ติดป้าย ทาสี ตีเส้น ก้าวแรกบนแผนแม่บทฯ กทม.เมืองเดินเท้า-จักรยานสัญจร ‘ขออย่าให้เป็นแค่ความหวัง’

28.10.24 | 12:30 น.

ติดป้าย ทาสี ตีเส้น ก้าวแรกบนแผนแม่บทฯ กทม.เมืองเดินเท้า-จักรยานสัญจร ‘ขออย่าให้เป็นแค่ความหวัง’

ชีวิตจะดีขึ้นแค่ไหน? ถ้าเราสามารถไว้วางใจ ปล่อยให้ลูกหลานปั่นจักรยานไปโรงเรียนใกล้บ้านได้อย่างปลอดภัย บนถนนที่เอื้ออำนวยต่อผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง

ลองนึกภาพเมืองในฝันอย่างเรื่องง่ายๆ ถ้าเราสามารถเดินชิลจากบ้านไปขึ้นขนส่งสาธารณะหน้าปากซอยได้ แบบไม่ต้องเสี่ยงโดนรถเฉี่ยวชน ก็อาจประหยัดค่าโบกมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปได้อีกมากโข

แต่ขณะเดียวกันก็อาจมีคนยกมือขึ้นมา ขัดจังหวะดับภาพฝันหวาน แล้วถามขึ้นมาว่า “แล้วจะให้ฉันไปปั่นตรงไหน ไปเดินตรงไหน ในเมื่อถนนหนทางอันตรายขนาดนี้?” 

เสียงของประชาชนคงถึงหู กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่กำลังผลักดันอย่างหนักสำหรับมหานครแห่งนี้ ให้กลายเป็นเมืองที่ส่งเสริมให้คนเดินเท้า หรือปั่นจักรยาน เพื่อตอบโจทย์การลดมลพิษ และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น 

Advertisement

ด้วยการผลักดันจัดทำแผนแม่บทกรุงเทพฯ ‘เมืองเดินเท้าและจักรยานสัญจร’ เชื่อมต่อขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมและยั่งยืน พ.ศ.2567-2575 ให้เกิดขึ้นได้จริง ด้วยหลากหลายวิธีทั้งระยะสั้น กลาง ยาว

มาถึงคิว กทม. โดย สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) นั่งเก้าอี้รับฟังผลการศึกษา ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และประชาชน เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า

หนึ่งในข้อเสนอแผนงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ จาก มูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทย คือ เน้นระยะสั้นฉับไว แต่หวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร ด้วยวิธีการปรับแปลงเมืองชั่วคราว (Tactical urbanism) เช่น การขีดสี ตีเส้น วางเสาล้มลุก เสาจราจร

เน้นย้ำว่า วิธีนี้ใช้งบดำเนินการต่อกิโลเมตรน้อยกว่าการสร้างฟุตปาธใหม่เกือบ 60 เท่าตัว พร้อมเคลมว่า ถูก เห็นผลเร็ว และอิมแพคที่สุด

หลังลงมือทำระยะสั้นนี้แล้วก็จะนำเอาข้อมูลผลการทดลองมาผลักดันให้เกิดการก่อสร้าง หรือเปลี่ยนแปลงเชิงกายแบบถาวร ซึ่งถ้าไม่เวิร์กก็อาจจะมีการปรับรูปแบบอีกครั้ง

ดังนั้น สิ่งนี้จึงเป็นก้าวแรกของแผนแม่บทครั้งสำคัญที่ประชาชนต้องร่วมกันจับจ้อง แล้วกลับมาล้อมวงคอมเมนต์กันต่อไป…

สจส.นำร่อง ‘4 ย่าน’ แก้โจทย์ความต้องการคนเมือง

เริ่มตั้งต้นฟังมุมมองผู้นำหน่วยงานหลัก ไวทยา นวเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (สจส.) กล่าวว่า เราได้ให้มูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทยดำเนินการโครงการจัดทำแผนแม่บทข้างต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 เมษายน จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2567 

ไวทยา นวเศรษฐกุล

สำรวจและออกแบบเส้นทางให้เหมาะกับสภาพพื้นที่เพื่อเป็นตัวชี้วัดการพัฒนาเมืองสู่การเดินทางที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใน 4 พื้นที่ย่านสถานีรถไฟฟ้าเป้าหมาย 

ได้แก่ พร้อมพงษ์, สามยอด, ลาดพร้าว 71 และ ท่าพระ ภายใต้รัศมีโดยรอบสถานี 2 กม. ซึ่งการประชุมในวันนี้จะเป็นการนำเสนอผลการศึกษา และเป็นการรับฟังความคิดเห็นของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แผนแม่บทมีความครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ และตรงต่อความต้องการ พฤติกรรมการใช้ชีวิตของประชาชน นำไปสู่การต่อยอดและการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้แล้ว กทม.จะแบ่งการดำเนินงาน ได้แก่ สำนักการโยธา จะมีการปรับปรุงทางกายภาพ จัดสรรพื้นที่ถนนตามที่ศึกษามา ขณะที่ สจส.จะไปทำเครื่องหมายและสัญลักษณ์ ทาสีตีเส้นจราจร 

“ระหว่างนี้จะมีการสนับสนุนการใช้จักรยานสาธารณะร่วมกับการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบถึงการดำเนินงานพัฒนาเส้นทางอย่างต่อเนื่อง จากนั้นจะมีการขยายผลการศึกษาเพิ่มเติมไปย่าน
อื่นๆ ต่อไป” ไวทยาฉายภาพกว้าง

ไม่ได้แคร์แค่คนรวย! แผนโอบรับการเดินสับทุกชนชั้น

หันมาลงลึกไปกับหัวหอกผู้กุมโปรเจ็กต์ ศิลป์ ไวยรัชพานิช หัวหน้าโครงการมูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทย เริ่มเล่าแนวคิดว่า หลักการออกแบบที่สำคัญสำหรับเส้นทางคนเดิน คนที่ใช้จักรยาน รวมถึงรูปแบบการสัญจรทางเลือกอื่นๆ 

ศิลป์ ไวยรัชพานิช

“เราต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ และควรเชื่อมโยงกันในย่านให้เกิดความสะดวกสบาย และน่าใช้ น่าดึงดูด ซึ่งการทดลองปรับปรุงกายภาพเส้นทางในแต่ละย่านสถานีจะยึดหลักการออกแบบเสนอต่อ สจส.เป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะสั้น คือการจัดทำโครงข่าย เดิน/ปั่น ระยะกลาง (3-5 ปี) ทำโครงข่ายเดิน/ปั่น สิ่งก่อสร้าง การขยาย และปรับปรุงทางเท้า การสร้างสะพาน/ทางลอด และ ระยะยาว (5-10 ปี) เป็นแนวทางการปฏิบัติงานรูปแบบมาตรฐานการออกแบบโครงข่ายทางสัญจร” หัวหน้าโครงการชูแผน

ด้าน รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา อาจารย์ประจำภาควิชาวางแผนภาคผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ตีโจทย์ปรับปรุงย่านสถานีพร้อมพงษ์ เล่าแผนว่า เราควรลดความกว้างของเลนถนนเพื่อแบ่งให้คนเดินเท้า คนใช้จักรยานสามารถสัญจรได้ 

รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา

แต่ต้องให้รถขนาดใหญ่สามารถผ่านเข้าได้ เช่น รถดับเพลิง รถขยะรถฉุกเฉิน ทาง 2 เลนจะเหลือ 2.50-2.75 เมตร ทางเลนเดียวเหลือ 3.5 เมตร เพื่อให้อำนวยความสะดวกและยังคงความปลอดภัย

“แม้ว่าตรงนี้จะเป็นย่านที่คนรวยอาศัยอยู่ แต่ด้วยพลวัตเมืองที่เปลี่ยนไป จะมีกลุ่มคนที่ทำงานภาคบริการ ซึ่งใช้การเดินเท้า ขี่จักรยานเป็นจำนวนมาก เช่น แม่บ้าน พนักงานร้านอาหาร ยาม แรงงานก่อสร้าง รวมถึงมีรถเข็นแผงค้า รถซาเล้ง 

จากผลสำรวจกว่า 70% พบว่าเดินทางไปสถานที่ใกล้ๆ ภายในย่านเพื่อใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งถ้ามีการปรับปรุงเพื่อเอื้อต่อการเดิน การขี่จักรยาน เชื่อว่าก็จะมีคนเดินเท้า หรือคนออกมาขี่จักรยานมากขึ้น” รศ.ดร.พนิตชี้

ชาวกรุงไม่นิ่งเฉย อยากเห็นถนนปลอดภัยใกล้บ้าน

ตัดภาพมาฟังเสียงชาวบ้าน ผู้ใช้งานบนท้องถนนจริง เสริฐศักดิ์ จินดาทิพย์ จากชุมชนวัดนาคกลาง เขตบางกอกใหญ่ กล่าวว่า ผมในฐานะคนที่ชอบปั่นจักรยานอยู่แล้ว คิดว่าสิ่งนี้คือการเริ่มต้นที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

เสริฐศักดิ์ จินดาทิพย์

“ถ้าเราสามารถทำให้ประชาชนในกรุงเทพมหานครรับรู้ และเห็นความสำคัญของการปั่นจักรยานในเมืองได้ อย่างน้อยมันก็จะช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม ลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับน้ำมันและอีกหลายอย่าง ซึ่งมันจะทำให้เมืองมีนโยบายสีเขียวมากขึ้น” ชาวบางกอกใหญ่ร่วมหนุน

ด้าน ชนิสรา ละอองดี ชาวบ้านเขตภาษีเจริญ เสริมว่า บางครั้งเราก็อยากเดินแต่ก็ไม่สามารถเดิน หรือปั่นจักรยานอย่างที่ใจต้องการได้ เพราะมีความรู้สึกกลัว หรือไม่ปลอดภัย หากจะเดินทางด้วยจักรยานในพื้นที่ กทม.

“เราอยู่ในชุมชนที่อยู่ใกล้โรงเรียน บางทีเราก็ไม่กล้าให้ลูกหลานของเราออกไปปั่นจักรยาน เพราะมันไม่ได้มีสัญลักษณ์อะไรที่บอกว่า ให้ใช้ร่วมกันทั้งปั่นจักรยานและทางหลักได้ แต่จากแผนโครงการนำเสนอให้เห็นว่าจะมีการเขียนสัญลักษณ์ขึ้นมาว่าให้ใช้ทางร่วมได้ สัญลักษณ์จูงมือเดิน หรือสัญลักษณ์จักรยาน

พอเห็นสัญลักษณ์แล้วเรามีความรู้สึกว่ามันมีความปลอดภัยมากขึ้นเพราะมันเหมือนกับเราเป็นผู้ใช้ถนนร่วมกับเขา แล้วมีเขามองเห็นเรา สิทธิของเรา ที่จะสามารถใช้ทางร่วมกันได้ จึงอยากสนับสนุนโครงการนี้มากๆ มันสามารถทำได้จริงเลย” ชนิสราเล็งเห็นความสำคัญ

ก่อนจะออกไอเดียว่า เราอยากเห็นภาพเด็กได้ปั่นจักรยานไปโรงเรียนกัน พอเมื่อถึงวันเด็กแล้วเราก็จะเห็นมีการแจกจักรยานกันมากมาย แต่ว่าห้ามปั่นไปโรงเรียน เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นแล้วครูจะเดือดร้อน ซึ่งมันไม่สอดคล้องกัน 

“เราอยากให้พัฒนาเรื่องเส้นทางแบบนี้ให้มากขึ้น เพราะใช้งบประมาณไม่เยอะ และไม่เบียดเบียนใคร ก็อยากให้ทำมากขึ้นโดยเฉพาะย่านฝั่งธนบุรี ยังมีความจำเป็นอยู่มาก” ชนิสราสะท้อนเสียงชาวฝั่งธนฯ

พูดจากใจ ‘ผู้ใช้งานจริง’ หวังเห็นการตีเส้น แล้วเข้มบังคับใช้

ขณะที่ อัครชัย ดวงแก้ว ชาวเขตคลองสาน อายุ 60 ปี ผู้ปั่นจักรยานเป็นกิจวัตร ร่วมแชร์ประสบการณ์ตรงว่า ผมต้องขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ทำให้เกิดโครงการนี้ แต่สิ่งที่อยากจะแนะนำคือ นโยบายนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ขออย่างเดียวว่า ‘อย่าให้เป็นแค่ความหวัง’

อัครชัย ดวงแก้ว เปิดภาพประสบการณ์ปั่นจักรยาน
บนถนนลาดหญ้า เขตคลองสาน กรุงเทพ

“ทุกวันนี้ผมเห็นถนนลาดหญ้า (เขตคลองสาน) มาเป็น 10 กว่าปีแล้ว ไม่เคยได้ปรับปรุง หรือที่ปรับแล้วทุกวันนี้ก็ยังใช้งานไม่ได้ ซึ่งมีคนร้องเรียนเยอะมาก ผมก็ไปสำนักงานเขตคลองสานมาแล้ว ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ถูกต้องว่าทำไมทุกวันนี้ยังแก้ปัญหาไม่ได้

สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้ คือ ถ้าแก้เรื่องถนนลาดหญ้าไม่ได้ โครงการอื่นท่านอย่าไปหวังเลย มันไม่มีประโยชน์ ลาดหญ้าแค่ถนนเส้นสั้นๆ ท่านยังทำไม่ได้เลย 10 กว่าปีแล้ว กลายเป็นที่จอดรถ หรืออะไรก็ไม่รู้ ขออภัยถ้าสิ่งที่ผมพูดอาจจะไม่ถูกใจท่านอยู่นิดหนึ่ง แต่ผมพูดจากใจนักปั่นคนหนึ่งที่ใช้งานจริง” อัครชัยซัดเข้าเป้า

ก่อนจะเล่าต่อไปว่า ส่วนตัวแล้วปั่นจักรยานเกือบทุกวัน เห็นป้ายห้ามจอดริมถนนลาดหญ้า แต่มีรถจอดเต็มทั้ง 2 ฝั่ง แม้จะมีการทาสีใหม่แล้วช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา กลับมีรถอยู่ตลอดแนว เมื่อไปสอบถามที่สำนักงานเขตก็ตอบไม่ได้

“ริมถนนลาดหญ้า อู่ซ่อมรถเอารถมาจอดริมถนนกินเลนไปเยอะ จนเราต้องออกมาปั่นบนพื้นถนน รถก็เฉี่ยวเราหลายครั้ง ปัญหาคือถึงแม้ว่าเราจะทาสีใหม่ หรือติดป้าย แต่การไม่บังคับใช้กฎหมาย หรือใช้ไม่เต็มร้อยทั้งที่ก็มีป้ายบอก

อยากถามว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะมีการประชุมที่ไหน ผมก็ไปพูดปัญหาตลอด แต่ก็เงียบ” เสียงจากประชาชนทิ้งโจทย์ถึงภาครัฐ

ภูษิต ภูมีคำ

ศศวัชร์ คมนียวนิช