ระยะทาง 150 กม. ซึ่งความจริงใช้เวลา 2 ชม. แต่ปรากฏว่าใช้เวลา 5 ชม. ทว่า หากรับรู้ความรู้สึกได้ จะไม่ได้มองพวกเขาเป็นเพียงตัวเลข
จากนั้น เข้าสู่ช่วงเสวนาหัวข้อ ‘ตากใบต้องไม่เงียบ’ ดำเนินรายการโดย ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช จากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีบุคคลต่างๆ ผลัดส่งไมค์ย้อนเล่าเรื่องราว เผยความในใจ และชี้เป้าทางออกที่รัฐไทยควรเร่งดำเนินการ
อาเต็ฟ โซ๊ะโก ประธานคณะกรรมการกำกับยุทธศาสตร์ The Patani ที่นิยามตัวเองว่าเป็นกลุ่มปฏิบัติการทางการเมือง ขับเคลื่อน รณรงค์ เพื่อสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเองในพื้นที่ปาตานี กล่าวว่า จากเหตุการณ์ตากใบ พวกตนถูกปรามาสพอสมควร ผู้ใหญ่หลายคนที่ตนให้ความเคารพมักพูดเสมอว่า ‘ยังไงก็ขอให้ชาวบ้านออกมาฟ้อง สู้คดี’ สมัยที่ยังเป็น นักศึกษา ไปหาญาติผู้สูญเสียทุกบ้าน เราถูกไล่ ว่าอย่ามายุ่งกับเขา นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเปิดเผยเรื่องนี้ ไม่เคยพูดที่ไหนมาก่อน
“เรื่องเหตุการณ์ตากใบ ผมอยากพูดในแง่ของโครงสร้าง ซึ่งบางครั้งถึงขั้นทะเลาะกับญาติของผู้สูญเสีย แต่ความจริงแล้ว เขารู้สึกว่าถ้ารักเขาจริง เขาต้องการ ‘ความเป็นธรรม’ คนที่ขับเคลื่อนให้แม่ๆ ภรรยา ออกมาสู้ (ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ) คือคนรุ่นใหม่
ปีสุดท้ายก่อนคดีจะหมดอายุความ ไม่ใช่ชาวบ้านไม่อยากสู้ เขาคิดมาตลอด จนสุดท้ายก็ออกมาสู้ เป็นโอกาสดีมากๆ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นว่า รัฐนี้ พร้อมโอบอุ้มความหลากหลาย ความต่าง ทำให้กระบวนการสันติภาพเดินไปต่อ แต่ทุกอย่างกลับถูกทำลายลงไป เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่กรุงเทพฯ
คิดว่าวันที่ 25 ตุลาคม เที่ยงคืน สุดท้ายมันจะหมดอายุความ ถ้าสามารถสื่อสารถึงกระบวนการยุติธรรมได้ ก็อยากให้เกียรติญาติ เสียงของพวกเขาควรจะได้รับการดูแลมากที่สุด” อาเต็ฟกล่าว ก่อนย้ำด้วยว่า ในฐานะคนในพื้นที่ ตนกล้าเอาตัวเองมายืนยัน ว่าชาวบ้านไม่ได้ต้องการให้เอาจำเลยมาขังเพื่อความสะใจ แต่ลึกๆ เขาอยากรู้ว่า ผู้กระทำได้ ‘สำนึกผิด’
“ตากใบต้องไม่ถูกลืม เพราะเมื่อเหตุการณ์ลักษณะนี้มันเกิดที่ตากใบได้ ก็เกิดขึ้นได้ทุกที่ในประเทศนี้” อาเต็ฟทิ้งท้าย
⦁ตากใบ ไม่ต่าง 6 ตุลา
เยียวยาแล้ว (ทำไมต้อง) ดำเนินคดี?
ยัน คนละเรื่อง เหมารวมไม่ได้!
ด้าน นารี เจริญผลพิริยะ อดีตกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เผยข้อมูลว่า ตนได้ไปลงพื้นที่ไปหลังเกิดเหตุที่มัสยิดกรือเซะ ต.ตันหยงลูโละ อ.เมือง จ.ปัตตานี ต้นเดือนพฤษภาคม ปี 2547 ซึ่งหนักหนาสาหัส มีผู้เสียชีวิตกว่า 106 ศพ และมาเกิดเรื่องเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส อีก
“ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องขึ้น ตอนนั้นลงไปดูพื้นที่เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น และทำเรื่องการเยียวยาจิตใจของกลุ่มมัสยิดกรือเซะ ซึ่งช่วงนั้นก็มีผู้คนถูกยิงรายวันอยู่แล้ว พอเกิดเหตุการณ์ตากใบขึ้น ก็คิดว่าต้องทำอย่างจริงจังแล้ว สำหรับเหตุการณ์ตากใบเรามีเป้าหมายอยู่ที่ 100 ครอบครัว ซึ่งไม่ถึง 10% ของคนที่ถูกจับ แต่เราก็ไม่สามารถเยียวยาทุกคนได้ สิ่งที่ดิฉันทำคือ เยียวยาจิตใจ ตอนที่ดิฉันทำงาน การเยียวยาไม่ได้เป็นเงิน แต่เป็นการเยียวยาด้านสภาพจิตใจ และรัฐมีการจ่ายเงิน จนเกิดการเยียวยาด้วยการจ่ายเงินขึ้น” นารีย้อนเล่า
นอกจากนี้ ยังขยายประเด็นที่ถูกตั้งคำถามบ่อยครั้งว่า เยียวยาแล้ว ยังต้องดำเนินคดีอีกหรือ ?
“มันคนละเรื่อง เรื่องคดีความเป็นเรื่องของความยุติธรรม บางคนบอกว่า ความยุติธรรมคือยาวิเศษของการเยียวยา ซึ่งไม่สามารถเหมารวมกันได้” อดีตกรรมการสมานฉันท์อธิบาย ก่อนฝากไว้ให้คิด ว่าหากดำเนินการเรื่องนี้ไม่ได้ ผู้เสียหายมากที่สุดคือ ‘ประเทศไทย’ เพราะจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบความยุติธรรม
“หลายคนกังวลใจว่าหลัง 25 ตุลาคม จะเกิดความรุนแรงไหม ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ที่ทำให้คนรู้สึกแบบนั้น ภาพตากใบ กับภาพ 6 ตุลาฯ ไม่ได้แตกต่างกัน และวิธีปฏิบัติที่รัฐทำกับประชาชน”
⦁ประชาชน ‘พลิกเกม’ เอาคืนเจ้าหน้าที่รัฐ
หวังอังกฤษดำเนินคดี ‘พิศาล’
ตามหลักอำนาจยุติธรรมสากล
ต่อด้วยบทวิเคราะห์สุดเข้มของ สุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ Human Rights Watch ประเทศไทย ที่ระบุว่า ในแง่มุมด้านสิทธิมนุษยชนตามกติกาสากล มองเหตุการณ์ตากใบ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ในหมู่ประชาชนที่ชุมนุมประท้วงมีการใช้ความรุนแรงบางส่วน แต่ไม่ใช่ผู้ชุมนุมทั้งหมด และมีคนที่ไม่ใช่ผู้ชุมนุม ช่วงนั้นใกล้พ้นช่วงถือศีลอด มีทั้งคนที่มาซื้อเสื้อผ้า เพื่อเตรียมไปงาน
ฮารีรายอ ซื้ออาหารไว้รับประทานช่วงเย็น
“แต่ละคนมีเหตุผลต่างๆ นานา แต่มาถึงที่ตากใบแล้วไปต่อไม่ได้ เพราะติดด่านของเจ้าหน้าที่ ผู้คนตกค้างอยู่ตรงนั้น มีกลุ่มคนที่ตั้งใจมา เราเป็นคนบ้านเดียวกัน เราต้องมาเรียกร้องความยุติธรรมให้เขา มาขอให้ปล่อยตัวแค่นั้น ไม่ได้จะเข้าไปชิงตัว แต่การตอบสนองของเจ้าหน้าที่มีปัญหา
เจ้าหน้าที่รัฐมีการตอบโต้ เริ่มจากตั้งชุดเจรจาบอกว่า ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) ไม่ได้ขังอยู่ที่ตากใบ แต่บอกว่าจะให้ประกันตัว ซึ่งชาวบ้านไม่เชื่อ จึงเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนในพื้นที่
ต่อมาจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่รัฐมีทัศนคติที่หวาดระแวง มีการวางแผนปลุกปั่นมาล่วงหน้าจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดน โดยมีการบรีฟ 2-3 วันก่อนเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ โดยมีการตั้งธงจากฝ่ายความมั่นคง การเจรจาจึงล้มเหลวชาวบ้านมีการขว้างปาสิ่งของ การตอบโต้จากเจ้าหน้าที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ มีการยิงปืนเตือนขึ้นฟ้าด้วยกระสุนจริง แม่ทัพภาคที่ 4 ในขณะนั้นออกคำสั่งสลายการชุมนุม ตั้งแต่ใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา และใช้กระสุนจริง
หลังจากการสลายการชุมนุม มีการเหวี่ยงแห โดยฝ่ายสืบมีการหมายหัวแกนนำผู้ชุมนุมไว้ แต่มีการสั่งให้ถอดเสื้อ จึงแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร รถที่จับกุมไม่เพียงพอ ทำให้ต้องซ้อนคนในรถหลายๆ ชั้น การเดินทางไปค่ายอิงคยุทธบริหาร ซึ่งปกติใช้เวลาเดินทางชั่วโมงกว่าๆ แต่วันนั้นใช้ระยะเวลาเดินทางนานเกินกว่าเหตุ ทำให้รถคันแรกที่ถึงค่ายพบผู้เสียชีวิตแล้ว แต่ไม่มีการสั่งให้หยุดการกระทำ
ทำให้รถคันหลังๆ มามีผู้เสียชีวิตมากขึ้น จากการดูศพมีสภาพฟกช้ำจากการถูกอัดมา โดยผู้รอดชีวิตที่ต้องถูกตัดแขนขา เพราะถูกทับจนกล้ามเนื้อตาย ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที” สุนัยเล่ายาว
จากนั้น ยังเล่าต่อไปว่า เมื่อรัฐเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐไม่ต้องรับความผิด การทำผิดแล้วลอยนวลไม่ได้เป็นวาทกรรม แต่เป็นข้อเท็จจริง ต่อมาบรรยากาศของความหวาดกลัว
“การที่ศาลประทับรับฟ้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เป็นการทลายบรรยากาศความหวาดกลัว ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย สามารถถูกออกหมายจับได้ แล้วคนที่โดนหมายจับไม่ใช่คนไก่กา ทำให้เห็นว่าประชาชนพลิกเกมกลับ เอาคืนเจ้าหน้าที่รัฐได้ เป็นก้าวสำคัญที่ต่อไปนี้ชาวบ้านที่ถูกกระทำเหตุการณ์อื่นๆ ตลอด 20 ปี เรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องเอาเจ้าหน้าที่รัฐมาลงโทษ สามารถทำได้ ไม่ใช่ความกลัวที่รัฐเป็นผู้กระทำต่อประชาชนอีกต่อไปแล้ว
รัฐบาลปัจจุบัน สามารถที่ทำผิดก่อนหน้านี้ให้เป็นสิ่งที่ถูกได้ ว่าอะไรที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ทำไว้ ก็มาทำให้ถูกเสีย ขอโทษในนามของรัฐ ไม่ใช่ในนามรัฐบาลนี้ คุณขอโทษในฐานะที่คุณเป็นผู้บริหารประเทศในขณะนี้ต่อการกระทำที่เกิดขึ้น และรับปากว่าจะอำนวยความเป็นธรรม
มีคำถามว่านำเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาใช้ได้หรือไม่ ซึ่งไม่ทันในการพิสูจน์ความผิด ในระดับทวิภาคี และการใช้ตำรวจสากล กระบวนการยุติธรรมที่จะนำคนเหล่านี้มาขึ้นศาลให้ได้ภายในเที่ยงคืนของวันที่ 25 ต.ค. หลังจากนั้นอายุความหมด ไม่สามารถดำเนินการทางกฎหมายทั้ง 14 คน” สุนัยกล่าว
สำหรับ กรณี พลเอกพิศาล วัฒนวงษ์คีรี ผู้ต้องหาสำคัญในคดีตากใบที่ขณะนี้อยู่ในประเทศอังกฤษซึ่งยึดหลักอำนาจยุติธรรมสากล (Universal jurisdiction) สามารถถูกดำเนินคดีได้
“อังกฤษมีหลักไม่ส่งผู้ร้ายมารับโทษประหาร แต่ยึดหลักอำนาจยุติธรรมสากล ให้ทางอังกฤษดำเนินคดีในฐานความผิดที่อังกฤษเองก็มี ซึ่งใช้กับเผด็จการคนอื่นที่หนีไปอยู่ต่างประเทศ ก็โดนกักตัวไว้แล้วถูกดำเนินคดี นี่เป็นความหวังที่คิดนอกกรอบหน่อย ถ้าผ่านเที่ยงคืนของวันที่ 25 ต.ค.ยังเอาตัวพลเอกพิศาลกลับมาไม่ได้ เราเคลื่อนไหวผลักดันให้ทางการอังกฤษดำเนินคดีกับพลเอกพิศาล ด้วย Universal jurisdiction ดีไหม” สุนัยฝากไว้ให้คิด
⦁20 ปีทำไมเพิ่งมาฟ้อง?
ยัน ชาวบ้านไม่เคยหยุดสู้
ขณะที่ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชวนคุยว่า ขณะนี้ประเทศไทยยินดีที่ได้เก้าอี้ในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แล้วเราก็พยายามที่จะบอกว่าเราเป็นประเทศประชาธิปไตย และเคารพสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันยังบอกอีกว่า ยังมีอีกหลายประเทศที่แย่กว่าเรา แต่การที่ประเทศต่างๆ แย่กว่าเรา มันไม่ได้หมายความว่า เราจะยินยอมให้เกิดวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด
“ที่ผ่านมาจะมีข่าวว่า ทำไมครอบครัวถึงไม่ฟ้อง ทำไมครอบครัวถึงเพิ่งมาฟ้อง อยากจะบอกว่าครอบครัวเขาเรียกร้องมาตลอด
สุดท้ายแล้วมันก็เป็นการใช้กระบวนการที่ทำให้ล่าช้า ยืนยันว่าในช่วงระยะเวลาเกือบ 20 ปี ในการทำหน้าที่ของตนหลากหลายวาระ ยืนยันว่า ชาวบ้านเรียกร้องความยุติธรรมมาโดยตลอด หลายครั้งที่พวกเขาขอมาเข้าพบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เขามาร้องเรียนเสร็จ วันต่อมาก็มาถอนเรื่องแล้ว เพราะมีเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยมที่บ้าน ไม่ได้ไปเยี่ยมคนเดียว แต่ไปเยี่ยมเป็นกองกำลัง ตรงนี้มันก็ทำให้ชาวบ้านที่ชนบทเกิดความหวาดกลัว” อังคณาเล่า
อังคณา เผยอีกว่า ตอนตนที่เป็นคณะกรรมการเยียวยา มีการเยียวยาด้วยจำนวนเงินสูงสุด 7.5 ล้านบาท แต่การเยียวยากรณีผู้เสียหายภาคใต้ กับ เหตุเกิดที่ส่วนกลาง อย่างกรณีการชุมนุมของคนเสื้อแดงปี 2553 ต่างกันตรงที่ว่า ปี 53 ญาติผู้เสียชีวิตจะถูกขอร้องหรือเซ็นหนังสือจำยอมว่า จะไม่ติดใจที่จะฟ้องทั้งแพ่งและอาญา แต่กรณีเยียวยาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ตนในฐานะคณะกรรมการเยียวยา ได้แจ้งต่อรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมตอนนั้นว่า เรื่องนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถที่จะขอให้ญาติยุติการฟ้องร้องได้ กรณีผู้เสียหายจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคน จึงไม่ได้เซ็น เพื่อสมัครใจจะไม่ฟ้อง และเขามีสิทธิโดยชอบธรรมในการฟ้องเพื่อความเป็นธรรม
“การเยียวยาตามหลักสากล ไม่ใช่การให้เงินอย่างเดียว แต่ต้องทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ทำให้เขารู้สึกว่ามีชีวตอยู่ คืนศักดิ์ศรี หยุดตีตราว่าคนเหล่านี้เป็นโจร หรือ เป็นคนผิด เป็นคนต่อต้านรัฐ เรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก”
⦁รัฐบาลเอาจริงหน่อย
อย่าปล่อยเป็น ‘ประวัติศาสตร์บาดแผล’
ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ นักร้องนำวงสามัญชน กล่าวว่า บริบทก่อนเกิดเหตุการณ์ตากใบ เมื่อครั้งทำกิจกรรมค่ายกับเพื่อนๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีการบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ปัตตานีที่เกี่ยวกับข้องกับความรุนแรงโดยรัฐ ยังไม่นับกรณี ‘ดุซงญอ’ และ ‘หะยีสุหลง’ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับตากใบ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดซ้ำๆ ในประวัติศาสตร์ของพื้นที่ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ณ จุดหนึ่งชาวบ้านจึงรู้สึกว่าไม่ต้องการอยู่กับรัฐแบบนี้อีกต่อไป
“เมื่อเราเห็นถึงความเป็นมนุษย์ของขบวนการที่มีความต้องการแบ่งแยกดินแดนว่า เขาก็มีจิตใจและไม่ได้มีความสุขเหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ เราจะเห็นถึงมุมมองที่ว่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ว่าจะมีใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ตากใบ ผู้ชุมนุมจะเป็นฝ่ายที่ต้องการแบ่งแยก หรือไม่อยากที่จะแบ่งแยกดินแดนก็ตาม เขาก็มีความชอบธรรมในการชุมนุม รัฐไม่มีสิทธิใช้ความรุนแรงกำราบ” ชูเวชกล่าว
รศ.ดร.โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้มีประวัติศาสตร์ที่มีบาดแผลมากมาย อย่างคดีตากใบ ที่นอกจากต้องไม่ปล่อยให้ถูกลืมไปแล้วก็ยังสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากประวัติศาสตร์บาดแผล ต้องทำให้เปลี่ยนเป็นประวัติศาสตร์ที่สามารถก้าวข้ามไปได้ที่สุด หากมีการยอมรับถึงข้อบกพร่อง ขอโทษและรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น
“รัฐบาลหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรจะออกมายอมรับถึงความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ และแสดงความรับผิดชอบ แม้ว่าที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีในปี 2549 ได้ออกมาขอโทษพ่อแม่พี่น้องชาวมุสลิม มาจนถึงในยุคของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็มีการออกมายอมรับและใช้เงินเยียวยา แต่กระบวนการยุติธรรมกลับมีความล่าช้า ซึ่งถูกให้เหตุผลว่าไม่พร้อม หวาดกลัว ยังไม่ได้รับแรงกระตุ้น ไม่ได้รับการสนับสนุน
รัฐควรจะแสดงถึงความรับผิดชอบอย่างจริงจังในการให้ความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น อาจมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวนข้อเท็จจริงว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น การทำงานมีความบกพร่องอย่างไร ให้จำเลยยอมรับและแสดงความรับผิดชอบ หรือในกรณีที่จำเลยไม่ให้ความร่วมมือ ก็สามารถบอกได้ว่าจำเลยหนีคดีศาล และลงโทษได้ตั้งแต่การริบเงินบำนาญ รวมไปถึงการถอดยศ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่มีขั้นตอนซับซ้อน แต่ทั้งหมดนี้จะเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่ได้ปล่อยให้ผู้ที่มีความผิดลอยนวลและได้รับผลกระทบกระเทือนถึงตัว”
นักสันติวิธีท่านนี้ ยังมองว่า รัฐควรมีมติ ครม. เพื่อเข้าไปสนับสนุนให้มีพิธีการรำลึก ร่วมให้เกียรติต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการจัดหาสถานที่ จัดหาลัญลักษณ์หรือสนับสนุนด้านอื่นตามความเหมาะสม
⦁7 ล้านแลกไม่ได้
ขอความยุติธรรมคืนชีวิตที่สูญหาย
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters กล่าวว่า ในฐานะสื่อมวลชนมาตั้งแต่ช่วงเหตุการณ์ตากใบ ตนไม่ได้เห็นเหตุการณ์วันนั้น แต่ก็เป็นนักข่าวในเหตุการณ์ร่วมสมัย ซึ่งหลังจากนั้นในทุกปีก็ได้ทำข่าวรำลึกถึงเหตุการณ์ตากใบ จนมาถึงในปีนี้ที่กำลังจะหมดอายุความ
“ส่วนตัวอยากจะขอเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด โดยเฉพาะสิ่งที่เราต้องบอกว่า เหตุการณ์ตากใบมาถึงจุดที่ว่า เรากำลังมองเห็นเรื่องความยุติธรรม จากการที่ญาติไปฟ้อง ออกมาเรียกร้อง เรากำลังเห็นหน้าตาว่า ใครบ้างที่ทำให้คนตายในรถบรรทุกวันนั้น เราเห็นชื่ออะไรบ้างที่ถูกกล่าวหา ว่าทำให้คนทั้ง 78 คน หรือ อีก 7 คนหน้าโรงพัก รวมแล้ว 85 คน ต้องถึงแก่ความตาย เราได้เห็นจากหมายจับของศาลนราธิวาส รวมถึงอัยการสั่งฟ้องรวมแล้ว 14 คน” ฐปณีย์กล่าว
จากนั้น เผยอีกว่า เมื่อปีที่แล้ว มีโอกาสได้ไปทำข่าวในช่วง รอมฎอน ปันจอร์ เข้ามาอภิปรายในสภาว่าอีก 1 ปี คดีตากใบจะหมดอายุความ เราไม่เคยเห็นว่าใครคือผู้กระทำความผิดในเหตุการณ์ครั้งนั้น จนเป็นที่มาของการตั้งคำถามจากญาติ และมีการร้องเรียนกรรมาธิการกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร
“นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ (ส.ส.นราธิวาส) และหลายคนเขาก็เป็น ส.ส.ในพื้นที่ในภาคใต้ ได้มีการรับเรื่องและเชิญทุกฝ่ายมาให้ข้อมูล จนสุดท้ายแล้วสำนวนหายไป หลังจากการไต่สวนเรื่องการตาย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเราทราบกัน
แค่เห็นญาติผู้เสียชีวิตลุกขึ้นมาฟ้อง เราก็ใจเต้นแล้วนะ เราเห็นญาติเขากล้ามาฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ มันคือความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่มาก” ฐปณีย์เผย
นักข่าวชื่อดัง กล่าวด้วยว่า หลายคนอาจจะบอกว่าเงิน 7 ล้าน มันมาก แต่มัน 20 ปีแล้ว เงิน 7 ล้านใช้แป๊บเดียวก็หมด แต่ชีวิตคนมันหายไป มันมีต้นทุนอะไรที่เขาต้องแลก
“มุมมองของคดีตากใบมันแล้วแต่ใครจะมองว่าให้เป็นแบบไหน แต่เราในฐานะนักข่าว เราอยากให้มองเห็นแค่เรื่องง่ายๆ มองเห็นความเป็นมนุษย์ ซึ่งการเรียกร้องของญาติ มันไม่ใช่สิ่งที่เกินเลย แต่มันเป็นสิทธิของเขาตามกฎหมาย ที่เขามีสิทธิฟ้องได้ตามคดีอาญา แล้วดันมาฟ้อง 20 ปีผ่านไป มันไม่มีหรอกในหรอกโลกใบนี้” ฐปณีย์กล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า
ดังนั้น เราต้องเปิดใจรับฟังว่า ทำไมเขาถึงต้องมาเรียกร้องถึงทุกวันนี้

