หน้าแรก ประชาชื่น คุยเรื่องโลก ...

คุยเรื่องโลก สนทนาธรรม พระเมธีวรญาณ ‘เจ้าคุณสายเพชร’ 77 ปีคณะพุทธศาสตร์ มหาจุฬาฯ ในยุคแห่งความท้าทาย

27.10.24 | 12:06 น.

“เราเตรียมพร้อมอยู่เรื่อยๆ ทั้งในด้านการศึกษา และการเผยแผ่ แม้กระทั่งพระพุทธศาสนาโดยทั่วไป หลักสูตรประกาศนียบัตร ก็มีการปรับปรุงใหม่ เปิดใช้ปีนี้ปีแรก คือ พระไตรปิฎกศึกษากับโลกสมัยใหม่ เพื่อให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป”

คือคำตอบของ พระเมธีวรญาณ หรือ ‘เจ้าคุณสายเพชร’ ในฐานะคณบดีคณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ต่อคำถามถึงการเตรียมความพร้อมรับ ‘ความท้าทาย’ ของโลกยุคใหม่ ในห้วงเวลาที่ผู้คนสามารถตั้งคำถามเชิงปรัชญากับ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ กระทั่ง ‘สนทนาธรรม’ กับ Chat Gpt

ย้อนหลังกลับไปเมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่สู่ดินแดนสุวรรณภูมิ หยั่งรากลึกในสยาม พระธรรมแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้รับการถ่ายทอดสืบมากว่าสองพันห้าร้อยหกสิบเจ็ดพระวัสสา วัดวาอารามถูกสถาปนาขึ้นทั่วประเทศ อีกทั้งสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยสงฆ์ เฉกเช่น มหาจุฬาฯ หรือ มจร ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในรัชกาลที่ 5 เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ย้าย ‘ศาลาบอกพระปริยัติธรรม’ จากพระบรมมหาราชวัง ไปยังวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ตั้งเป็น ‘มหาธาตุวิทยาลัย’ ใน พ.ศ.2432

ต่อมา พระราชทานนามใหม่ว่า ‘มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย’ เมื่อ พ.ศ.2439 โดยมีพระราชประสงค์ให้เป็นสถานศึกษาพระไตรปิฎก อีกทั้งวิชาชั้นสูงสำหรับพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์

ครั้น พ.ศ.2490 มีการเปิดการศึกษาในรูปแบบมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก

Advertisement

‘คณะพุทธศาสตร์’ คือคณะวิชาแรกที่เปิดสอน กระทั่งปัจจุบันมีการเรียนการสอน 4 คณะ ได้แก่ พุทธศาสตร์ ครุศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์

77 ปีที่พ้นผ่าน ได้สรรค์สร้างบุคลากรคุณภาพ ยังประโยชน์เกื้อกูลแด่พระศาสนานานัปการ

‘รักษาและสืบสานงานพุทธศาสน์’ คือ ธีมงานครบรอบ 77 ปีที่จัดขึ้นเมื่อ 23 กันยายนที่ผ่านมา หวังสร้างความรู้ต่อสาธารณะ และสานสัมพันธ์ระหว่างศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ทั้งยังมอบทุนการศึกษาอย่างถ้วนหน้า ‘ทุกรูป ทุกคน’ ไม่จำกัดว่าเป็นโยม เป็นพระ เป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ เพื่อสนับสนุนให้กำลังใจนิสิต

“คณะพุทธศาสตร์ถือว่าเป็นหลักที่ตอบโจทย์ของความเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ โดยเฉพาะในยุคใหม่ที่มีการจัดกลุ่มของมหาวิทยาลัย มจร อยู่ในกลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักศาสนา มีมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง คือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กับมหามกุฏราชวิทยาลัย” เจ้าคุณสายเพชรกล่าว

จากนั้นยังเมตตาเล่าถึงรายละเอียดการเรียนการสอนของคณะพุทธศาสตร์ ซึ่งมีตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก รวมถึงประกาศนียบัตร

“ประกาศนียบัตร มีประกาศนียบัตรพระพุทธศาสนา ประกาศนียบัตรพระไตรปิฎกศึกษา ประกาศนียบัตรวิปัสสนาภาวนา ซึ่งถือว่าใช้การเรียนการสอนระยะสั้น 1 ปีก็สำเร็จการศึกษา แต่ถ้าเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐาน เช่น วิปัสสนาภาวนา จบคอร์สเวิร์ก 1 ปี ต้องไปปฏิบัติธรรมอีก 3 เดือน เพราะโดยหลักของวิปัสสนาภาวนา หัวใจคือการปฏิบัติ จะเรียนในห้องอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงสนาม เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องมาเป็นผู้ช่วยวิปัสสนาจารย์อีก 60 ชม. ทั้งที่เป็นหลักสูตรประกาศนียบัตร แต่การเรียนการสอนและวิธีการมีความเข้มข้น”

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมี English Program หรือหลักสูตรภาษาอังกฤษ รองรับนิสิตนานาชาติอีกด้วย โดยส่วนใหญ่มาจากประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะเวียดนาม กัมพูชาเมียนมา

“ปีที่แล้วเราได้เดินทางไปประชาสัมพันธ์ เพื่อให้นิสิตมาศึกษาเล่าเรียน และส่วนหนึ่งก็เป็นการไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจศิษย์เก่าที่จบจากคณะพุทธศาสตร์ที่อยู่ต่างประเทศเยอะ บางท่านกลับไปเป็นเจ้าอาวาส เป็นผู้นำในกิจกรรม”

ที่สำคัญ คือ การก้าวทันโลก โดยเป็นคณะแรกๆ ที่นำเรื่อง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ มาให้ฝึกอบรมอย่างจริงจัง

ถือเป็นคณะยอดฮิตที่ภิกษุสงฆ์ปักหมุดลงทะเบียนเรียนคึกคัก ทั้งภาควิชาพระพุทธศาสนา ภาควิชาศาสนาและปรัชญา ภาควิชาบาลีและสันสกฤต

“นิสิตมีทั้งที่เป็นพระ และฆราวาส ญาติโยม ถ้ารวมทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ตอนนี้มีประมาณ 200 กว่าคน เราไม่ได้จำกัดเพศ จำกัดวัย ไม่จำกัดอายุ บางท่าน 70-80 ยังมาเรียนปริญญาตรี อายุน้อยสุดคือ จบ ม.6 ก็มาเรียนต่อ เป็นโยมด้วย ไม่ใช่พระ ส่วนอายุมากที่สุดคือ เรียนจบตอนอายุ 80 ปีพอดี (ยิ้ม)”

เรียกได้ว่า มีรายละเอียดหลากหลายที่น่าสนใจยิ่ง เช่นเดียวกับเส้นทางชีวิตของพระเมธีวรญาณ ที่ ‘ไม่ธรรมดา’

 

“โอ้โห! รอดตายมาได้ก็บุญแล้ว คนอื่นอาจเริ่มต้นจากศูนย์ แต่อาตมาเริ่มต้นติดลบ เกิดในครอบครัวที่บอกว่ายากจนไม่ได้ ต้องบอกว่า ยากจนม้ากกกกก (เสียงสูง) แม่เสียตั้งแต่อายุไม่กี่เดือน จนคนบอกว่า ต้องไปหากินนมคนอื่นนะ สุดท้ายได้คนแถวบ้านที่มีลูกรุ่นเดียวกัน จึงรอดมาได้ ลำบาก อย่าพูดให้มีน้ำตา (หัวเราะ)” เจ้าคุณสายเพชรปรารภ ก่อนเล่าถึงชีวิตวัยเยาว์ว่าเป็นลูกคนสุดท้องในพี่น้อง 6 คน เติบโตและเล่าเรียนในจังหวัดสกลนคร บวชเป็นสามเณรที่วัดศรีบุญเรือง อำเภอสว่างแดนดิน

มุมานะถึงขนาดนั่งรถจากสกลนครไปเรียนที่อุดรธานี ระยะทาง 50 กม. ทุกวัน แล้วเดินเท้าต่ออีก 4 กม. รถเที่ยวสุดท้าย 3 ทุ่ม บางวันตกรถก็มี

“จบ ม.3 แล้วเรียนบาลี สอบได้ประโยค 3 ต่างจังหวัดไม่มีเรียน เขามีแค่นั้น เจ้าอาวาสท่านจะให้เป็นอาจารย์ใหญ่ ตอนนั้นอายุ 17 ปี ยังเป็นเณร คิดว่า ต้องไปหาเรียนหนังสือก่อน เลยหนีเข้ากรุงเทพฯ แบบไม่รู้จักใคร ปิดตามาเลย

ไปขออยู่วัดใหญ่ๆ 10 กว่าวัด ไม่มีใครรับ ก็เข้าใจ เพราะเรามาดื้อๆ ไม่รู้ที่มาที่ไป ก็ตระเวนไปจนถึงรอบนอก มีคนบอกให้ไปทางหลักสี่ โน่น ไปวัดไผ่เขียวดอนเมือง สมัยนั้นยังเป็นทุ่งบางเขนอยู่เลย ทีแรกวัดก็จะไม่รับ แต่หลวงพ่อท่านเห็นว่าเรามาเรียนหนังสือ”

ถามว่า อะไรคือแรงผลักดันสามเณรน้อยในวันนั้น ในช่วงเวลาที่หากเทียบกับชีวิตฆราวาสคือหนุ่มวัยรุ่น

“ตั้งใจอย่างเดียวคือจะเรียนหนังสือเท่านั้น”  เจ้าคุณสายเพชรให้คำตอบฉะฉาน

ตัดภาพมาในวันนี้ ภิกษุหนุ่มในครั้งนั้น จบเปรียญธรรม 9 ประโยค มีตำแหน่งทางวิชาการว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ที่ไม่เพียงนั่งเก้าอี้คณบดีคณะพุทธศาสตร์ มจร หากแต่ยังเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ รวมถึงรองเจ้าคณะภาค 10 ดูแลพื้นที่อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ มุกดาหาร นครพนม ด้วยอายุ 53 ปี 33 พรรษา บริหารเวลาและใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“ยุคสมัยนี้การสื่อสารสะดวกขึ้น อาจไม่จำเป็นต้องมา มจร สามารถสั่งงานทางไลน์ ประชุมซูม แม้กระทั่งการเรียนระดับปริญญาโท ปริญญาเอก บางท่านอยู่ต่างจังหวัดที่ห่างไกล แต่อยากเรียน เราก็เปิดโอกาสให้เรียนผ่านโปรแกรมซูมได้ อาจมาเจอกันหน่อย 2-3 ครั้งเพื่อรู้จักคุ้นเคยกัน”

ในช่วงเวลาแห่งความท้าทาย คณะพุทธศาสตร์ มจร ภายใต้การนำของเจ้าคุณสายเพชร จะดำเนินไปในทิศทางใด ?

⦁ ตลอด 77 ปีหลักสูตรพัฒนาเรื่อยมาตามยุคสมัย นับจากนี้ มีความท้าทายมากขึ้นทุกที ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็ว ไม่ใช่แค่ออนไลน์ โซเชียล แต่ยังมีเอไอ คณะพุทธศาสตร์เตรียมรับมืออย่างไรบ้าง?

เราเตรียมพร้อมอยู่เรื่อยๆ ทั้งในด้านการศึกษา และการเผยแผ่ แม้กระทั่งพระพุทธศาสนาโดยทั่วไป หลักสูตรประกาศนียบัตร ก็มีการปรับปรุงใหม่ เปิดใช้ปีนี้ปีแรก คือพระไตรปิฎกศึกษากับโลกสมัยใหม่เพื่อให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป

พระไตรปิฎกศึกษา อาจเป็นอะไรที่ย้อนยุคไปไกล แต่เราเอามาเชื่อมโยงกับโลกสมัยใหม่ ว่าจะไปด้วยกันได้อย่างไรในภาวะที่โลกมีความเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ คณะพุทธศาสตร์มีการจัดอบรมเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการสืบค้นข้อมูล ใช้เวลา 2 วัน จากที่ศึกษาแต่พุทธศาสนา พอได้เทคนิควิธีการใหม่ๆ ก็ทำให้เข้าถึงข้อมูลง่ายขึ้น แม้กระทั่งการสร้างภาพด้วยเอไอ สนุกดี

⦁ คิดว่าเอไอ ตอบคำถามในเชิงปรัชญาแทนนักบวชในศาสนาได้จริงไหม?

ถ้าว่าตามหลักพุทธศาสนาแล้ว ต้องเข้าใจว่า ปัญญาประดิษฐ์ คือการประดิษฐ์ขึ้นมา มันก็ขาดความเป็นธรรมชาติเหมือนกับจิตวิญญาณของคนเรานี่แหละ ในยุคสมัยหนึ่งที่บอกว่าสามารถโคลนนิ่งคนออกมาได้ ปัญญาอาจจะได้ แต่จิตใจซึ่งเป็นส่วนลึกที่จะผูกพันกับผลของการกระทำของแต่ละคนที่จะติดตัวเขาไป ตรงนี้โคลนกันไม่ได้

ปัญญาประดิษฐ์เองก็ยังมีข้อจำกัดอยู่โดยลึกๆ เราอาจจะใช้ในเชิงของวิชาการ หาความรู้ เรื่องของธุรกิจ แต่เรื่องของการเข้าถึงธรรม บรรลุธรรม ต้องอาศัยตัวเราเป็นหลัก ปัญญาประดิษฐ์คงช่วยอะไรมากไม่ได้ คงได้แต่แนะนำวิธีการเทคนิคเท่านั้น ท้ายที่สุดก็ต้องขึ้นอยู่กับมนุษย์เรา

⦁ มีความร่วมมือกับพันธมิตร หน่วยงานภายนอก ทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างไรบ้าง?

ทางคณะพุทธศาสตร์ ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ มากมาย ทั้ง เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และชุมชน เราก็ไปบริการวิชาการเชิงสังคม ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมให้

นอกจากนี้ ก็มีการเซ็นเอ็มโอยูกับสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 มา 5 ปี ที่ผ่านไปแล้วคือการทำวิจัยเรื่องพญานาคที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อของคนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และต่อไปยังมีความร่วมมือเรื่องศตวรรษแห่งธรรม ซึ่งคณะพุทธศาสตร์จะทำวิจัยให้เป็นฐานเพื่อนำไปใช้อ้างอิงในเชิงวิชาการกรณีที่มีเวทีสัมมนาใหญ่ๆ

ล่าสุด ได้เดินทางไปยังประเทศศรีลังกา ทำเอ็มโอยูกับมหาวิทยาลัยนาคานันทะ ที่กรุงโคลัมโบ เพื่อแลกเปลี่ยนทางวิชาการ เช่น แลกเปลี่ยนอาจารย์ ผู้บรรยาย นิสิต นักศึกษา และงานวิจัย นี่คือการแสวงหาพันธมิตรนอกประเทศ

 

⦁ มีศาสนิกที่นอกเหนือจากพุทธมาเรียนบ้างหรือไม่?

มี ใส่ชุดบาทหลวงมาเรียนยังมีเลย อาจจะไม่ได้จำกัดเฉพาะคณะพุทธศาสตร์ ในยุคปัจจุบันมีการพูดถึงสังคมพหุวัฒนธรรม มีสาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ ในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ซึ่งคุณสมบัติในการจบปริญญาเอกได้ ต้องทำการสานเสวนาระหว่างศาสนา เป็นคุณสมบัติหนึ่งข้อที่จะต้องผ่านกระบวนการ เพราะฉะนั้นในเรื่องของศาสนาอื่น เราก็มีการแลกเปลี่ยนกันอยู่เป็นประจำ เช่น เชิญมาสัมมนาเพื่อเห็นมุมมองที่ไม่จำกัด

⦁ บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต ส่วนใหญ่เมื่อจบการศึกษาไปแล้วประกอบอาชีพอะไร?

ด้วยความที่เป็นคณะที่ตั้งมานาน ศิษย์เก่าในปัจจุบันที่ยังมีชีวิตอยู่ อายุ 80 ขึ้นไปก็มี ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักก็เช่น ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ซึ่งจบทั้งเปรียญธรรม 9 ประโยค ทั้งมหาจุฬาฯ ของเราด้วย

นิสิตที่จบไปแล้วก็ไปปฏิบัติงานตามที่ตัวเองชอบ เช่น ไปเป็นอนุศาสนาจารย์ เป็นเจ้าหน้าในกรมการศาสนาบ้าง ที่สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติบ้าง เป็นครูบาอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็มี

ถ้าเป็นพระยิ่งสบายเลย จบปริญญาตรี ไปเป็นเจ้าอาวาสได้สบาย เพราะเราต้องการให้พระสังฆาธิการมีความรู้เรื่องศาสนา เนื่องจากปัจจุบันนี้ความเข้าใจของผู้ที่เป็นพระสังฆาธิการตั้งแต่เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาสค่อนข้างน้อย ทาง มจร และทางคณะ จึงพยายามผลักดันให้พระสังฆาธิการเข้าสู่ระบบของการศึกษา โดยเริ่มแรก ท่านที่อายุเยอะ แต่ยังเรียนไม่จบถึง ม.6 อาจจะจบ ป.4 ป.6 เราก็เปิดประกาศนียบัตรขึ้นมาให้ท่านมาเรียน พอจบแล้วก็เข้าศึกษาระดับปริญญาตรีได้เลย

⦁ ขออนุญาตถามอย่างตรงไปตรงมา ว่า ภิกษุที่เรียนจบแล้ว ลาสิกขามีเยอะไหม?

เยอะเลย โดยเฉพาะท่านที่มาเรียนเป็นพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) ใช่ไหม พอขึ้นมาระดับปริญญาโท ปริญญาเอก บางท่านก็ไปศึกษาต่างประเทศ ยิ่งสมัยที่ มจร ยังไม่เปิด ปริญญาโท-เอก ซึ่งเพิ่งมาเปิดเมื่อปี 2540 นี่เอง

สมัยก่อน เรียนจบ พธ.บ. ก็ไปต่อปริญญาโทที่อินเดีย บางท่านไปจบสายปรัชญา สายศาสนา สายภาษา กลับมาก็สึกไปทำงานที่ตัวเองถนัดเยอะเหมือนกัน

แต่มหาจุฬาฯ ถ้าเป็นบรรพชิต จบ 4 ปีแล้วจะยังไม่ได้รับปริญญานะ ต้องปฏิบัติศาสนกิจอีก 1 ปี ปีที่ 5 ถึงจะได้ปริญญา เพราะฉะนั้น ระหว่างนั้น ยังต้องเป็นพระอยู่ ถ้าสึกไปก่อน ก็อาจจะมีปัญหาขึ้นมา

⦁ แล้วเคยมีเคสหรือไม่?

มี มีเหมือนกันที่ยังไม่ปฏิบัติศาสนกิจ แล้วสึกขึ้นมาก่อน (หัวเราะ) ก็ว่ากันไปตามระเบียบ

⦁ มหาจุฬาฯ ตั้งอยู่วังน้อย อยุธยา ห่างออกมานอกเมือง มีการอำนวยความสะดวกให้นิสิตอย่างไร?

60 กิโลเมตร (ยิ้ม) ท่านที่ใช้การเดินทางไป-กลับ มจร จัดรถรับส่งให้ แต่ถ้าท่านใดไม่สะดวกเดินทางไป-กลับ ก็มีหอพักรองรับ โดยเฉพาะนิสิตต่างชาติ สะดวกสบายมาก นอกจากนี้ ยังมีภัตตาหารเช้า ภัตตาหารเพลถวายด้วย

⦁ การพัฒนาขีดความสามารถทางวิชาการของคณาจารย์คณะพุทธศาสตร์มีอะไรบ้าง?

สำหรับบุคลากรโดยเฉพาะสายครูบาอาจารย์ หลักๆ ท่านก็จบการศึกษาระดับสูง เวลาคัดเลือกมาก็ต้องจบปริญญาเอก เป็นดอกเตอร์ เพื่อต่อยอดการเรียนการสอนให้พัฒนาสูงขึ้น และยังต้องพัฒนาขีดความสามารถ เช่นพยายามให้ทำผลงานให้ตำแหน่งทางวิชาการ เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์, รองศาสตราจารย์, ศาสตราจารย์ ซึ่งจะเป็นความน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาครูบาอาจารย์โดยการจัดอบรมต่างๆ ตลอด เพราะความรู้ที่มีอยู่ในยุคหนึ่ง เมื่อโลกเปลี่ยนก็ต้องตามให้ทัน แม้กระทั่งนิสิต เราก็จัดพัฒนาเหมือนกัน เช่น การไปศึกษาดูงาน การอบรม เปิดคลินิกทำวิทยานิพนธ์

⦁ อาจเป็นคำถามที่ถูกถามบ่อย แต่ก็ต้องถามอีกครั้งถึงความสำคัญของ พุทธศาสนาที่ดำรงอยู่มากว่า 2,500 ปี คิดว่าจะมีวันที่ไม่ตอบโจทย์มนุษยชาติหรือไม่ เทรนด์โลกวันนี้ คนไม่นับถือศาสนาใดเลยก็มากขึ้นทุกที?

พุทธศาสนา ตอบโจทย์ได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา แต่สิ่งที่คนเข้าใจว่าไม่สามารถตอบโจทย์ต่อความต้องการคือ เมื่อสื่อผ่านจากองค์กรหรือผู้ที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจทางศาสนาเพียงพอ จึงไม่สามารถสื่อสารให้เข้ากับยุคสมัยได้

เด็กยุคใหม่ที่บอกว่าไม่นับถือศาสนา เคยเจอมาแล้ว ประเภทไหว้พระสวดมนต์ ไม่เอาเลย แต่วันหนึ่งเกิดจุดเปลี่ยน อยากเข้าวัดทันที เช่น อาจสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รัก หรือตัวเองประสบปัญหาความทุกข์ ท้ายที่สุดก็ย้อนกลับมาวัดวาอาราม อย่างน้อย แค่มานั่งสงบจิตสงบใจ นั่งระลึกนึกถึงอะไรที่ผ่านมา ก็เป็นความสุขแล้ว เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ไม่ใช่ว่า เปรี้ยงปร้างจะเอาให้สำเร็จทีเดียว เป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ต้องบำเพ็ญ 4 อสงไขย แสนกัปป์ เราแค่ชาติเดียว ยังไม่ทันไรเลย ถอดใจแล้ว (หัวเราะ)

ที่ว่าตอบโจทย์ไม่ตอบโจทย์ ศาสนาอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้นตลอดไป เพราะพระพุทธเจ้าสอนจากหลักสัจธรรม คณะพุทธศาสตร์ก็พยายามเน้นเรื่องนี้ว่า คุณมาเรียนคณะพุทธศาสตร์ อาจจะนำไปประกอบสัมมาอาชีพเหมือนกับคณะอื่นที่เป็นวิชาชีพได้ แต่คุณจะได้หลักในการครองชีวิตด้วย เวลาเกิดความทุกข์ จะมีคำอธิบายให้ตัวเองได้ นี่คือความสุขที่เราเข้าใจชีวิต

⦁ ปัจจุบันโลกฆราวาส กับบรรพชิต เข้าใกล้กันมากขึ้น พระเล่นไอจี เฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก ซึ่งส่วนหนึ่งช่วยเผยแผ่ธรรมะได้ดี ขณะที่อีกมุมก็อาจเขย่าจิตใจภิกษุได้เหมือนกัน?

เรื่องนี้ก็มีผลอย่างที่โยมว่ามา ส่วนหนึ่งต้องมีสติในการใช้งาน ต้องพยายามคิดว่าเราใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ให้มันอยู่ในกรอบที่ควรเป็น ถ้าล่วงล้ำเกินไปก็รู้อยู่แล้วว่า ไม่ใช่ ถ้าถลำไป ต้องสามารถดึงตัวเองกลับมาให้ได้ ความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นมันก็มีปัญหาอยู่แล้ว โดยเฉพาะพระบวชใหม่ ความเคยชินจากครั้งยังเป็นฆราวาส ยังไม่ได้ฝึกให้เกิดความเข้มแข็งทางสติปัญญา แต่ถ้ามองว่านี่คือเครื่องไม้เครื่องมือที่จะทำให้เราเกิดความเข้มแข็ง ก็พยายามใช้อย่างสำรวมที่สุด เพราะโดยหลักของพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่ากระแสมีอยู่ในโลก ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ถามว่ากระแสอย่างนี้ในอดีตเคยมีไหม เคยมี แต่ไม่ได้ปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างนี้ มันมาตรงๆ เลย ไม่ได้มาผ่านเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เพราะฉะนั้นกระแสทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ ท่านให้กรองด้วยสติ ว่าอะไรเป็นประโยชน์ อะไรเป็นโทษ ประโยชน์ก็รับ โทษก็กันทิ้ง แล้วก็สามารถตัดกระแสนั้นได้ด้วยสติปัญญาของเรา

มันก็เหมือนดาบสองคม ถ้าใช้หาข้อมูล หาในสิ่งที่เป็นประโยชน์ แสวงหาความรู้ทางวิชาการ แต่อีกด้านหนึ่งมันก็เป็นอันตราย ก็ต้องข่ม ต้องสำรวมระวัง พระก็ยังเป็นผู้ที่ต้องฝึกฝนอยู่ต่อไป พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ (ในหมู่มนุษย์ ผู้ฝึกตนได้แล้ว เป็นผู้ประเสริฐสุด) เราก็ต้องอยู่ในกระบวนการตลอด

⦁ ท่านเล่นโซเชียลไหม? เวลาเจอคอมเมนต์ร้อนแรงวิพากษ์วงการผ้าเหลือง รู้สึกอย่างไร พร้อมรับมือคณะทัวร์ที่มาจอดลานวัดหรือไม่?

เล่น อาตมาเล่นเฟซบุ๊กอย่างเดียว (หัวเราะ) ก็ต้องมองตามสภาพความจริง ถามว่ามีอารมณ์ไหม ก็อาจจะมี แต่จะให้พิมพ์ตอบโต้ ไม่เอาเพราะเรารู้ว่าไม่เกิดผลดีอะไร ก็พิจารณาดูคอมเมนต์แล้วประมวลดูว่าสิ่งที่เขาคอมเมนต์เป็นอย่างไร เราสามารถไปศึกษาเพิ่มเติมจากสิ่งที่เขาพูดมาได้ไหม หรือสมมุติเหตุการณ์ว่าถ้าเราเจอกรณีอย่างนี้ ที่คนคอมเมนต์ เขามาถามเราตรงๆ จะตอบอย่างไร (หัวเราะ) เราก็ต้องสร้างสถานการณ์สมมุติขึ้นมาเพื่อพัฒนา หาทางออกให้ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ค่อยใช้อารมณ์กับคอมเมนต์ทั้งหลายทั้งปวง

⦁ ก้าวต่อไปของคณะพุทธศาสตร์ มจร ในปีที่ 78 79 80 และทศวรรษต่อไป?

ก็พยายามพัฒนางานวิชาการที่เป็นหลักของพระพุทธศาสนา เพราะยึดหลักตามพระพุทธปณิธานของพระพุทธเจ้าคือการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย การปฏิบัติธรรม และเผยแผ่ธรรม แม้กระทั่งการตอบแก้ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา เราก็มาดูในรายละเอียดสาขาวิชาในคณะพุทธศาสตร์ ว่าสามารถตอบโจทย์ได้ไหม

การศึกษาเล่าเรียนมีอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการปฏิบัติ เราก็มีวิปัสสนาภาวนาศึกษา ซึ่งปีนี้เปิดสอนในระดับปริญญาโทด้วย มีปฏิบัติธรรม 3 เดือน ต่อไปจะเปิดถึงปริญญาเอก คือทำให้จบเลยตั้งแต่ตรี โท เอก ที่คณะพุทธศาสตร์ ถ้าเราไม่เปิด เขาก็ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหน จึงต้องตอบโจทย์นิสิตที่มาเรียนคณะพุทธศาสตร์ เช่น หลักสูตร EP (English Program) ตอนนี้มีเฉพาะปริญญาตรี ทีนี้คนที่จบปริญญาตรี ยังอยากเรียนที่คณะพุทธศาสตร์ ก็ต้องหาทางเปิดปริญญาโทให้เขา แม้กระทั่งประกาศนียบัตรตอนนี้ เราก็พยายามพัฒนาให้เป็น EP เพื่อรองรับนิสิตต่างชาติ

อย่างที่บอกว่าปัจจุบัน เราเข้าใจว่านิสิตต่างชาติ ทะลักเข้ามาในไทยเยอะ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยข้างนอก หรือมหาวิทยาลัยสงฆ์ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านแต่คณะพุทธศาสตร์ไม่มีประกาศนียบัตรในหลักสูตร EP ปีนี้เลยบอกคณาจารย์ ผู้บริหารว่าเราน่าจะเปิดขึ้นมาสักหลักสูตรหนึ่ง อย่างน้อยก็เพื่อให้นิสิตพัฒนาตัวเองต่อไป รวมไปจนถึงปริญญาโท ก็ควรมีหลักสูตร EP ด้วย จะได้ไปให้สุด กลับบ้านเกิดเมืองนอนจะได้ไปเป็นอาจารย์ต่อไป นี่คือความตั้งใจที่จะเปิดให้ครบวงจร และพัฒนาเรื่องที่เกี่ยวกับการติดต่อประสานงานภายนอก การสร้างความร่วมมือทางวิชาการ ก็พยายามเน้นหนักให้เกิดความร่วมมือให้มากขึ้น

รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้กระตือรือร้นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ แบบเดิมอาจอยู่ได้ แต่ในศตวรรษนี้ต้องแสวงหาความรู้หลายอย่างเพิ่มขึ้นด้วย

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร – เรื่อง
ชลาธิป รุ่งบัว – ภาพ