หน้าแรก ประชาชื่น คำสารภาพของทั...

คำสารภาพของทันตแพทย์ซีไรต์ ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด ในช่วงชีวิตก่อน ‘กี่บาด’

3.11.24 | 11:47 น.

‘กี่บาด’

ไม่ใช่เพียงประโยคสะดุดตาด้วยเสียงพ้องกับคำคุ้นเคยในลักษณะนามของมูลค่าในตัวเงิน

ทว่า คือชื่อนวนิยาย ‘เล่มแรก’ ที่ได้ตีพิมพ์สู่สายตาผู้อ่านของนักเขียนคนหนึ่ง ผู้ซึ่งต่อมาจะได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์วงวรรณกรรมของไทย ในนาม ‘นักเขียนซีไรต์’ หลังคณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ฟันธงคุณสมบัติเพียบพร้อมที่จะได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือ S.E.A. Write ประจำปี 2567

ประกาศผลหมาดๆ ไม่กี่วันที่ผ่านมา พร้อมถ้อยคำยกย่องถึงศิลปะการประพันธ์ว่ามีทั้งขนบวรรณศิลป์แบบดั้งเดิมประสานกับการสร้างสรรค์ใหม่ โดยใช้ศิลปะการทอผ้าและลวดลายสื่อความหมายและดำเนินเรื่องอย่างมีเชิงชั้น เต็มไปด้วยสีสันท้องถิ่น

นำพาผู้อ่านสู่อารมณ์สะเทือนใจ เห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของมนุษย์ แม้จะต้องเผชิญประสบการณ์หรือความทรงจำอันปวดร้าวเพียงไร ชีวิตก็ต้องเดินไปข้างหน้า และถักทอเรื่องราวอันเป็นวัฒนธรรมเรื่องเล่าของมนุษยชาติต่อไป

Advertisement
ภาพจาก ‘สำนักพิมพ์คมบาง’

ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด  เล่าเรื่องของ ‘แม่ญิง’ ช่างทอผ้าแม่แจ่มสามรุ่นที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับการทอซิ่นตีนจก นำเสนอผ่านโครงเรื่องการต่อสู้และการส่งต่อมรดกภูมิปัญญาการทอผ้าในบริบทยุคสมัยที่มีความผันแปร โดยใช้กี่ทอผ้าเป็นเสมือนพื้นที่ของผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความหมายอันหลากมิติ ทั้งการต่อรองทางเพศสภาพ การต่อสู้กับอคติของจารีต การเก็บงำความทรงจำทั้งดีและร้าย

ตีพิมพ์ในชายคา สำนักพิมพ์คมบาง ที่เจ้าตัวส่งต้นฉบับไปให้พิจารณาหลังคว้ารางวัลรองชนะเลิศในโครงการ Writer Zeed ในปีที่ผ่านมา

“พอได้รางวัล เลยลองปรึกษาอาจารย์ชมัยภร แสงกระจ่าง ที่เป็นกรรมการดูว่ามีสำนักพิมพ์แนะนำไหม ท่านก็แนะนำสำนักพิมพ์คมบางให้เราส่งต้นฉบับไปเหมือนนักเขียนทั่วไป คือ ต้องส่งต้นฉบับให้พิจารณาก่อน ถ้าเขาโอเค ก็โอเค ถ้าไม่โอเคก็ต้องหาสำนักพิมพ์ใหม่ พี่กว่าชื่น (กว่าชื่น บางคมบาง) บก.สำนักพิมพ์ ชอบเรื่องนี้มาก รู้สึกว่าสนุกเลยมีโอกาสได้ตีพิมพ์” ประเสริฐศักดิ์ หรือ ‘อาร์มมี่’ เล่า

แม้เป็นนวนิยายเรื่องแรก แต่แน่นอนว่า ย่อมไม่ใช่ผลงานชิ้นแรกจากฝีไม้ลายมือและแป้นพิมพ์ในห้องทำงานแสงสลัวที่เจ้าตัวเชื้อเชิญให้เข้าไปเก็บภาพ

 

หากแต่คว้ารางวัลจาก ‘เรื่องสั้น’ หลากหลายที่ตั้งใจสร้างสรรค์ด้วย ‘แพชชั่น’ เมื่อมีจังหวะเวลาว่างเว้นจาก ‘งานประจำ’ เฉกเช่นนักเขียนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ที่ต้องดำรงชีพด้วยวิชาชีพอื่น

สำหรับประเสริฐศักดิ์ คือการรักษา ดูแลคนไข้ ในฐานะ ‘ทันตแพทย์’ ประจำโรงพยาบาลเลย ผู้เคยส่ง ‘ไพลินไม่ชอบกินทุเรียน’ มาเข้ารอบ ‘มติชนอวอร์ด’ 2565 โดย มติชนสุดสัปดาห์ มาแล้ว

ย้อนกลับไปในช่วงวัยรุ่น อาร์มมี่ ประเสริฐศักดิ์ ร่ำเรียนในโรงเรียนคริสต์ตลอดช่วง ม.ต้น ที่สตรีมารดาพิทักษ์ จันทบุรี ก่อนย้ายไปยังโรงเรียนชายล้วนประจำจังหวัด อย่าง เบญจมราชูทิศ จันทบุรี ที่ซึ่งได้ใช้เวลาขลุกอยู่ในห้องสมุด เพราะยุคนั้นเป็นเพียงห้องเดียวที่เปิดเครื่องปรับอากาศให้หลบร้อน เลี่ยงแดดและรังสียูวี

จากความปรารถนาเพียง ‘บ่มผิว’ ตามโฆษณาโทรทัศน์ที่มีบิวตี้สแตนดาร์ดคือผิวขาวกระจ่างใสในห้วงเวลานั้น

กลับกลายเป็นการ ‘บ่มเพาะ’ ทักษะทางภาษาอันลึกซึ้งและกว้างไกลในทุกตัวอักษรที่ผ่านสายตา จากสารานุกรม ถึงวรรณคดียุคต้นกรุงศรีอยุธยา ก่อนเข้าเป็นนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

“สารภาพว่าไม่ได้อ่านวรรณกรรมไทย (ร่วมสมัย) มาตั้งแต่ต้น เรื่องแรกที่อ่านคือ สิงโตนอกคอก ของ จิดานันท์เหลืองเพียรสมุท นี่คือเล่มที่เปิดโลกสู่วรรณกรรมไทย อีกเล่มหนึ่งคือ คืนปีเสือ ของจเด็จ กำจรเดช เราฝึกเขียนเรื่องสั้นเนอะ เลยอ่านเรื่องสั้นเยอะ”

ส่วนที่มาของ ‘กี่บาด’ เจ้าของผลงานร้อยเรียงไว้อย่างละเอียดลออตั้งแต่ต้นเล่ม ถึงมื้ออาหารหน้าจอเคล้าคลอกับสารคดีการทอผ้าจากไทยพีบีเอส ที่ผ่านโสตสัมผัสกระตุกกี่ทอผ้าในจินตนาการให้ลุกขึ้นมาค้นลึกถึงทุกมิติ

ในคำตอบของหลายคำถาม เจ้าตัวเริ่มต้นประโยคแรกด้วยคำว่า ‘สารภาพ…’

แม้แต่ในคำถามถึงนักเขียนไทยระดับไอดอล

“อยากสารภาพว่าชอบงานของครูมาลา คำจันทร์”

และต่อจากนี้ คือ ส่วนหนึ่งของคำสารภาพจากนักเขียนซีไรต์คนใหม่แห่งศักราชนี้ ผู้สนทนาได้อย่างออกรส พร้อมแอ๊กชั่นให้บันทึกภาพอย่างมีชีวิตชีวา

 

⦁ เติบโตในจังหวัดชายทะเลตะวันออก ทำไมหลงใหลล้านนาถึงขนาดเรียนอู้กำเมือง และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง อะไรกระตุกความสนใจ?

จริงๆ เป็นคนย้ายหลายที่ แต่ชีวิตส่วนใหญ่อยู่นานที่สุดและทะเบียนบ้านอยู่ตรงนั้น คือ จันทบุรี ตอนเรียนมหา’ลัยปีสุดท้าย ตรงกับปีน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ คือปี 2554 มันไม่มีอะไรทำ เพราะทุกอย่างหยุดชะงัก โลจิสติกส์ที่เข้ามาในกรุงเทพฯก็ไม่มี จำได้ว่าถึงขนาดต้องไปยืนรอในน้ำตอนตี 3 ที่ร้านสะดวกซื้อ เลยรู้สึกว่าไปอยู่ที่อื่นดีไหม พอดีมีเพื่อนอยู่เชียงใหม่ แล้วต้องอยู่เป็นเดือนในห้องเช่าที่ราคานักศึกษาจ่ายได้ เป็นห้องเล็กๆ มืดๆ มีหนู แต่ไม่มีอะไรทำ ว่างทั้งเดือน เดินไปนั่นไปนี่ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไปหอสมุดบ้าง ไปศึกษาประวัติศาสตร์เชียงใหม่บ้าง ไปวัดพระสิงห์บ้าง พระธาตุดอยสุเทพบ้าง อะไรอย่างนี้ แล้วมันมีเทศกาลยี่เป็ง ซึ่งปีนั้นเชียงใหม่จัดยิ่งใหญ่อลังการมาก โคมลอยเต็มท้องฟ้า มันเป็นภาพที่สวยงามมาก ตอนนั้นเลยรู้สึกประทับใจว่า โอ๊ย! วัฒนธรรมล้านนางดงามจังเลย น่าสนใจจังเลย ก็เริ่มฝึกภาษามาตั้งแต่ตอนนั้นเพื่อให้เข้าใจคนล้านนามากขึ้น และยังฝึกมาเรื่อยๆ ดูยูทูบเบอร์ ดูอินฟลูเอนเซอร์ชาวเมือง แล้วซึมซับมา

⦁ ด้วยอาชีพทันตแพทย์งานหลักที่หนักเอาการ เอาแพชชั่นมาจากไหนในการค้นคว้าข้อมูลแล้วลงมือเขียน จนนับว่าเป็น ‘มือรางวัล’ คนหนึ่งในวงการ?

ในเรื่องความหนัก ความเหนื่อย เป็นปกติอยู่แล้ว เวลาทำงานไปสักระยะหนึ่ง อาชีพที่เป็น White Collar หรืออาชีพที่เป็นวิชาชีพ มันจะเหมือนเดิม (หัวเราะ) ไม่มีอะไรต่างออกไป ปีที่แล้วเป็นอย่างไร ปีนี้ก็เป็นอย่างนั้น ชีวิตก็เหมือนเดิม รู้สึกเหมือนไม่มีอะไรท้าทาย เลยหากิจกรรมทำ วัยประมาณนี้ส่วนใหญ่ไปวิ่ง ไปออกกำลังกาย ไปทำขนม หาเรื่องจริงจังอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่เรื่องงาน เราอินกับการเขียน ก็เลยเขียนแล้วพัฒนามาเรื่อยๆ

⦁ ความสนใจนี้ได้แต่ใดมา รู้ตัวไหมว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อะไรหล่อหลอม?

สารภาพตรงๆ ว่าเป็นคนที่ผู้ใหญ่ชอบชมว่าผิวสวย แล้วเคยดูโฆษณาทีวีที่ครีมขาวๆ ทั้งหลายเขาบอกว่า ขาวกระจ่างใสคือสวย ผิวคล้ำไม่สวย ต้องป้องกันผิวจากแสงแดด เลยไม่อยากทำกิจกรรมกลางแจ้งมาตั้งแต่เด็ก แล้วห้องเดียวในโรงเรียนที่เปิดแอร์ในยุคปี 2000 คือห้องสมุด เราก็อยู่อาศัยห้องสมุดในทุกเวลาว่าง เพราะกลัวผิวเสีย (หัวเราะ)

เราเริ่มชินกับห้องสมุดมาเรื่อยๆ เริ่มรู้สึกว่าหนังสือมันหอมจังเลย เป็นความรู้สึกของเด็กๆ ก็เอามาดม มาเปิดรูปดู เริ่มอ่านจากบทบรรยายใต้ภาพ แล้วอ่านอะไรที่ยาวขึ้น ๆ จากแฮรี่ พอตเตอร์ ไปสู่สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน จากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ไปสู่สารานุกรมวัฒนธรรมที่หนาขึ้นเรื่อยๆ ทศชาติชาดก มันท้าทายความยากขึ้นเรื่อยๆ เคยอ่านลิลิตโองการแช่งน้ำด้วย

พอเจอคำใหม่เรื่อยๆ มีพัฒนาการทางภาษาก็มากขึ้นเรื่อยๆ

 

⦁ ปีนี้ดูเป็นปีทองในเส้นทางนักเขียน ไหนจะได้รางวัลรองชนะเลิศ พานแว่นฟ้า จากเรื่อง พระธาตุล้ม แล้วยังคว้าซีไรต์อีก วางแผน ‘ไปต่อ’ อย่างไร?

สารภาพก่อนว่าไม่ได้มั่นใจเลย เพราะไม่เคยมีผลงานนิยายมาก่อนเลย รู้สึกว่าตัวเองฝึกมาจากเรื่องสั้น และทุกวันนี้ก็ยังฝึกอยู่ จุดเริ่มต้นของเรามาจากเรื่องสั้น ก็พยายามทำให้ดีที่สุดเหมือนทุกครั้งที่ทำงานเขียน ไม่ว่าจะเรื่องสั้น หรือนิยาย ก็พยายามทำให้เรื่องมันสมบูรณ์ที่สุด

โดยส่วนตัวไม่ได้เอารางวัลเป็นจุดมุ่งหมาย แต่ทุกครั้งที่ทำงาน อยากให้มันเป็นมาสเตอร์พีซสำหรับตัวมันเอง ส่วนจุดมุ่งหมายยาวๆ อยากมีมาสเตอร์พีซที่เป็นวรรณกรรมอมตะของตัวเองที่อยู่ timeless (เหนือกาลเวลา) ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ซึ่งตอนนี้ก็ยังพยายามอยู่

⦁ งานที่โดดเด่น เน้นไปในแนววัฒนธรรม มีเนื้อหาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ เคยคิดไว้ไหมว่าถ้าวันหนึ่งถึงจุดอิ่มตัวจะลองแหวกไปแนวอื่น เช่น วิทยาศาสตร์ หรือกลับมาเขียนเรื่องอาชีพทันตแพทย์?

จุดเริ่มต้นจริงๆ เป็นคนที่เขียนไซ-ไฟ มาก่อน แล้วเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้รางวัลก็เป็นเรื่องสั้นแนวไซ-ไฟ และได้รางวัลจากไซ-ไฟ 2 ปี (หัวเราะ) แต่ต้องยอมรับจริงๆ ว่ารู้สึกอินกับวัฒนธรรม ช่วงปีหลังๆ เลยเขียนแนววัฒนธรรม ถามว่าสนใจเขียนแนวอื่นไหม ก็สนใจ ขึ้นอยู่กับอนาคตจะอินเรื่องอะไร อาจจะเขียนเรื่องของคนเมืองที่ต่อสู้ดิ้นรนก็ได้ หรือว่าจะไปไซ-ไฟ เลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นรู้สึกพลังงานไปทางไหนมากกว่า ไม่ได้จำกัดแค่ที่บอกว่าเป็นภูมิภาคนิยม

⦁ ยากที่สุดของการเป็นทันตแพทย์ คืออะไร และยากที่สุดของการเป็นนักเขียน คืออะไร เหมือน-ต่าง หรือมีลักษณะร่วมกันอย่างไร?

สิ่งที่ยากสุดของทันตแพทย์ คือการต้องคำนึงถึงมาตรฐานวิชาชีพ จรรยาบรรณ มาตรฐานในการรักษา ทันตแพทย์มีมาตรฐานบางอย่างเยอะแยะมากมาย อาจพูดไม่หมดในที่นี้ แต่ต้องมีสิ่งที่ (หยุดคิด) อันนี้ทำได้ อันนี้ทำไม่ได้ ต้องระวังในการสื่อสาร ในการแสดงออก ในการรักษา เพราะมีผลต่อคนอื่น ต้องระวังให้มาก นักเขียนก็เหมือนกัน

ความยากของอาชีพนักเขียนคือผลตอบแทน (หัวเราะ) ในประเทศไทยปัจจุบัน นักเขียนหลายๆ แนว หรือเรียกว่าส่วนใหญ่เลยก็แล้วกัน ยังไม่ได้ผลตอบแทนที่ทำให้ออกมาทำงานเขียนแบบเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ แม้มีนักเขียนหลายท่านในไทยที่ทำงานเขียนเลี้ยงตัวเองได้ แต่มันค่อนข้างยากกว่าที่อื่น ทุกวันนี้เลยต้องทำงานอื่นเพื่อมาเลี้ยงงานเขียน

⦁ ภาษาและสำนวนในเรื่องกี่บาด ผสมผสานระหว่างภาษาเหนือกับภาษากลาง วิธีการสรรคำ ทำอย่างไร เลือกอย่างไร จัดวางอย่างไร?

ดราฟต์แรกมีความเป็นเหนือน้อยกว่านี้อีก แต่เราคำนึงว่านี่มันเป็นเรื่องของคนแม่แจ่ม ตัวตนของของคือ ภาษา คือเสียงที่เขาพูด สิ่งที่เขาคิด เพราะฉะนั้น เราพยายามเอาภาษาและสำเนียงมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่สามารถทำให้คนอ่านเข้าใจได้ทุกคน ทุกคนวัฒนธรรม

ขั้นตอนที่ยากที่สุด คือการหาบาลานซ์ (ความสมดุล) ความจริงเราจะเมืองไปกว่านี้ก็ได้ แต่พบว่ามันยากเกินไปนะสำหรับคนอื่น หรือเราจะกลางกว่านี้ก็ได้ แต่จะถูกเปลี่ยนเสียงสำเนียงไป เลยใช้วิธีแรกคือ เปลี่ยนคำนามที่เป็นคำเฉพาะหลายๆ คำ อย่างเช่น ใบสาบเสือ เปลี่ยนเป็นหญ้าวังวาย

ลักษณะนามที่เรียกไม่เหมือนกัน ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็เป็นที่เข้าใจได้อยู่แล้ว เช่น พระ เปลี่ยนเป็นตุ๊ และลักษณะนามในภาษากลางคือ รูป แต่ในเรื่อง ใช้ ตน

นอกจากนี้ เรายังใส่คำสร้อย ที่เป็นสำเนียงลักษณะภาษาเหนือ อย่างเช่น ละอ่อน ที่แปลว่าเด็ก ในบริบทที่เราจะเน้นความเป็นเด็กน่ารัก หรือเด็กเล็กๆ ก็จะใช้คำว่า ละอ่อนต่อนแต่น อะไรประมาณนี้

เราหยิบยกเอาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มาทำให้งานมีเสน่ห์มากขึ้น

 

⦁ ชื่อเรื่อง ‘กี่บาด’ ตั้งใจเล่นคำกับ ‘กี่บาท’ มีความหมายในมิติที่ซ่อนอยู่อย่างไรบ้าง?

ผ้าซิ่นตีนจกเวลาทอเสร็จแล้ว คนจากภายนอกมองในเชิงมูลค่าว่าเท่าไหร่ เหมือนกับสิ่งที่เราทุกคนทำอยู่ในวันนี้ เราทำงานศิลปะ คนก็ประเมินว่าได้รายได้เท่าไหร่ ซึ่งในเรื่องนี้ความหมายแรกที่คนเข้าใจคือ กี่บาท ก็จะตั้งคำถามว่ามูลค่าของผู้หญิง คือเท่าไหร่ นี่คือความหมายแรก

ความหมายที่ 2 คือ กี่บาด กี่แผล กี่บาดแผล การใช้ชีวิตของผู้หญิงซึ่งเป็นตัวละครในเรื่อง เขาผ่านกี่บาดแผลมานะถึงจะมีชีวิตอยู่รอด

และสุดท้ายคือ กี่ทอผ้า ในความหมายตรงตัวของคำนาม ผู้หญิงที่ถูกบังคับให้ต้องทอผ้า เขาจะเจ็บปวดจากกี่ทอผ้าบ้างไหม เขาโดนบาดจากกี่บ้างไหม นั่นคือความหมายที่ 3

⦁ คนไข้และเพื่อนร่วมงานที่โรงพยาบาลทราบไหมว่า เราเป็นนักเขียนมือทองที่ตอนนี้ได้รางวัลซีไรต์?

พยายามปิดอยู่ แต่ตอนนี้ไม่น่าจะปิดได้แล้ว (หัวเราะ) เนื่องจากหน้าที่และความคาดหวังของแต่ละอาชีพ แต่ละบทบาทมันต่างกัน ไม่อยากให้คนอื่นคาดหวังกับเรามากไปกว่าบทบาทที่กำลังเป็นอยู่ สมมุติว่าขณะที่ทำงานประจำ ก็จะเป็นอาชีพนั้นให้ดีที่สุดตามมาตรฐาน ส่วนเวลามาทำงานด้วยแพชชั่นอะไรจริงๆ ก็อยากจะให้คนอ่าน หรือเสพงาน ดูจากสิ่งที่เราเป็น จากงานที่เราสร้างสรรค์

พอมันเป็นสังคมที่ซ้อนทับกัน มีการคิดถึงมาตรฐานอย่างอื่นมาประกอบด้วย มันอาจจะทำให้ภาพของอีกอย่างหนึ่งมันเลือนไป เลยพยายามแยกให้ชัดเจน

⦁ เชยหน่อย แต่ต้องถาม ความหวังสูงสุดในเส้นทางนักเขียนคืออะไร?

อยากมีวรรณกรรมอมตะที่มันจะอยู่ไปตลอดแม้ว่าเราจะตายไปแล้วกี่ร้อยปี (หัวเราะ)

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร – เรื่อง
ทิตย์อุทัย พิลาชัย – ภาพ