ใช้ดนตรีสร้างปัตตานีให้มั่นคง
โดยส่วนตัวแล้วผมมีความผูกพันกับเมืองปัตตานีมานาน ตอนที่เรียนดนตรีอยู่ที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยาได้เรียนดนตรีไทยกับครูเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล (พ.ศ.2514-2515) ย่าของท่านเป็นแขกไม่กินหมู เลยไปจากบ้านครูเทวาประสิทธิ์ใกล้วัดกัลยาณมิตรไปทางริมคลองบางหลวงถึงกุฎีต้นสน (300-400 เมตร) เป็นชุมชนแขกปัตตานี ผู้คนยังใช้วิถีชีวิตดั้งเดิมอยู่ ได้มีโอกาสศึกษาเพลงแขก ค้นหาบ้านและหลุมฝังศพของครูมีแขก หรือพระประดิษฐ์ไพเราะ ศึกษาเพลงบุหลันลอยเลื่อน เพลงทรงพระสุบิน ศึกษาซอระบับที่เป็นต้นแบบซอสามสาย
ผมได้บันทึกเสียงเพลงของครูมีแขกไว้ 4 ชุด (ซีดี) บรรเลงโดยวงปี่พาทย์ สร้างประติมากรรมครูมีแขก ซึ่งครูมีแขกเป็นผู้รวบรวมเพลงไทยที่กระจัดกระจายเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก เป็นเพลงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเอาไว้จนเป็นรูปเป็นร่าง เรียกว่า “เพลงไทยเดิม” ต่อมานำเพลงไทยเดิมมาสร้างผลงานเพลงไทยในยุคต่อๆ มา จากเพลงสองชั้นเป็นเพลงเถา เพลงตับ เพลงเดี่ยว ดนตรีไทยมีความซับซ้อนมากขึ้น ส่วนครูมีแขกนั้นเป็น “คนดีที่โลกลืม” ไม่ค่อยมีใครรู้จัก กล่าวถึง หรือให้ความสำคัญกับครูมีแขกนัก เพราะเป็นแขกและเป็นลูกของเชลย
ครูมีแขกเก่งเรื่องดนตรี “ครูมีแขกคนนี้เขาดีครัน เป่าทยอยลอยลั่นบรรเลงลือ” เดิมชื่อ “มี” เป็นลูกแขก เป็นพระอาจารย์ถวายการสอนดนตรีให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงสีซอสามสาย ชื่อซอสายฟ้าฟาด สีเพลงบุหลันลอยเลื่อน หรือเพลงทรงพระสุบิน ต่อมาสร้างเป็นเพลงสรรเสริญพระบารมี ครูมีแขกรับใช้สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่งเพลงเชิดจีนได้เลื่อนยศเป็นพระประดิษฐ์ไพเราะ (พ.ศ.2396) เข้ารับใช้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (นายช่วง บุนนาค) แต่งเพลง “พระอาทิตย์ชิงดวง”
ผมได้ศึกษาเพลงแขกปัตตานี บันทึกเสียงเพลงครูขาเดร์ แวเด็ง (พ.ศ.2535) นักไวโอลินศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2536 บันทึกเสียงรองเง็งวงเด็นดังอัสลี เป็นเพลงรองเง็งที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน บันทึกเพลงครูขาเดร์โดยนักดนตรีชั้นครู ได้สร้างประติมากรรมครูขาเดร์ แวเด็ง (พ.ศ.2556) ยืนสีไวโอลินอยู่ในสวนศิลปินไว้ด้วย
ได้บันทึกเสียงผลงานและได้มอบรางวัลสุกรี เจริญสุข ให้แก่ครูยูโซะ บ่อทอง ศิลปินลิเกฮูลู เสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2562 ครูดนตรีชาวปัตตานีที่สำคัญอีกท่านหนึ่งคือ เบเย็ง เซ็ง อาบู ศิลปินรองเง็ง ผู้เล่นแมนโดลินอยู่กับวงของครูขาเดร์ แวเด็ง ซึ่งท่านได้รับรางวัลสุกรี เจริญสุข เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2566 ครูดนตรีที่กล่าวมาทั้ง 4 ท่าน เป็นชาวปัตตานีและเป็นครูดนตรีที่มีฝีมือสูงทั้งสิ้น
ปัตตานีเป็นแหล่งดนตรีและศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญมาช้านาน หมายถึงเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม รวมทั้งที่เป็นเมืองบริวารของปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา สตูล ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู ปะลิส วันนี้ศิลปวัฒนธรรมปัตตานีถูกทำลายโดยความรุนแรง และความรุนแรงก็ได้ทำลายความมั่นคงในเวลาเดียวกัน ความรุนแรงทำลายผู้คน ซึ่งผู้คนเป็นผู้รักษาศิลปวัฒนธรรมของชุมชน โดยธรรมชาติของศิลปวัฒนธรรมในชุมชนนั้นรักษาไว้ได้โดยคนที่อยู่ในชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่เรียนหนังสือ จึงสามารถสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมแบบรุ่นต่อรุ่นไว้ เมื่อคนในชุมชนไปเรียนหนังสือก็จะเรียนรู้วัฒนธรรมอื่น โดยไม่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของตนเอง
เมื่อหะยีสุหลงผู้นำทางจิตวิญญาณชาวปัตตานีเสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2497 นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 70 ปี อนุมานว่าปีหนึ่งๆ รัฐต้องใช้งบประมาณ 10,000-30,000 ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคง ซึ่งรัฐได้ใช้เงินไปแล้วอย่างน้อย 7 แสนล้าน ในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตในนาม “ความมั่นคง” ประมาณ 1,000 ศพ เวลาผ่านไป 70 ปี มีผู้เสียชีวิตไปอย่างน้อย 70,000 ศพ ความมั่นคงทำให้สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินรวมงบประมาณจำนวนมาก ซึ่งเป็นความมั่นคงที่ใช้ฮาร์ดพาวเวอร์ (Hard Power) ดูแลรักษาและจัดการ เป็นวิธีการที่เกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนา ขาดมิติของความรู้เรื่องวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ขาดความรู้สึกนึกคิด ขาดความเข้าใจ ขาดจิตสำนึก ขาดความรัก และขาดความรับผิดชอบเมตตา ซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่สามารถจะสร้างความมั่นคงในอีกมิติหนึ่งของสังคมได้

เมื่อรัฐบาลหันมาใช้นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ เป็นยุทธศาสตร์ชาติที่เปลี่ยนไป ซอฟต์พาวเวอร์หมายถึง ดนตรี ศิลปะ วิถีชีวิต ประเพณี ความรู้สึกนึกคิด และวัฒนธรรม เพื่อนำมาสร้างชุมชนให้ชาติเกิดความมั่นคง วันนี้สังคมไทยได้พัฒนาเจริญแล้ว ดนตรี ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิต เป็นความมั่นคงของชาติที่แท้จริง การสร้างความสุขให้เกิดแก่ประชาชน สร้างบ้านเมืองให้มีระเบียบมีวินัย เป็นพื้นฐานของความเจริญ การสร้างความสะอาด ความสงบเรียบร้อย คือความเจริญ การสร้างความไพเราะจากเสียงธรรมชาติ ความไพเราะของเสียงดนตรี ถือเป็นความเจริญรุ่งเรืองของชาติ
การฟื้นฟูความมั่นคงของชาติโดยใช้ดนตรี ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิต เป็นการนำซอฟต์พาวเวอร์มาใช้พัฒนาฟื้นฟูวัฒนธรรมปัตตานี รวมถึงดนตรี วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ อาหารการกิน เสื้อผ้า อาชีพ การทำมาหากิน ความรัก ความรู้สึกนึกคิด เป็นต้น ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เคยมีอยู่ในเมืองปัตตานีและในเมืองบริวาร ตั้งแต่ตรัง สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส รัฐบาลควรใช้ซอฟต์พาวเวอร์เพื่อสร้างความสุขให้แก่ประชาชน โดยใช้กิจกรรมดนตรี นำมาฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมวิถีชีวิตปัตตานีให้เจริญรุ่งเรือง


การฟื้นฟูวัฒนธรรมดนตรีปัตตานีสามารถเริ่มต้นโดยนำเพลงของครูขาเดร์ แวเด็ง มาเรียบเรียงสำหรับบรรเลงใหม่โดยแตรวง 5 ชิ้น (Brass Quintet) เครื่องลมไม้ 5 ชิ้น (Wood Wind Quintet) วงเครื่องสายสากล 4 ชิ้น (String Quartet) เพื่อรักษาทำนองเพลงเก่าเอาไว้ เมื่อบันทึกเสียงเสร็จแล้วให้นำออกไปเผยแพร่โดยการแสดง มอบเพลงให้แก่วงดนตรีนักเรียนในพื้นที่ ให้นักดนตรีนานาชาติเล่น โดยจัดประกวดวงดนตรีขึ้น
จัดเทศกาลดนตรีมีงานประกวดครั้งใหญ่โดยนำเพลงปัตตานีมาเรียบเรียงบรรเลงโดยวงดุริยางค์เครื่องเป่าแห่งชาติ (Thai Symphonic National Ensemble) บันทึกเสียงเพลงต้นแบบของครูขาเดร์ แวเด็ง นำเพลงมาแสดง และจัดประกวดวงดนตรีระดับนานาชาติ โดยใช้เพลงพระราชนิพนธ์ (รัชกาลที่ 9) เพลงปัตตานี เพลงเลือกอื่นๆ การประกวดต้องมีรางวัลหรูที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การประกวดดนตรีนานาชาติในเมืองไทย

การประกวดวงดนตรีเพื่อการฟื้นฟู เรียกขวัญ และพัฒนาปัตตานี เริ่มโดยการรวบรวมเพลง นำเพลงมาเรียบเรียงใหม่เพื่อการบันทึกเสียง นำโน้ตเพลงที่บันทึกเสียงมาสืบทอดและรักษาไว้ โดยมอบให้วงดนตรีเด็กๆ ในโรงเรียนได้เล่น นำเพลงออกเผยแพร่ไปสู่สากล การประกวดวงดนตรีระดับนานาชาติเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เป็น 1,000 ล้าน เกี่ยวข้องกับที่พัก โรงแรม การท่องเที่ยว การเดินทาง การขนส่ง อาหาร ผลไม้ เครื่องดื่ม งานศิลปะ ของที่ระลึก เสื้อผ้า วงดนตรีพื้นบ้าน เป็นต้น เกิดความอบอุ่น บ้านเมืองน่าอยู่ เกิดราคาความน่าเชื่อถือ มีความมั่นคงและมีความเชื่อมั่น ทุกคนรู้สึกว่า “ดีจังเลย”
การจัดประกวดวงดุริยางค์เครื่องเป่านานาชาติ (International Symphonic Ensemble) โดยเชิญวงดนตรีจากประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ ประมาณ 50-70 วง อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว เขมร เวียดนาม เกาหลี จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ออสเตรเลีย ยุโรป นิวซีแลนด์ อเมริกา เป็นต้น เป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์จากความรุนแรงไปสู่ภาพของความไพเราะและสงบสุข ภาพและเสียงดนตรีมีอยู่ทั่วเมืองปัตตานี
“เสียงดนตรีหรือบทเพลง เป็นบ้านของจิตใจคน”

เพลงปัตตานี เริ่มจากเพลงบุหลันลอยเลื่อน นกเขามะราปี (นกเขาไฟ) บุหงารำไป ลากูดูวอ ซัมเป็ง มาศแมเราะห์ เมาะอินังชวา เมาะอินังลามอ เลนัง จินตาซายัง อาเนาะดีดี้ ปูโจ๊ะปีซัง โยเก็ตรองเง็ง ซำมาริซำ ปราคำเปา แกแนะอูแด บุหงาตันหยง บุหงาปัตตานี ตารีกีปัส (รำพัด) ปาหนัน (ลำเจียก) กลิ่นปาหนัน เป็นต้น
องค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรงเรื่องการฟื้นฟูปัตตานีด้วยซอฟต์พาวเวอร์ อาทิ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งใหม่ (TCDC) สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตรูสะมิแล) ซึ่งมีในพื้นที่ปัตตานีอยู่แล้ว
การเลือกพื้นที่จัดประกวดวงดนตรีนานาชาติให้มีประสิทธิภาพและมีความมั่นคงสูง อาทิ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตรูสะมิแล) วังสายบุรี วังยะหริ่ง เป็นต้น พื้นที่เหล่านี้มีความศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะหลีกเลี่ยงปัญหาการใช้ฮาร์ดพาวเวอร์ โดยการเติมเต็มบรรยากาศด้วยเสียงดนตรีที่ไพเราะ ซึ่งจะทำให้ใบหน้าของทุกคนเปื้อนรอยยิ้ม สร้างบรรยากาศใหม่ให้ทุกหัวใจรักกัน รู้สึกหัวใจพองโต เพราะเสียงดนตรีไม่มีพรมแดน เสียงดนตรีสร้างความสามัคคีของปวงชน “ดนตรีมีความเหมือน มีความแตกต่าง และมีความหลากหลาย แต่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข” เสียงดนตรีไม่มีชนชั้น ไม่มีศาสนา และไม่มีเชื้อชาติ ที่สำคัญคือ งานประกวดวงดนตรีนานาชาติที่ปัตตานี อยู่ในสายตาของชาวโลก
สุกรี เจริญสุข

