หน้าแรก ประชาชื่น คอลัมน์มหัศจร...

คอลัมน์มหัศจรรย์การ์ตูน : วงจรอุบาทว์ของจิตใต้สำนึก

8.03.17 | 11:49 น.
ภาพจาก http://cocohana.shueisha.co.jp

คำว่าวงจรอุบาทว์ (vicious cycle) สำหรับคนทั่วไปอาจจะฟังดูน่ากลัวสักหน่อย คำนี้หมายถึงวัฏจักรหรือวงจรบางอย่างที่เมื่อวนเวียนไปเรื่อยๆ จะก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมลง เช่น เครียดเลยดื่มเหล้า ยิ่งดื่มก็ยิ่งเครียด เพราะทะเลาะเบาะแว้งกันในครอบครัว พอทะเลาะกันก็เครียดจึงดื่มเหล้าเพิ่มขึ้นอีก วนเวียนไปไม่จบสิ้น ในทางบุคลิกภาพอาจหมายถึงรูปแบบพฤติกรรมบางอย่างที่เราแสดงออกโดยไม่รู้ตัว ทำด้วยความเคยชินโดยไม่เคยสังเกตว่าก่อให้เกิดผลเสียอย่างไรบ้าง ถ้ารู้ตัวช้าหรือรู้ตัวแต่ไม่สนใจปรับเปลี่ยน ชีวิตก็จะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ ได้

ไม่กี่วันก่อนมีโอกาสไปประชุมร่วมกับเพื่อนสมัยเป็นนักเรียนแพทย์ซึ่งไม่ได้พบกันมาสิบกว่าปีแล้ว บางคนดูเปลี่ยนไปในทางที่ดีคือดูสุขุมเป็นผู้ใหญ่และหน้าที่การงานรวมถึงครอบครัวลงตัว แต่บางคนกลับดูไม่เปลี่ยนไป น่าสนใจว่าคนที่ไม่เปลี่ยนมักเป็นคนที่เคยมีปัญหามาก่อน ในอดีตเคยคิดว่าถ้าเขาเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็น่าจะเปลี่ยนไปในทางดีกว่านี้ แต่กลับตรงกันข้ามค่ะ คนกลุ่มนี้ไม่เปลี่ยนไปเลยในระหว่างที่เพื่อนดีๆ ที่เมื่อก่อนอยากให้เขาคงความดีไว้เช่นเดิม ผ่านมาถึงวันนี้นอกจากดีเหมือนเดิมแล้วยังดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

เพื่อนหนุ่มคนหนึ่งจำได้ว่าสมัยเรียนเป็นนักศึกษาแพทย์ เป็นผู้ชายที่ได้รับสมญาว่า “ขี้โม้และขี้หลี” จะโม้ได้ก็เฉพาะกับรุ่นน้องผู้หญิงที่ขี้เกรงใจไม่กล้าปฏิเสธเท่านั้น ถ้าไปโม้ใส่คนอื่นที่ไม่เกรงใจก็จะโดนไล่ให้ค่ะ เคยคุยกันอยู่ไม่กี่ครั้งสมัยเรียน แต่บังเอิญในงานประชุมนั่งใกล้กันจึงได้คุยกันมากหน่อย ไม่น่าเชื่อว่าเหมือนเดิมทุกอย่างค่ะ คุยฟุ้งในเรื่องที่ไม่ได้รู้จริง บอกว่ารู้จักคนโน้นคนนี้ทั้งที่แค่เคยนั่งประชุมโต๊ะเดียวกัน มีไอเดียโปรเจ็กต์มากมายแต่ไม่เคยได้ทำเลยตลอดสิบกว่าปีเพราะอ้างว่างานเยอะ และไม่ก้าวหน้าในงานเพราะบอกว่าเพื่อนร่วมงานใส่ร้ายให้หัวหน้าฟังว่าเขาไม่ค่อยทำงานทั้งที่ตัวเองงานยุ่งมากจนไม่มีเวลาสร้างผลงานต่างหาก… ฟังแล้วงงไหมคะ ดูเหมือนเขายังคงไม่รู้ตัวมาตลอดสิบกว่าปี และคงไม่รู้ต่อไปเรื่อยๆ ว่าปัญหาเกิดจากตัวเองนั่นแหละ เขาเองก็คงแปลกใจว่าทำไมชีวิตจึงไม่ก้าวหน้าเสียที

บุคลิกภาพเป็นเรื่องจิตใต้สำนึก หมายถึง โดยทั่วไปเราจะไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจ เป็นรูปแบบพฤติกรรมซ้ำๆ และยากที่จะมองเห็นเพราะจับต้องไม่ได้ การ์ตูนเรื่อง “สุภาพชนคนหลากสี” ของทามุระ ยูมิ นักเขียนการ์ตูนผู้หญิงผู้เปี่ยมจินตนาการ ช่วยอธิบายบุคลิกภาพออกมาแบบจับต้องได้ให้เราเห็นภาพชัดขึ้นโดยผ่าน “สี” ค่ะ ในออฟฟิศธรรมดาแห่งหนึ่ง สองหนุ่ม “อาโอกิ” (แปลว่าสีฟ้า) ซึ่งดูมีสไตล์และใจกว้าง นั่งคุยกับ “มิโดริกาวะ” (แปลว่าสีเขียว) ที่น่ารักสดใส ว่าที่ทำงานเราขาดความหลากหลาย ควรจะมีสีอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้เป็นสถานที่ทำงานที่สมบูรณ์ ในที่สุดพนักงานใหม่ก็เข้ามา “อาคางิ” (แปลว่าสีแดง) เป็นคนมั่นใจในตัวเองและเป็นผู้นำ ตลอดทั้งเรื่องแสดงให้เห็นว่าในสถานการณ์เดียวกัน เช่น เลือกสถานที่เที่ยว แต่ละคนกลับเลือกด้วยฐานคิดที่ต่างกันตามลักษณะบุคลิกภาพซึ่งบอกเป็นนัยผ่านทางสีประจำตัว ไม่มีใครรู้ตัวว่าเราเลือกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสี (บุคลิกภาพ) ของตัวเอง แต่กลับมองว่าเพราะเธอสีนั้น (มีนิสัยอย่างนั้น) จึงเลือกแบบที่เธอต้องการ คล้ายกับกล่าวโทษคนอื่นโดยมองไม่เห็นว่าตัวเองก็ทำแบบเดียวกัน อ่านแล้วเพลินมากค่ะ เพราะสนุกกับการเดาว่าเราจะคิดถูกหรือไม่ว่าสีนี้เขาต้องคิดแบบนี้แน่ๆ

ในตำราเกี่ยวกับการรักษาปัญหาบุคลิกภาพบอกว่า วิธีแทรกแซงวงจรอุบาทว์ของนิสัยบางอย่างที่ไม่ดีจำเป็นต้องใช้สติและการตระหนักรู้ภายในอย่างมาก อาจจะผ่านทางการนั่งสมาธิ เจริญสติ หรือสะกดจิต อย่างไรก็ตามสิ่งแวดล้อมเดิมๆ อาจทำให้เราเผลอปฏิบัติแบบเดิมโดยไม่รู้ตัวก็ได้ แม้ว่าจะมีสติมากแค่ไหนก็ตาม แนวคิดนี้คือที่มาของงานวิจัยในหนูซึ่งต้องการทราบว่าเราจะหลุดจากวงจรอุบาทว์ของการกินอาหารขยะจนสุขภาพทรุดโทรมได้อย่างไร การให้ความรู้เรื่องโทษของอาหารขยะยังไม่เพียงพออีกหรือ

Advertisement

งานวิจัยโดยศาสตราจารย์ลอร่า คอร์บิท จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ พบว่าคนเราอาจหยุดพฤติกรรมหมกมุ่นการกินอาหารขยะได้ง่ายๆ เพียงแค่ดึงตัวเองออกมาจากมันเท่านั้น เขาทดลองในหนู 2 การทดลอง การทดลองแรกแบ่งเป็นหนูกินอาหารขยะกับอาหารดีซ้ำๆ หลังจากนั้นให้อดอาหารจนหิวโซเพื่อลบความเคยชินต่ออาหารเดิม ต่อมาให้หนูกินจนอิ่มจึงให้กลับสู่สิ่งแวดล้อมแบบเดิม ผลพบว่าหนูที่เคยกินอาหารขยะมาก่อนจะกลับสู่โหมดกินอาหารขยะแบบเดิมมากกว่าหนูที่เคยกินอาหารดีซึ่งมีการเลือกกินแบบใหม่ สื่อให้เห็นว่าพฤติกรรมซ้ำๆ แข็งแกร่งมากในหนูที่กินอาหารขยะมาก่อน การทดลองที่สองเหมือนการทดลองแรก แต่กระตุ้นประสาทการรับรู้เพิ่มขึ้นด้วยการปล่อยเสียงเมื่อมีการให้อาหารดีเพื่อต้องการให้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากเดิม เชื่อว่าประสาทสัมผัสอาจลดวงจรความเคยชินต่ออาหารขยะได้ และได้ผลค่ะ เพราะหนูหลุดออกจากวงจรกินอาหารขยะมากขึ้น

ผู้วิจัยสรุปเบื้องต้นว่า ที่เราบอกคนที่ต้องการควบคุมพฤติกรรมการกินว่าให้ตั้งสติ เลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ กินถูกเวลา ในปริมาณพอเหมาะ เพราะเชื่อว่าคนเราสามารถควบคุมความคิดตัวเองได้อาจไม่ถูกต้องนัก การรบกวนวงจรกินอาหารขยะอัตโนมัติใช้ไม่ได้ในสังคมที่มีป้ายร้านอาหารขยะติดให้เห็นทุกที่ในเมืองซึ่งกระตุ้นให้เราเดินเข้าร้านโดยอัตโนมัติ วิธีที่น่าจะได้ผลดีกว่าคือ “กระตุ้นประสาทสัมผัส” ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง เพื่อลบวงจรเดิม เช่น ติดป้ายชี้บอกทางไปร้านอาหารเพื่อสุขภาพตัวโตๆ ไว้ในโรงอาหาร เพื่อรบกวนขาที่คอยจ้องจะก้าวไปร้านอาหารขยะด้วยความเคยชิน

สำหรับบุคลิกภาพที่เป็นวงจรอุบาทว์ ถ้าอยากดึงเขาออกจากความเคยชิน ลองใช้การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้าดูนะคะ นึกดูเร็วๆ แล้วก็น่าจะทำได้หลายอย่าง เช่น ทำพฤติกรรมใหม่แบบดีๆ เป็นตัวอย่างให้ดู พูดฟีดแบ๊กให้ฟัง เปลี่ยนอโรม่าในห้องประชุมด้วยกลิ่นที่แตกต่างจากห้องที่เคยนั่งหลับ ก่อนเริ่มประชุมให้กินขนมเรียกสติก่อน หรือยื่นมือไปสะกิดเวลาอีกฝ่ายเริ่มใช้พฤติกรรมเดิมๆ ที่มีปัญหา วิธีเหล่านี้ยังไม่ผ่านการวิจัย แต่ก็น่าลองนะคะ