หน้าแรก ประชาชื่น ถึงแล้ว อังคา...

ถึงแล้ว อังคารแรกพฤศจิกา! โลกจับตา ‘ศึกชิงทำเนียบขาว’ ซูมไทย ‘ได้-เสีย’ อะไร เมื่อใครคือผู้ชนะ ?

5.11.24 | 12:30 น.

ถึงแล้ว อังคารแรกพฤศจิกา! โลกจับตา ‘ศึกชิงทำเนียบขาว’ ซูมไทย ‘ได้-เสีย’ อะไร เมื่อใครคือผู้ชนะ ?

เดินทางมาถึงอีกหนึ่งวันของประวัติศาสตร์โลกที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าครั้งใด

นั้นคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ตามกฎหมายสหรัฐกำหนดให้จัดขึ้นใน ‘วันอังคารหลังวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายน’

US Election 2024 จึงมีขึ้นในวันนี้ อังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2567

ไม่เพียงแค่โลกที่จับตา ทว่า ไทยก็ต้องร่วมลุ้นว่าใครจะมากุมบังเหียน 1 ในประเทศมหาอำนาจของดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ที่ย่อมส่งผลต่อแนวนโยบายอันกระทบชิ่งไปยังทุกภูมิภาคทั่วโลก

Advertisement
สัมมนา US Election 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว โดย เครือมติชน ร่วมกับ สมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพันธมิตรหน่วยงานต่างๆ

เครือมติชน ไม่อยู่เฉย ประสานมือ สมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพันธมิตรหน่วยงานต่างๆ จัดสัมมนาใหญ่ US Election 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว เมื่อ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเป็นหนึ่งในไฮไลต์ในแคมเปญ ‘US Election Watch 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว’ ที่มีกิจกรรมพิเศษ ประกอบด้วย 2 เวที 10 สกู๊ป 2 บทความพิเศษ 5 คลิป และ 1 รายการสด ในวันประวัติศาสตร์นี้

บรรยากาศในวันนั้น แน่นหนักด้วยข้อมูลทางวิชาการ เข้มข้นด้วยบทวิเคราะห์ว่าใครจะมาวิน เฉียบคมด้วยข้อเสนอแนะต่อท่าทีและนโยบายที่รัฐไทยควรปฏิบัติการเพื่อ ‘ผลประโยชน์แห่งชาติ’ เป็นเบอร์ต้น

ก่อนจะรู้ผลว่า ใครจะผงาดสู่โพเดียมผู้นำโลก มาย้อนอ่านถ้อยคำที่พรั่งพรูจากกูรูตัวจริงเสียงจริงจากเวทีดังกล่าวกันอีกครั้ง

‘ไม่ว่าใครชนะ โลกก็ผันผวนต่อไป’

ทรัมป์ เดายาก! แฮร์ริส คาดการณ์ได้

เริ่มด้วย ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ขึ้นปาฐกถาพิเศษ โดยมีวรรคทองที่ว่า ‘ไม่ว่าใครเป็นประธานาธิบดี โลกก็ผันผวนอยู่ดี’ อย่างไรก็ตาม หาก โดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัย จากประสบการณ์ที่ผ่านมา น่าจะเป็นความผันผวนที่คาดเดาได้ยาก แต่ถ้าเป็น คามาลา แฮร์ริส จะเป็นความผันผวนที่คาดการณ์ได้

“ถ้าทรัมป์มา จะเป็นความผันผวนที่คาดการณ์ไม่ค่อยได้ ในกรณีรัสเซีย-ยูเครนนั้น ทรัมป์ก็อาจจะลดความขัดแย้งลง โดยพูดคุยกับรัสเซียมากขึ้น อาจจะลดการสนับสนุนยูเครนลง แต่กรณีเกาหลีเหนือและทะเลจีนใต้คาดการณ์ไม่ได้ เรื่องการกีดกันทางการค้า ก็คงขึ้นๆ ลงๆ คงเหมือนครั้งก่อน ที่มีการประกาศจะขึ้นภาษี เพราะการเจรจากันระหว่างจีนกับสหรัฐไม่คืบหน้า ดังนั้น การกีดกันทางการค้า, เทคโนโลยี, การแข่งขันทางเอไอ (AI) อาจจะรุนแรงขึ้นหรือถอยก็ได้ แล้วแต่ว่าการเจรจาทางธุรกิจเป็นอย่างไร ทรัมป์เป็นนักเจรจา เขาก็จะส่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศอยู่ข้างหน้า เป็นการซ้อนกันของ Political Economy และเป็นการเทสต์ฟีดแบ๊กของชนชั้นระดับกลาง วัยทำงาน และระดับฐานรากของสังคมอเมริกาอยู่ตลอดเวลา” ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าว

ล้อมวงถก ‘เลือกตั้งอเมริกาส่งผลอย่างไรต่อไทย’ (จากซ้าย) เอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกรมติชนทีวี, รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ,
ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล และ ปณิธาน ปวโรฬารวิทยา

หมัดต่อหมัด นโยบายทรัมป์ VS แฮร์ริส

‘ต่างกันเกือบทุกประการ’

จากนั้น เข้าสู่เวที ประชันนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์ VS คามาลา แฮร์ริส ดำเนินรายการโดย ประวิตร โรจนพฤกษ์ สื่อมวลชนชื่อดัง

ฟิล โรเบิร์ตสัน (Mr.Phil Robertson) อดีตประธานกลุ่มคนอเมริกันที่เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตในประเทศไทย และอดีตรองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย Human Rights Watch กล่าวถึงนโยบายของแฮร์ริสว่า แตกต่างจากทรัมป์เกือบทุกประการ เช่น เรื่องสิทธิสตรี สิทธิการทำแท้งที่แฮร์ริสมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลไม่ควรแทรกแซงชีวิตประชาชน

ทรัมป์และแฮร์ริสยังมีความแตกต่างกันในเรื่องภาวะโลกร้อนและวิธีการแก้ปัญหา ทรัมป์บอกว่า ถ้าเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง จะนำสหรัฐออกจาก Paris Agreement ที่มุ่งเน้นเรื่องการแก้ปัญหาโลกร้อนอีกครั้ง ทั้งๆ ที่อเมริกาเป็นหนึ่งในผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดในโลก แฮร์ริสมองว่าภาวะโลกร้อนเป็นภัยระดับโลกที่ทุกคนต้องเผชิญหน้า แต่ทรัมป์ยังมองว่านักวิทยาศาสตร์คิดผิดและไม่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องความมั่นคง แฮร์ริสบอกว่าองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เป็นพันธมิตรทางทหารที่สุดยอดที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เปรียบกับทรัมป์ที่บอกว่านาโตไม่ได้เรื่อง ไม่สมทบเงินมากพอที่จะแก้ปัญหาได้และอเมริกาอาจถอนตัวออกจากนาโต

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับไทยและเอเชียจะเหมือนเดิมหรือแตกต่างอย่างไร ในสถานการณ์ที่จีนมีบทบาทและอิทธิพลต่ออาเซียนและไทยมากขึ้น โรเบิร์ตสัน มองว่า ไทยก็ยังเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐในระดับภูมิภาคเอเชียอยู่ดี ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะแตกต่างคือเรื่องการค้า ซึ่งทรัมป์สนับสนุนการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น 10%-20% ไม่ว่าสินค้าจะมาจากประเทศไหน ก็จะกระทบกับบริษัทส่งออกจากไทยโดยตรง แต่แฮร์ริสสนใจสิทธิมนุษยชนและแรงงานมากกว่าทรัมป์ โดยไม่ได้ต้องการการค้าเสรีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการการค้าที่ยุติธรรมด้วย

ด้าน ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดการณ์ผลกระทบ หากทรัมป์ได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอีกรอบว่า นโยบายของทรัมป์ที่ดึงดูดใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตัดสินใจที่จะลงคะแนนให้ได้คือ ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดอัตราภาษี โดยให้คำมั่นระหว่างการรณรงค์หาเสียงว่าจะลดภาษีจาก 21% ในปัจจุบันให้เหลือเพียง 15%

สำหรับความสัมพันธ์ต่อโลก ศ.ดร.สิริพรรณระบุว่า ทรัมป์หาเสียงว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าที่ 10-20% โดยปัจจุบันภาษีนำเข้าของสหรัฐอยู่ที่ 3% เท่านั้น ทั้งนี้ อัตราภาษีนำเข้าที่ทรัมป์ออกต่อจีนตั้งแต่เมื่อปี 2018 ไบเดนคงอัตราเดิมไว้จนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าทั้งสองพรรคการเมืองมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามสำคัญ ด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี ทรัมป์อาจไม่ให้ความช่วยเหลือยูเครนเพื่อรับมือกับรัสเซียในสงครามระหว่างสองประเทศ

สะกิดไทย ‘ตั้งสติ’ เน้นประโยชน์ชาติ

ต้อง ‘ลู่ก่อนลม’ โชว์สภาวะผู้นำก่อนเจอโจทย์ใหม่

จากนั้น ล้อมวงคุย ‘เลือกตั้งอเมริกาส่งผลอย่างไรต่อไทย’ ฉายภาพผลกระทบของสหรัฐอเมริกาหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีต่อประเทศไทย โดยมี เอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกร มติชนทีวี ดำเนินรายการ

รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงทิศทางรับมือของรัฐบาลไทยกับสหรัฐว่า ไทยต้องตั้งสติดีๆ ต้องดูด้วยว่า ผลประโยชน์ของชาติเขา สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศเราหรือเปล่า โดยสิ่งที่ไทยต้องทำ คือ สร้างสมดุลระหว่าง สหรัฐ กับจีน

“คำถามคือ เราจะเลือกเข้าข้างใคร แรงกดดัน จะถูกบีบให้เลือกข้าง การแข่งขันผู้นำทางยุทธศาสตร์ต้องเลือกข้าง ผู้นำเอเชียทุกคนจะรู้ เพียงเราต้องรู้ว่าจะเล่นเกมอย่างไร ในเกมการเลือกข้างครั้งนี้ ถ้าผลประโยชน์ของเราในบางเรื่องสอดคล้องกับสหรัฐ เราก็ต้องเลือก ถ้าผลประโยชน์เราสอดคล้องกับจีน เราก็ต้องเลือก ผลประโยชน์ของชาติต้องอยู่บนหลักการของระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ไทยจะมีท่าทีจุดยืนที่สง่างามในเวทีระหว่างประเทศด้วย และต้องยอมรับความจริงว่า เราเผชิญหลายๆ เรื่อง ทั้งภาพใหญ่ของความมั่นคงเศรษฐกิจโลก ไทยไม่ได้อยู่ในจอเรดาร์ของสหรัฐมากเท่าไหร่

หลายเรื่องต้องมานั่งคิดดีๆ สิ่งที่เราแนบแน่นกับสหรัฐ มันเป็นเรื่องของสัญลักษณ์เฉยๆ หรือไม่ หลายๆ ครั้ง เราไม่ได้อยู่ในตารางการเยือนของผู้นำสหรัฐ ทรัมป์ก็ดี ไบเดนก็ดี เราพร้อมไหมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบาย การเลือกข้าง เราต้องคิดถึงเกียรติภูมิของประเทศเป็นหลัก รวมถึงการสร้างยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ เราอยู่ตรงกลางมหาอำนาจซ้ายขวา หน้าหลัง เราต้องเล่นบทบาทความเป็นผู้นำมากขึ้น ถ้าไม่มีสภาวะการเป็นผู้นำ จะเจอกับโจทย์ใหม่” รศ.ดร.จิตติภัทร ร่ายยาวลึกซึ้ง

ประชันนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์ VS คามาลา แฮร์ริส จากมุมมองของ ฟิล โรเบิร์ตสัน และ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ดำเนินรายการโดย ประวิตร โรจนพฤกษ์

ถ้าเป็นทรัมป์ ‘ไม่มีอะไรแน่นอน’ โลกกังวลปมสิทธิฯ

ด้าน ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล จากภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เเละอุปนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย เน้นมิติการเมืองและสังคม โดยมองว่า ตอนนี้ดูเหมือนรัฐไทยกำลังมีจุดยืนในการวางตัวว่า จะสนับสนุนสิทธิมนุษยชน โดยมีข่าวดีที่ไทยได้เป็นคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

“ณ เวลานี้ถ้าแฮร์ริสขึ้นมา มันจะส่งผลถึงการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทย และต้องทำให้โลกมองว่า เรามีบทบาทในเรื่องนี้ เพื่อที่จะสร้างการยอมรับเรื่องมนุษยชนและทำให้ภาพลักษณ์ของเราถูกมองในแง่ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งตอนนี้เอาจริงแล้วเราก็กำลังมองหาจุดยืนของเราอยู่

แต่มันเป็นประเด็นเลยว่า ช่วงที่ผ่านมาอเมริกาจัดลำดับว่า เรามีการค้ามนุษย์ในเทียร์ 3 และถูกขยับขึ้นมาเป็นเทียร์ 2 ซึ่งหลายครั้งเราโดนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา หรือการค้ามนุษย์

ฉะนั้น เรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ เราอาจจะถูกอเมริกา ถูกเอาเกณฑ์แบบนี้กลับมาใช้กับเรา ในรูปแบบใด หรือรูปแบบหนึ่งอีกก็ได้ อาจจะไม่ว่าทรัมป์จะทำหรือเปล่า เพราะเขาเคยตัดสิทธิ GSD (Generalized System of Preferences) เรา ดังนั้นต้องบอกว่า ไม่มีอะไรแน่นอนเลย ถ้าเป็นทรัมป์” ผศ.ดร.ประพีร์ระบุ

ส่วนเรื่องผู้อพยพและการเข้าประเทศสหรัฐ จะมีความเข้มข้นมากขึ้นหรือเปล่านั้น นักวิชาการท่านนี้มองว่า ทรัมป์เคยบอกว่า โปรเจ็กต์ 2025 ไม่เกี่ยวข้องกับเขา แต่มันก็มีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์อาจจะผลักดันโปรเจ็กต์นั้น ซึ่งไม่ได้ให้ความสนใจความเป็นประชาธิปไตยสักเท่าไหร่แล้ว

สภาอุตฯ เผยมุมมองเอกชน

ใครขึ้น ก็ไม่ต่าง ‘แต่ต้องวางแผนรับมือ’

ส่วนด้านเศรษฐกิจ ต้องผายมือไปยัง ปณิธาน ปวโรฬารวิทยา รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเผยข้อมูลว่า ปี 2566 ไทยมีการค้าขายกับอเมริกาที่กว่า 6.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสมัย โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี ที่ 4.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แสดงว่า ความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนมีการขยับขยาย ตามนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ และโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบัน

“สำหรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในมุมมองของภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็น โดนัลด์ ทรัมป์ หรือคามาลา แฮร์ริส จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ล้วนมีนโยบายที่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การค้าของประเทศตัวเองเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ได้มีผลต่อประเทศไทยที่แตกต่างกันมาก

อย่างไรก็ดี สำหรับไทยซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ จำเป็นจะต้องวางแผน และเตรียมรับมือ เพราะไม่ว่าใครจะขึ้นมา ล้วนมีผลกระทบทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เมื่อดูสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐ ส่วนใหญ่จะเป็นในกลุ่มของเครื่องจักรกล โทรคมนาคม หม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ลงถึงสินค้าเกษตร ขณะที่ไทยนำเข้าจากสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและเทคโนโลยี เคมีภัณฑ์ ซึ่งทำให้เห็นถึงความเปราะบางของสินค้า เนื่องจากไม่ได้ลงลึกไปถึงสินค้าที่เป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง จึงเป็นเรื่องที่จะต้องมีการติดตามและผลักดันเพื่อให้ไทยมีโอกาสทางการค้ามากขึ้น” ปณิธานเผย

คนอเมริกันจะเลือกใคร?

เปิด 5 ปัจจัยชั่งน้ำหนัก

ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล กับลีลาสรุป 5 ปัจจัย
คนอเมริกันจะเลือกใคร?

ปิดท้ายด้วย ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ซึ่งสรุปภาพรวมว่า ในการเลือกตั้งสหรัฐมี 5 ปัจจัยที่ทำให้คนชั่งน้ำหนักในการตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ปัจจัยแรกคือ เศรษฐกิจ โดยตอนนี้เศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่อยู่ในภาวะถดถอย ธนาคารกลางสหรัฐสามารถปรับอัตราดอกเบี้ยแบบ soft landing ได้ เพราะอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงมาแล้ว

ปัจจัยที่สองคือ Emotion ว่ามีม็อบหรือไม่ ทัศนคติของคนเลือกตั้งในมุมหนึ่งคือไปเลือกตั้งเพื่อเปลี่ยนผู้นำให้เกิดความสงบในบ้านเมือง แต่เมื่อไม่มีม็อบแล้วเราต้องเปลี่ยนผู้นำหรือไม่

ปัจจัยที่สามคือ นโยบายการต่างประเทศ ซึ่งเอื้อต่อทั้งแฮร์ริสและทรัมป์ในแบบที่ไม่เหมือนกัน ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการยุติการสู้รบในยูเครน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือกับยูเครนทั้งในเรื่องงบประมาณและอาวุธยุโรปกรณ์ หรือต้องการให้สหรัฐมีส่วนร่วมกับอิสราเอลให้ทำสงครามกับอิหร่าน คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มว่าจะเลือกทรัมป์ อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการผู้นำที่กล้าขวางเบนจามิน เนทันฮายู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลในการทำสงคราม และแสดงความจำเป็นที่จะต้องเปิดให้องค์การสหประชาชาติมีบทบาทดำเนินภารกิจในด้านมนุษยธรรม หรืออยากเห็นผู้นำที่มีท่าทีแข็งข้อกับปูตินบ้าง
แฮร์ริสเป็นตัวเลือกที่จะตอบโจทย์

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือเรื่องที่แฮร์ริสไม่ได้ชนะการเลือกตั้งในรอบการเลือกตั้งขั้นต้นด้วยเสียงสนับสนุนของเธอเอง หากถามพรรคเดโมแครตว่า อยากให้คนเป็นตัวแทนพรรคเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี พวกเขาจะเสนอชื่ออื่น

สำหรับ ปัจจัยสุดท้าย คือเรื่องคาริสม่า หรือความมีเสน่ห์ดึงดูดของตัวแทนพรรคแต่ละพรรคเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยเรื่องนี้ทรัมป์ได้เต็มๆ เขามีบุคลิกที่น่าตื่นเต้น สนุกและมีความเป็นตัวของตัวเองสูง

ทั้งหมดนี้คือ บทวิเคราะห์เข้มข้นในหลากมิติ ส่วนประวัติศาสตร์จะจารึกผลการเลือกตั้งสหรัฐครั้งนี้ว่าอย่างไร มาร่วมลุ้นไปพร้อมคนทั้งโลกตั้งแต่นาทีนี้