โลกที่ ‘จมดิ่ง’ กับความย้อนแย้งของการลอยตัว Sinking and the Paradox of Staying Afloat ถึงวันที่มนุษยชาติต้องตระหนักรู้
โลกเข้าสู่สภาวะย่ำแย่จากสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนไปมาการมาถึงของสภาวะโลกร้อนไปจนถึงสภาวะโลกเดือดที่มนุษย์กำลังเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบันเริ่มทวีคูณความรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในปัจจุบัน ในรูปแบบของภัยพิบัติทางธรรมชาติ เราต่างรู้กันดีถึงกิจกรรมที่บ่อนทำลายสิ่งแวดล้อมไปจนฟื้นคืนได้ยาก แม้พยายามปรับตัวเพื่อจะอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม แต่ต้นตอของปัญหานั้นไม่เคยถูกแก้ กลับถูกฝังกลบลงไปในความเฉยชาต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

Loredana Pazzini-Paracciani คิวเรเตอร์ (ภัณฑารักษ์) ชาวอิตาลี มองว่า มนุษย์ยังต้องการสิ่งแวดล้อมเพื่อดำรงชีวิต และสิ่งแวดล้อมก็ต้องการมนุษย์ให้เป็นผู้ดูแลรักษา ทุกอย่างเกื้อกูลกัน แต่พฤติกรรมของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมไม่เป็นเช่นนั้น จึงตัดสินใจรวบรวมศิลปินเพื่อจัดนิทรรศการศิลปะที่สะท้อนถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่โลกและมนุษย์กำลังเผชิญหน้า โดยหวังว่าผู้ที่รับชมจะตกตะกอนและย้อนกลับมาคิดทบทวน อันจะนำไปสู่การร่วมแก้ไข
Sinking and the Paradox of Staying Afloat คือชื่อของนิทรรศการดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้น ณ 333Gallery โกดัง Warehouse 30 เจริญกรุง กรุงเทพฯ

วางแผน 1 ปี ระดมศิลปินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
‘เราจะทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อมได้บ้าง?’
Loredana อาศัยอยู่ในประเทศไทยกว่า 20 ปี มีประสบการณ์การจัดนิทรรศการศิลปะมาแล้วหลายครั้งในหัวข้อที่แตกต่างกันไป ซึ่งในครั้งนี้ได้หยิบยกปัญหาสิ่งแวดล้อมขึ้นมาเป็นหัวข้อหลักในการจัดนิทรรศการ ที่ใช้เวลามากกว่า 1 ปีในการวางแผนและพูดคุย รวบรวมศิลปินจากประเทศต่างๆ จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ศิลปินไทย ศิลปินกัมพูชา และศิลปินเวียดนามที่ทำงานร่วมกับศิลปินชาวเกาหลีใต้ โดยระดมความคิดร่วมและต่อยอดไปถึงคำถามที่ว่า ‘เราจะสามารถจะทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อมได้บ้าง?’
นิทรรศการครั้งนี้ได้มุ่งเน้นประเด็นหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีต่อน้ำ โดยโฟกัสมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับผลกระทบที่มีต่อแม่น้ำสายสำคัญจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก อย่าง ‘แม่น้ำโขง’ อีกทั้งสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ เช่น ดิน ความหลากหลายทางชีวภาพ การเกษตร
“เรากำลังทำลายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม บางครั้งเรารู้แต่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น เราทำเหมือนกับว่าทุกอย่างยังปกติดี ฉันหวังว่าถ้าคนมาที่นี่จะถูกดึงดูดด้วยผลงาน และพวกเขาจะได้เข้าใจว่าพวกเรากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่หนักมากในยุคนี้ จากสิ่งที่เราทำกับสิ่งแวดล้อม ฉันหวังว่าพวกเขาจะเข้าใจและหลังจากที่มีส่วนร่วมกับนิทรรศการแล้วกลับออกไปด้วยความคิดที่อยากจะช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น เราจะทำอะไรเพื่อรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำลงไปกับสิ่งแวดล้อม” Loredana เผย
เม็ดฝน สายน้ำ อากาศ
เรื่องเล่าจากธรรมชาติที่ถูกรบกวน

ก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไปภายในโถงจัดนิทรรศการ ผู้ชมจะได้พบม่านสายฝนที่โปรยปรายลงบนลงกำแพงกระจกและบานประตู ซึ่งเป็นผลงานของ เจษฎา ตั้งตระกูลวงศ์ ในชื่อ TOO HEAVY TO HOLD ตั้งใจส่งความรู้สึกผ่านสายฝน จากประสบการณ์ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ จึงต้องเผชิญฝุ่นพิษ PM2.5 ที่กินระยะเวลายาวนานกว่า 4 เดือน เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ผู้คนมักนึกถึงฝนที่จะตกลงมาชะล้างอากาศให้บริสุทธิ์ แต่ด้วยสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยน การมาของฝนที่ไม่ตกต้องตามฤดูกาลกลับนำมาซึ่งภัยพิบัติต่างๆ ทำให้ความรู้สึกของคนที่มีต่อฝนเปลี่ยนแปลงไป

ต่อด้วยผลงานที่ร้อยเรียงขึ้นจากการถักทอผ่านปลายนิ้วของ เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ ศิลปินสาวผู้เป็นเจ้าของผลงาน ได้แก่ DELUGE, EMERGENT SEA, LIFE FINDS A WAY และ INUDATE ซึ่งผลงานถูกสร้างสรรค์ด้วยขยะ ตั้งแต่เศษผ้า ด้าย ขวดน้ำ กระป๋องอะลูมิเนียม ไปจนถึงกระดาษที่ใช้แล้วมารีไซเคิล โดยเป็นผลงานทอมือที่ศิลปินใช้เวลาสร้างสรรค์อย่างยาวนานร่วมกับทีม เกิดเป็นผลงานทั้ง 4 ชิ้นที่จัดแสดงในนิทรรศการ
เพลินจันทร์เล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้างผลงาน INUDATE จากกระดาษเหลือใช้ภายในออฟฟิศที่ผ่านการตัดเป็นเส้นด้วยเครื่องทำลายเอกสาร จากนั้นนำมาตีเกลียวเส้นยาว ทอร่วมกับเศษด้าย แต่ด้วยเหตุการณ์น้ำท่วมทำให้ผลงานชิ้นนี้ถูกแช่ไว้ในน้ำทั้งคืน เมื่อมุกได้เห็นจึงเกิดเป็นไอเดียใหม่ที่ฝังลึก เปรียบเหมือนการมอบจิตวิญญาณใหม่ให้ผลงาน
“งานชิ้นนี้เหมือนกับเรา เขาต้องทำตัวเองให้อยู่รอด คือกระดาษที่ถูกแช่อยู่ในน้ำทั้งคืน แต่ก็อยู่รอดในเหตุการณ์น้ำท่วมได้ มันเหมือนเราทุกคนที่เจอแต่เหตุการณ์ซ้ำๆ จำเจ น้ำท่วมทุกปี ถามว่าทุกคนก็สู้ที่จะเพื่อให้ตนเองนั้นอยู่รอดในการหาวิธีของแต่ละคนก็สามารถพาไปได้ แต่ต้นเหตุก็ไม่เคยถูกแก้ ซึ่งทุกคนควรจะแก้ในสิ่งที่ควรจะแก้ได้ ทำในส่วนที่เราทำได้
เพราะฉะนั้น การชนะก็เหมือนกับการมีชีวิตขึ้นมาใหม่ แม้อาจจะมีรอยขึ้นมาบ้าง ส่วนตัวแล้วนั้น เราชอบเพราะว่ามันกลายเป็นเครื่องรางให้กับงานชิ้นนี้และก็จะกลายเป็นเรื่องเล่าของมัน” เพลินจันทร์เล่าที่มาลึกซึ้ง

ขณะที่ ต่อลาภ ลาภเจริญสุข เจ้าของผลงาน WATER LINE เล่าเรื่องราวของสายน้ำผ่านงานศิลปะ ด้วยพื้นเพที่เป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มติดแม่น้ำ จึงเกิดอุทกภัยบ่อยครั้ง ทำให้คนในพื้นที่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้อยู่กับสิ่งแวดล้อมได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป พื้นที่ที่เกิดอุทกภัยเป็นวงกว้างขึ้นไปจนถึงพื้นที่เศรษฐกิจ นำมาสู่ผลงานที่ต่อลาภได้สร้างขึ้น ซึ่งมีความพิเศษจากผลงานทั่วไป เนื่องจากนำผลงานออกไปเผชิญความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทั้งแดด ลม ฝน จนบางส่วนเกิดความเสียหาย หลุดลอก เปลี่ยนสีไป ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงผลจากธรรมชาติที่ถูกรบกวนโดยการกระทำที่ไม่เป็นมิตรของมนุษย์
พื้นพิภพร่ำร้อง
ขอมนุษยชาติหันมอง เร่งแก้วิกฤตโลก

จากศิลปินไทย มาชมผลงานของ Khvay Samnag ศิลปินชาวกัมพูชา ที่บอกเล่าเรื่องราวของผืนดินที่แตกระแหง ผ่านผลงาน 5 ชิ้น ได้แก่ EARTH 1, EARTH 2, GONG 1, GONG 2 และ DAS PRALUNG (ROUSING SPIRITS) II
Samnag ได้แรงบันดาลใจมาจากวันที่อากาศร้อน ซึ่งพื้นดินก็ระอุไปด้วยไอร้อนเช่นกัน นำมาสู่ความสงสัยที่ว่า ภายใต้ผืนดินนั้นมีอะไรอยู่ภายใน จึงสร้างประติมากรรม EARTH 1 และ EARTH 2 ขึ้นโดยการนำขอบล้อรถรีไซเคิลไปหลอมละลายแล้วเทลงไปในร่องพื้นดินที่แตก เมื่อโลหะแข็งตัวก็ขุดขึ้นมาและพบว่าได้ผลงานที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะผืนดินที่แตกระแหงลึกถึงเบื้องล่าง
นอกจากนี้ ยังสะท้อนเสียงจากธรรมชาติแห่งผืนป่าด้วยผลงาน GONG 1 และ GONG 2 ซึ่งสร้างขึ้นจากแผ่นทองเหลืองที่ถูกนำไปทุบด้วยค้อนจนเกิดเสียงคล้ายฆ้อง ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นแผ่นทองเหลืองที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์
นอกจากประติมากรรม 2 ชิ้นข้างต้น ยังมีผลงาน DAS PRALUNG (ROUSING SPIRITS) II ซึ่งป็นสื่อวิดีโอบันทึกภาพการแสดงของ Samnag ที่ใช้ค้อนทุบลงบนแผ่นทองเหลือง เกิดเสียงก้องกังวานเพื่อดึงจิตวิญญาณจากผืนป่ามาสู่เมือง ส่งสัญญาณถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นเรื่องฉุกเฉินในปัจจุบัน
ด้าน Le Brothers หรือ LE NGOC Thanh และ LE DUC Hai คู่ศิลปินพี่น้องชาวเวียดนามเจ้าของผลงาน We Grow Rice ซึ่งจัดทำผลงานร่วมกับ Genmini Kim ศิลปินชาวเกาหลีใต้ ได้รังสรรค์ผลงานผ่านวิดีโอ 3 ช่องที่แสดงถึงวิถีชีวิต การเพาะปลูกข้าว ซึ่งศิลปินทั้ง 3 ได้เข้าไปใช้ชีวิตในวิถีแบบชาวนาเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะย้ำเตือนถึงสภาวะที่โลกเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหาร อย่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้าวเปรียบเสมือนเป็นอาหารหลักที่มีความสำคัญซึ่งได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม การได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวนาและการได้แสดงผลงานให้ผู้ชมผ่านวิดีโอนั้นก็ได้ซึมซับ ตระหนักถึงอนาคตของอาหารที่อาจขาดแคลนได้จากสภาวะที่ย่ำแย่ของสิ่งแวดล้อม

ปิดท้ายด้วยผลงานของ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ ศิลปินชื่อดังจากเชียงราย ผู้เป็นเจ้าของผลงานชุด BLACK CLOUD, RED GROUND, YELLOW RAIN, CYAN FLAME จิตรกรรมแนวนามธรรมสีสันสดใส เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ ฝีแปรงที่จรดลงบนผืนผ้าใบ ชวนให้ผู้ชมได้ร่วมวงถกถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลมาจากน้ำมือของมนุษย์ สะท้อนผ่านแต่ละสีสันหลักในภาพตั้งแต่ผลงาน BLACK CLOUD ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาจากปัญหาฝุ่น PM2.5 RED GROUND แสดงถึงแนวเส้นสีแดงบนภูเขาที่เกิดจากไฟป่า YELLOW RAIN มาจากฝนเหลืองในช่วงสงครามเวียดนาม และ CYAN FLAME ที่ดูเหมือนจะให้ความรู้สึกเย็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไฟสีฟ้าคือไฟที่มีอุณหภูมิสูงมาก
ผลงานทั้งหมดได้อาศัยสภาวะแวดล้อม องค์ประกอบทางธรรมชาติและสีสันต่างๆ มาเป็นส่วนประกอบของแรงบันดาลใจ อีกทั้งอังกฤษยังได้นำไอเดียจากผลงานชุดตั้งต้น 4 ชิ้นแรก นำมาต่อยอดไปสู่ผลงานชิ้นอื่นๆ ในชุดเดียวกัน รวม 20 ชิ้น
“ผมเองในฐานะผู้ที่สร้างผลงานขึ้นมาก็ความรู้สึกว่ามันสวย แต่ว่าความสวยมันก็มีความ chemical ด้วย เรามีความรู้สึกเสพติดพฤติกรรมของการอยู่กับธรรมชาติ ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถเปลี่ยนนิสัย หรือการใช้ชีวิตของตัวเอง แม้รู้ว่าทำอย่างไรให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีใช่ไหม? เรียนตั้งแต่ประถม (หัวเราะ) แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ยากกว่านั้นคือการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงในระดับรัฐบาล แค่เปลี่ยนแปลงตัวเราเอง มันเป็นเรื่องที่เราทุกคนรู้อยู่ว่าความสะดวกสบายบางอย่างมันล้วนแต่กระทบไปสู่วงกว้าง” อังกฤษทิ้งท้ายอย่างตรงไปตรงมา
ตระหนักรู้ไปกับนิทรรศการ Sinking and the Paradox of Staying Afloat ได้ที่ 333Gallery โกดัง Warehouse 30 เจริญกรุง กรุงเทพฯ วันอังคาร-วันอาทิตย์ 11.00-18.00 น. จัดแสดงเป็นสัปดาห์สุดท้าย ถึงวันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายนนี้ รายละเอียดเพิ่มเติม เฟซบุ๊ก:333Gallery
ณัฐนนท์ วสันตดิลก
ฐิติกานต์ แสงบุญ

