ศรีสุดาจันทร์ ‘ไม่ฆ่า’
พระไชยราชาธิราช
ปรับปรุงใหม่จากหนังสือ
ชันสูตรประวัติศาสตร์ ไขปริศนาเหตุสิ้นพระชนม์
โดย รศ.(พิเศษ) นพ.เอกชัย โควาวิสารัช
สาเหตุการสวรรคตของสมเด็จพระไชยราชาธิราช มีความเป็นไปได้ 2 รููปแบบ คือ ทรงพระประชวรและสวรรคตระหว่างทางเสด็จกลับจากศึกเชียงใหม่ครั้งที่ 2 หรือทรงถูกวางยาพิษโดยแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ในกรุงศรีอยุธยา
กรณีแรก ในเอกสารชั้นต้นของไทยสำคัญส่วนใหญ่ไม่ได้มีการกล่าวถึงสาเหตุการสวรรคตของสมเด็จพระไชยราชาธิราช อีกทั้งไม่มีฉบับใดเลยที่เขียนว่าพระองค์ทรงถูก ลอบวางยาพิษ ทว่ามีเอกสารอยู่ฉบับหนึ่งที่กล่าวว่า พระองค์ทรงพระประชวรปัจจุบันคือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา คำว่า “ประชวรปัจจุบัน” ผมคิดว่าน่าจะเหมือนกับโรคปัจจุบันหรือปัจจุบันโรค ซึ่งพจนานุกรมแปลไทย-ไทย อ. เปลื้อง ณ นคร ได้ให้ความหมายไว้ว่า “โรคร้ายที่เกิดทันทีโดยไม่ทันรู้ตัว”
ผมคิดว่า ข้อมูลจากพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มีความสัมพันธ์กับบันทึกของปินโต ที่เขียนว่าพระองค์ทรงพระประชวรพระอาการหนักในช่วงปลายฝนต้นหนาว ทำให้ต้องถอยทัพลงมายังเมืองกีเตรวน และทรงพักทัพอยู่ที่เมืองนั้นเป็นเวลา 23 วัน จนกระทั่งพระอาการดีขึ้น
ผมคิดว่าพระโรคที่ทำให้พระองค์ทรงต้องพักทัพเพื่อฟื้นฟูพระวรกายเป็นเวลานานถึง 23 วัน ไม่น่าจะเป็นพระโรคธรรมดาอย่างแน่นอน และการที่พระองค์เสด็จกลับกรุงศรีอยุุธยาหลังจากนั้น ความตรากตรำระหว่างการเสด็จประกอบกับพระวรกายซึ่งผ่านการต่อสู้กับพระโรคมาอย่างหนัก จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่พระโรคเดิมซึ่งเพิ่งทุเลาลงอาจจะกำเริบขึ้นมาใหม่และรุนแรงขึ้น จนเป็นเหตุให้เสด็จสวรรคตในเวลาต่อมาไม่นาน
แต่เนื่องจากเอกสารชั้นต้นไม่ได้บรรยายพระอาการใดๆ ของพระองค์เลย ทำให้ผมไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าพระโรคใดที่เป็นสาเหตุแห่งการสวรรคตนั้น
กรณีที่ 2 ที่ระบุว่า สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงถูกวางยาพิษโดยแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์หลังจากที่เสด็จกลับมาประทับในกรุงศรีอยุธยาแล้วนั้น ปรากฏอยู่ในบันทึกของปินโตเพียงฉบับเดียว
แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ลอบวางยาพิษจริงหรือ?
ผมขอวิเคราะห์บันทึกของปินโต ดังนี้
1. บันทึกของปินโตมีความละเอียดมากโดยเฉพาะในเรื่องราวการศึกระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเชียงใหม่ครั้งที่่ 2 ผมคิดว่าข้อมูลเกี่ยวกับการศึกครั้งนี้มีความน่าเชื่อถือ เพราะปินโตเป็นทหารโปรตุเกสที่ได้เข้าร่วมรบในสงครามครั้งนี้ด้วยตนเอง
2. แต่กระนั้น ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภายในพระราชสำนักอยุธยาที่ปินโตได้เขียนไว้ละเอียดมาก ดูจะผิดปกติวิสัยของคนภายนอกทั่วไปที่ไม่อาจล่วงรู้เรื่องราวภายในราชสำนักได้ โดยเฉพาะปินโตที่เป็นชาวต่างชาติ ยิ่งชวนให้สงสัยว่าเขารับรู้เรื่องราวเหล่านี้โดยละเอียดได้อย่างไร ผมจึงสันนิษฐานว่าแหล่งข่าวของเขาน่าจะมาจากตลาด ชุมชน หรือชาวบ้านที่มีการซุบซิบนินทาเรื่องราวในราชสำนัก จึงทำให้ข้อมูลที่ปินโตรับรู้มานั้นอาจมีการแต่งเสริมขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติของข่าวลือโดยทั่วไปอยู่แล้ว
ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการต่อเติมเสริมแต่งเรื่องราวต่างๆ ในบันทึกของปินโตอยู่หลายประเด็น ดังนี้
2.1 การตั้งพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของสมเด็จพระไชยราชาธิราชขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่จะมีการแต่งตั้งพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ในขณะที่พระมหากษัตริย์พระองค์เก่ายังมีพระชนม์ชีพอยู่
2.2 การโปรดเกล้าฯ ให้ว่าที่พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่เสด็จออกพระบัญชร เพื่อแสดงพระองค์ต่อไพร่ฟ้าประชาชนเป็นประเพณีที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทยเช่นกัน เนื่องจากก่อนสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ราษฎรจะถูกห้ามมิให้มองพระมหากษัตริย์เป็นอันขาด ผู้ที่ละเมิดข้อห้ามนี้จะถูกทหารยิงตาทันที ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะเสด็จออกพระบัญชรดังกล่าว อีกทั้งประเพณีนี้ยังพบได้ในกลุ่มประเทศทางยุโรปเป็นส่วนใหญ่ อาทิ อังกฤษ
2.3 การสวมมงกุฎทองคำบนพระเศียรของเจ้าชาย โดยให้ทรงถือพระแสงดาบไว้ในพระหัตถ์ขวา และทรงถือเครื่องชั่งในพระหัตถ์ซ้าย ก็เป็นธรรมเนียมที่มีการปฏิบัติกันในประเทศทางทวีปยุโรป แต่ไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์ของประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
2.4 ไม่เคยมีประเพณีที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงถวายสัตย์สาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า เนื่องจากในสมัยนั้นชาวไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา และไม่เคยมีพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ใด โดยเฉพาะในสมัยอยุธยา ที่ทรงประกาศพระองค์เข้ารีตเป็นคริสต์ศาสนิกชนเลยแม้แต่พระองค์เดียว
2.5 โดยปกติแล้วพระมหากษัตริย์ไทยจะถวายความเคารพต่อพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่พระภิกษุสงฆ์ โดยเฉพาะพระภิกษุที่มีสมณศักดิ์สูงจะทรุดตัวลงที่พระบาทของเจ้าชายที่ยังไม่ได้เป็นพระมหากษัตริย์เลยด้วยซ้ำไป
2.6 สยามในอดีตนั้นสตรีไม่มีบทบาทใดๆ ในพระราชสำนัก โดยเฉพาะด้านการเมืองการปกครอง ดังนั้นการที่ปินโตเขียนถึงบทบาทในการเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระราชโอรสของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ จึงยังน่าสงสัยถึงความถูกต้องของข้อมูล ดังความตอนหนึ่งว่า
“…และด้วยเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระชนม์เพียง 9 พรรษา พระคลังจำนวน 24 คนของรัฐบาลจึงได้บัญญัติว่า พระราชินีซึ่งเป็นพระมารดาของพระองค์จะเป็นผู้คุ้มครองหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และพระนางจะรับภาระปกครองบรรดาข้าราชการทั้งปวงของพระเจ้าแผ่นดิน…”
จากข้อสังเกตทั้ง 6 ข้อที่ผมได้นำเสนอไว้แล้วนั้น ทำให้บันทึกของปินโตมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือน้อยลงไป เพราะมีข้อสงสัยในความถูกต้องของข้อมูลเป็นอันมาก
3. ปินโตเจตนาแต่งเสริมเรื่องราวเหตุการณ์ที่แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ลอบวางยาพิษสมเด็จพระไชยราชาธิราช เพื่อทำให้บันทึกของเขามีความน่าตื่นเต้น สนุก และน่าสนใจกว่าการเขียนว่าสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต ระหว่างเสด็จกลับจากศึกเชียงใหม่ ซึ่งอาจมีผลให้ผู้คนสนใจอ่านบันทึกฉบับนี้มากขึ้น โดยปินโตพยายามใส่ข้อมูลที่สนับสนุนการกระทำของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ คือความกลัวว่าสมเด็จพระไชยราชาธิราชจะทรงทราบว่าพระนางมีชู้จากการที่ทรงครรภ์ 4 เดือน ในขณะที่พระองค์เสด็จไปศึกเชียงใหม่เป็นเวลา 6 เดือน
ดังนั้นขนาดท้องของหญิงที่ตั้งครรภ์ 24 สัปดาห์ หรือประมาณ 6 เดือนควรอยู่ที่เหนือระดับสะดือเล็กน้อย ในขณะที่อายุครรภ์ 16 สัปดาห์ ขนาดท้องอยู่ที่ระดับเหนือ รอยต่อกระดูกหัวหน่าว ทำให้มุมมองภายนอกจากคนทั่วไปที่เพียงแต่ดูโดยไม่ได้ตรวจหน้าท้องเหมือนสูตินรีแพทย์ แทบจะไม่สามารถบอกความแตกต่างของอายุครรภ์ของ 16 และ 24 สัปดาห์ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาถึงระยะเวลากำหนดคลอดที่มีโอกาสคลาดเคลื่อนได้ ทั้งจากปัจจัยเรื่องประจำเดือนที่อาจจะไม่สม่ำเสมอและการคลอดก่อนกำหนดซึ่งเป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นได้โดยทั่วไป การที่จะบอกว่าทารกคนใดคลอดครบหรือก่อนกำหนดจึงไม่สามารถบอกได้ง่ายๆ โดยคนทั่วไปที่ไม่ใช่แพทย์หรือพยาบาล ทำให้โอกาสที่สมเด็จพระไชยราชาธิราชจะทรงสงสัยจึงเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย จนไม่น่าจะเป็นเหตุให้แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ต้องวางยาพิษพระองค์ด้วยเรื่องนี้
4. ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับสมเด็จพระไชยราชาธิราชว่า หากพระองค์สวรรคตในระหว่างทางเสด็จกลับสู่กรุงศรีอยุธยาหลังเสร็จศึกเชียงใหม่ตามที่พงศาวดารไทยทุกฉบับบันทึกไว้ ขบวนแห่พระบรมศพจะต้องใหญ่โตมาก อีกทั้งปินโตซึ่งเป็นทหารรับจ้างต่างชาติที่ตามไปรบในคราวนั้นก็ย่อมต้องรับรู้ถึงเหตุการณ์นี้เป็นอย่างดี ประกอบกับการรบครั้งนี้กรุงศรีอยุธยาเป็นฝ่ายชนะเชียงใหม่ จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องปิดบังศัตรูว่าจอมทัพสวรรคตแล้ว ผมจึงคิดว่าไม่มีเหตุผลอันใดที่จะสามารถอธิบายได้ว่า ทำไมจึงต้องมีการเขียนหลอกว่าสมเด็จพระไชยราชาธิราชสวรรคตระหว่างทางเสด็จพระราชดำเนิน หากพระองค์ไม่ได้สวรรคตจริง
5. การที่พระราชพงศาวดารต่างๆ กล่าวว่า เหตุการณ์แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์เป็นชู้กับขุนวรวงศาธิราชเป็นเหตุการณ์ที่เกิดภายหลังจากพระเจ้ายอดฟ้าเสวยราชสมบัติ สอดคล้องไปกับการที่แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องลอบวางยาพิษสมเด็จพระไชยราชาธิราช เนื่องจากอายุครรภ์ยังไม่มากพอที่จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของขนาดท้องได้ ทั้งนี้คือในกรณีที่สมเด็จพระไชยราชาธิราชไม่ได้สวรรคตระหว่างทางเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา
6. โดยปกติในปัจจุุบัน พระกระยาหารต่างๆ ของพระมหากษัตริย์ ยกเว้นของพระราชโอรส ก่อนที่จะทูลเกล้าฯ ถวายจะต้องมีการทดลองชิมก่อน แต่ผมไม่มีข้อมูลว่าประเพณีนี้มีในสมัยอยุธยาหรือไม่ แต่หากวิเคราะห์จากบริบทและสถานการณ์ในสมัยรัตนโกสินทร์เทียบกับสมัยอยุธยา จะพบว่าสมัยอยุธยาน่าจะต้องมีประเพณีเช่นนี้ในลักษณะที่มีความเข้มงวดมากกว่าในสมัยรัตนโกสินทร์เสียด้วยซ้ำ เพราะในสมัยอยุธยามีการแย่งชิงราชสมบัติกันอยู่เนืองๆ ขณะที่ในสมัยรัตนโกสินทร์มีความสงบสุขกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้น การที่ปินโตเขียนว่าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ลอบวางยาพิษในน้ำนม จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ และบันทึกของปินโตยังระบุด้วยว่า ยาพิษดังกล่าวมีผลทำให้สมเด็จพระไชยราชาธิราชสวรรคตภายใน 5 วัน ซึ่งหากมีผู้ชิมพระกระยาหารนั้นก็น่าจะเสียชีวิตใน 5 วันนั้นด้วย หากเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริง ก็คงจะต้องมีการสอบสวนหาผู้กระทำผิดโดยทันที



สรุป
ผมเชื่อว่าสมเด็จพระไชยราชาธิราชน่าจะทรงพระประชวรและสวรรคตในระหว่างทางเสด็จกลับจากศึกเชียงใหม่ครั้งที่ 2 ไม่ได้ถูกลอบวางยาพิษโดยแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ เนื่องจากพระองค์ทรงพระประชวรมาก่อนหน้านั้น เป็นเหตุให้พระองค์ต้องประทับฟื้นฟูพระวรกายอยู่ที่เมืองกีเตรวนเป็นเวลา 23 วัน จนพระอาการดีขึ้นจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงศรีอยุธยา แต่ในที่สุดพระโรคก็กำเริบขึ้นกระทั่งสวรรคตระหว่างทางก่อนที่จะเสด็จถึงกรุงศรีอยุธยา แต่ด้วยข้อมูลที่ไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถสรุปพระโรคที่เป็นเหตุให้พระองค์สวรรคตได้
ส่วนข้อโต้แย้งเหตุสวรรคตที่เกิดจากการลอบวางยาพิษโดยแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์คือ บันทึกเขียนถึงรายละเอียดภายในพระราชสำนักอยุธยามากเกินกว่าที่จะสามารถเชื่อได้ว่าทหารรับจ้างต่างชาติคนหนึ่งสามารถรู้เห็นเรื่องราวทั้งหมดมาด้วยตนเอง ดังนั้นเรื่องราวที่อยู่ในบันทึกจึงน่าจะมาจากการรวบรวมคำบอกเล่าของบุคคลต่างๆ และน่าจะมีรายละเอียดหลายประการที่ไม่ถูกต้อง แต่กระนั้น การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระไชยราชาธิราชระหว่างทางเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยาก็เป็นสิ่งที่ปินโตควรจะต้องรับรู้ แต่อาจมีการแต่งเติมเรื่องการลอบวางยาพิษเพื่อเพิ่มความน่าตื่นเต้นลงไปในบันทึกของเขา แต่เหตุผลที่ปินโตใช้สนับสนุนเรื่องราวเหล่านี้ กลับไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะสามารถเชื่อถือได้
แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระไชยราชาธิราชจริงหรือ? ชื่อโรงพยาบาล ศิริราชมีที่มาจากเหตุสิ้นพระชนม์ของเจ้านายพระองค์ใด? เจ้านายพระองค์ใดสิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคใหลตาย? สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรสวรรคตด้วยไข้ทรพิษจริงหรือ? เจ้านายพระองค์ใดเสด็จไปรักษาพระองค์และสิ้นพระชนม์ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส? พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาทรงได้รับการถวายผ่าตัดด้วยพระโรคใด?
ร่วมไขปริศนาการสูญเสียบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ผ่านสายตาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะมาชันสูตรประวัติศาสตร์อีกครั้งใน… ชันสูตรประวัติศาสตร์ ไขปริศนาเหตุสิ้นพระชนม์ โดย รศ. (พิเศษ) นพ. เอกชัยโควาวิสารัช มติชนพิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2567 ราคา 430 บาท
รองศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์เอกชัย โควาวิสารัช สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
รับราชการเป็นสูตินรีแพทย์ 35 ปี จนเกษียณอายุราชการในตำแหน่งนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ด้านเวชกรรม สาขาสูตินรีเวชกรรม กลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี
ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม

