หน้าแรก ประชาชื่น ประวัติศาสตร์...

ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแน่ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล เปิดฉากทัศน์ ‘ถ้าศรีสุดาจันทร์ไม่ใช่ผู้แพ้’

10.11.24 | 11:23 น.

ข้ามบทสัมภาษณ์นี้ไปได้

หากเพียงคาดหวังเกร็ดประวัติศาสตร์ซีรีส์ดังอย่างแม่หยัว

ทว่า หากคาดหวังภาพกว้างของประวัติศาสตร์ครั้งกรุงเก่า ที่มากสีสันด้วยการช่วงชิงซึ่งอำนาจของวงศ์ต่างๆ อย่างเข้มข้น

อย่าเลื่อนผ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้

ไม่ใช่แค่การเขย่าบัลลังก์ ฟาดฟันเข่นฆ่าด้วยอาวุธ หากแต่ยังมีเรื่องราวมากมายในอดีต ทั้งที่ถูกจงใจให้ลบลืม ในยุคที่แสนง่ายดายเมื่อยังไม่มีดิจิทัลฟุตพรินต์ ทั้งที่ถูกขีดเส้นใต้ให้จำ ในยุคที่การสอบทานความจริง ไม่ใช่เรื่องง่าย

Advertisement

นัดหมาย รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปักหมุด ‘ท่าเรือวัดโพธิ์’ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มองเห็น ‘คลองลัดบางกอก’ ซึ่งขุดในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช กษัตริย์ที่มีตัวตนจริงในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา และตัวละครที่โลดแล่นบนหน้าจอในซีรีส์สุดปังแห่งปีอย่าง ‘แม่หยัว’ ที่ทำเอาประชาชนคนไทยลุกขึ้นมาสนใจวิชาที่เคยเบื่อหน่ายสมัยเรียนหนังสือ

นักวิชาการท่านนี้ ไม่เพียงเป็นเจ้าของผลงานอันเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ครั้งกรุงเก่า อย่าง ‘พระศรีสรรเพชญ์ ไม่ถูกไฟเผาลอกทองตอนกรุงแตก’ รวมถึง ‘อโยธยา ก่อนสุโขทัย ต้นกำเนิดอยุธยา’ ที่เจ้าตัวยืนยันว่าได้รับแรงบันดาลใจเน้นๆ จาก ‘บูรพคณาจารย์’ ไม่ว่าจะเป็น จิตร ภูมิศักดิ์ นักคิดคนสำคัญ มานิต วัลลิโภดม อดีตข้าราชการกรมศิลปการ ธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร รวมถึง ศาสตราจารย์ พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม

หาใช่ใครอื่น

“ตัวเปเปอร์ (บทความ) หลักที่เป็นแรงผลักดันคืองานของอาจารย์ ที่ลงในสังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับพิเศษ เล่มอโยธยาฯ นี้ ผมเน้นการสำรวจและตีความเอกสาร และข้อจำกัดของการแปลความทางประวัติศาสตร์ศิลปะรุ่นหนึ่ง ว่าติดอะไร ซึ่งผมใช้ประเด็นที่ว่า เพราะนักโบราณคดี และนักประวัติศาสตร์ศิลปะติดเพดาน พ.ศ.1893 ถ้าทะลุเพดานปีนี้ไป จะเกิดอะไรขึ้น” รศ.ดร.รุ่งโรจน์ย้อนเล่า หลังเพิ่งเสร็จสิ้นการทำบุญอุทิศถวาย ศาสตราจารย์ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ‘ท่านอาจารย์’ เนื่องในวันครบ 21 ปีการสิ้นชีพิตักษัย

ครั้นเปิดประเด็นถึงข้อมูลพื้นฐานเรื่อง แม่หยัว ซึ่งวันนี้ทราบกันกว้างขวางแล้วว่า หาใช่ความหมายเดียวกับ แม่ยั่ว หากแต่มาจาก ‘แม่อยู่หัว’ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ให้ข้อมูลด้วยว่า

“ผู้ที่บอกว่า แม่หยัว มาจากคำว่า แม่อยู่หัว คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แต่เดิม มีพ่อเมือง ส่วนนางเมือง คือ ชายาเจ้าเมือง เพราะฉะนั้น เมื่อพ่ออยู่หัว คือพระเจ้าอยู่หัว แม่อยู่หัว ก็คือ พระเทวี อัครมเหสี”

และต่อไปนี้ คือมุมมองของนักประวัติศาสตร์ ที่ย้ำว่า

“พระราชพงศาวดาร คือวรรณคดียอพระเกียรติ

ประวัติศาสตร์ คือวรรณกรรมที่แต่งโดยผู้ชนะ”

⦁ แม่หยัว ใหม่ ดาวิกา ออกนาม ‘อโยธยา’ โดยสื่อความถึงอยุธยา ตามประวัติศาสตร์คือยังมีการตกค้างมาของชื่อนี้ในความทรงจำ?

คือจริงๆ แล้ว ชื่ออโยธยาในกรุงมันเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว แต่เอกสารที่อยู่นอกกรุง เช่นพวกจารึกที่พบในเขตนครสวรรค์ขึ้นไป ยังคุ้นชินกับการเรียกชื่อเก่า คือ อโยธยา หรือแม้กระทั่งตำนานที่แต่งขึ้นในแถบลำน้ำปิง ก็ยังเรียกอโยธยาอยู่ หรือในตำนานอุรังคธาตุ เรียกอโยธยา แต่ชื่อในกรุง เรียกอยุธยาแล้ว อย่างไรก็ตาม นักวิชาการกลุ่มกระแสหลัก ยังเชื่อว่า คำว่าอโยธยา ถูกใช้มาจนถึงช่วงเสียกรุงครั้งที่ 1 เพราะฉะนั้น เมื่อแม่หยัวในซีรีส์ ออกนาม อโยธยา ก็ถือว่าไม่ผิด

⦁ ไหนๆ ก็พูดถึงอโยธยา ช่วยย้อนเลคเชอร์ฉบับสั้น เกิน 8 บรรทัดได้เล็กน้อย?

ถามว่าตัวเมืองอโยธยาเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างน้อยปรากฏในพระไอยการลักษณะเบ็ดเสร็จ ราวปี 1776 ซึ่งระบุถึงพระราชาที่ทรงนามว่า รามาธิบดีแล้ว แม้ว่าหลักฐานในพระราชพงศาวดารเองไม่พูดถึงอโยธยา แต่มีหลักฐานในพระอัยการทั้งหลายที่พูดถึงการบริหารบ้านเมืองก่อน พ.ศ.1893 ซึ่งเป็นปีที่ถูกระบุว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) สถาปนากรุงศรีอยุธยา

สำหรับผู้ที่ชี้ว่าอโยธยาเป็นเมืองก่อนการสถาปนาอยุธยา และสมเด็จพระรามาธิบดีเสด็จมาจากที่นั่น คือรัชกาลที่ 5 และพระยาโบราณราชธานินทร์ แต่หลังจากที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเชื่อเรื่องสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 มาจากเมืองอู่ทอง การศึกษาเรื่องราวของอโยธยาก็เงียบหายไปเกือบ 30 ปี จนกระทั่งธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นฟื้นเรื่องอโยธยาขึ้น แล้วตามมาด้วยงานของอาจารย์มานิต วัลลิโภดม และจิตร ภูมิศักดิ์ ที่เป็นตัวปลุกว่าเมืองอโยธยาอยู่ฝั่งตะวันออกของลำน้ำป่าสัก คือบริเวณสถานีรถไฟอยุธยาในปัจจุบัน

สำหรับ อโยธยา กับ อยุธยาคือ สำนวนกวี ความหมายสื่อถึงเมืองของพระราม ผู้ครองเมืองจึงมีพระนามว่าสมเด็จพระรามาธิบดี

ชื่ออโยธยาที่หายไป เดิมศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ตีความว่าอโยธยาเป็นชื่อที่หลังจากเสียกรุงครั้งที่ 1 ไปแล้ว กลายเป็นชื่อไม่มงคล เพราะฉะนั้นพอสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช จากเมืองพระพิษณุโลกมาครองอยุธยา เลยเปลี่ยนชื่อจากอโยธยา เป็นอยุธยา แต่ประเด็นนี้มีข้อสงสัยว่าจริงๆ แล้ว เปลี่ยนเมื่อครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ย้ายศูนย์กลางจากฝั่งตะวันออกของลำน้ำป่าสักมาตั้งวังใหม่บริเวณหนองโสนหรือเปล่า เพราะในอัยการกฎหมายโบราณเรียกอยุธยาหมดเลย ที่สำคัญคือ ถ้ามันเปลี่ยนในรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชจริง สำเนียงที่เรียกกรุงศรีอยุธยาที่ปรากฏในหมิงสือลู่ในเอกสารก่อนหน้าเสียกรุงครั้งที่ 1 และเอกสารจีนหลังเสียกรุง การออกชื่ออยุธยาต้องเปลี่ยนไปด้วย แต่ปรากฏว่าไม่เปลี่ยน

เพราะฉะนั้น ส่วนตัวจึงเชื่อว่าอโยธยาเปลี่ยนตอนย้ายศูนย์กลางมาที่หนองโสน ดังนั้น อโยธยาจบไปตั้งแต่ตอนที่เกิดโรคระบาดแล้วย้ายเมือง

ทีนี้ การเมืองก่อนการเสียกรุงครั้งที่ 1 มีลักษณะ สามเส้า คือ สุพรรณ ชิงกับละโว้ ซึ่งการชิงกันครั้งเด็ดขาด เกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราชที่สามารถขจัดพวกวงศ์ละโว้ไปได้

ในขณะเดียวกัน พวกวงศ์พระร่วง ทางภาคกลางตอนบนเป็นคลื่นใต้น้ำ และลงมารับราชการที่อยุธยาอยู่เสมอ ที่สำคัญคือ พวกวงศ์พระร่วงกะดองญาติกับพวกวงศ์สุพรรณ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ขุนพิเรนทรเทพจะมาเกี่ยวกับพวกวงศ์สุพรรณ และก็ไม่ใช้เรื่องแปลกที่แม่หยัวซึ่งเป็นคนฝั่งละโว้จึงมาชิงอำนาจคืนกลับไปให้วงศ์ตัวเอง

⦁ ระหว่างซีรีส์แม่หยัว กับภาพยนตร์สุริโยทัย ในมุมนักประวัติศาสตร์ เวอร์ชั่นไหน เป๊ะกว่ากัน?

ยังไม่ได้ดูแม่หยัว เคยดูแต่สุริโยทัย อย่างไรก็ตาม โครงสร้างหลักตามประวัติศาสตร์ พูดถึงเรื่องการชิงกันระหว่าง 2 วงศ์ คือ สุพรรณกับละโว้ โดยท้ายสุด พวกวงศ์พระร่วงมาร่วมวงกับวงศ์สุพรรณด้วย

ท้าวศรีสุดาจันทร์ ปัญหาคือ เราไม่รู้ว่าหลังจากที่พระเธียรราชาขึ้นเสวยราชย์เป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแล้ว มีการแก้ประวัติศาสตร์กันมากน้อยเพียงใด ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า ศรีสุดาจันทร์ เป็นผู้แพ้ แน่นอนว่า พงศาวดารถูกเขียนโดยผู้ชนะ

แต่ถ้าศรีสุดาจันทร์ชนะ ประวัติศาสตร์ย่อมถูกเขียนโดยขุนวรวงศาธิราช ศรีสุดาจันทร์จะเป็นตัวเอกทันที เธอจะเป็นผู้เสียสละให้แก่วงศ์ละโว้ เป็นวีรสตรีที่กู้วงศ์ละโว้ แล้วสุริโยทัยจะเงียบไปเลย ศรีสุริโยทัยจะไม่ใช่นางเอก

สิ่งที่สร้างความชอบธรรมให้แก่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ คือบอกว่า ศรีสุดาจันทร์ เลว ความเลวสุดของผู้หญิงยุคนั้นคือ มีชู้ แล้วนี่ยังฆ่าผัว ฆ่าลูกอีก

⦁ ยุคนั้นแก้กันง่ายๆ มีหลักฐานอะไรให้เชื่อได้ว่าเป็นเช่นนั้น?

มันไม่ใช่เรื่องแปลก คำให้การชาวกรุงเก่าระบุเองว่าเมื่อขุนวรวงศาขึ้นเสวยราชย์ พระราชพงศาวดารเก่าๆ ถูกทิ้งน้ำหมด ความในพระราชพงศาวดาร จะเริ่มละเอียดตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระจักรพรรดิ ก่อนหน้านั้นคือ รัชกาลสมเด็จพระไชยราชาขึ้นไป จะขาดเป็นท่อนๆ เหตุการณ์จะเป็นปีๆ ไม่มีความละเอียด ในรัชกาลพระไชยราชาเองก็ไม่ได้มีความละเอียดอะไรมาก เอาง่ายๆ ว่าเรื่องพระไชยราชาขุดคลองลัดบางกอก ก็เป็นความทรงจำของคนอยุธยาตอนปลาย ไม่ได้เขียนขึ้นในสมัยพระไชยราชา แต่พอมาถึงสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิปุ๊บ มีดีเทลเยอะ ตั้งแต่การคล้องช้าง, พระเจ้าแปรเสด็จ, ตะเบงชเวตี้มา แม้กระทั่งพระศรีศิลป์จะก่อกบฏก็มีดีเทล

เพราะฉะนั้น คำให้การชาวกรุงเก่า ที่ว่าขุนวรวงศาเอาพงศาวดารไปถ่วงน้ำ ถือว่าพอมีมูล เพราะมันหายไปเลยจริงๆ แล้วถ้าไปดูมหาชาติคำหลวง บอกว่า พงศาวดารเริ่มตั้งแต่พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ จบที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ คือเล่มที่ 15 แสดงว่าเดิมมันต้องเยอะกว่านี้ ที่เหลืออยู่คือความสั้นๆ เท่านั้น

⦁ ประวัติศาสตร์ไทยยังมีประเด็นไหนน่าทำซีรีส์อีก นอกจากพระนเรศวร สุริโยทัย นายขนมต้ม ฯลฯ

ปริศนาทางประวัติศาสตร์ หนังจีนทำบ่อย เช่น รัชกาลพระเจ้าคังซี ทำไมทำนู่นทำนี่ เพราะมีบุคคลหนึ่งคอยช่วย หรืออาจจะตีความอีกมุมหนึ่งว่าจริงๆ แล้ว องค์ชายแปดเป็นคนดีแต่จักรพรรดิหย่งเจิ้นใส่ร้าย

โครงเหมือนเดิม แต่บิดท่อนหนึ่ง ตีความใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม กรณีของไทย เอกสารเรามันน้อย ไม่เหมือนจีน ที่มีเอกสารบันทึกเยอะ ประวัติศาสตร์บ้านเราพึ่งจากพระราชพงศาวดารเป็นส่วนใหญ่ ฐานข้อมูลที่จะใช้บิดซ้ายบิดขวา มีน้อย เดี๋ยวบิดแล้วจะโดนหาว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์ ซวยอีก

⦁ ประวัติศาสตร์ในรัชสมัยพระไชยราชา ส่วนตัวมีประเด็นไหนที่สนใจ นอกเหนือจากแม่หยัว หรือ ศรีสุริโยทัย?

เรื่องคลองขุดสมัยพระไชยราชา (คลองลัดบางกอก) ที่ไม่ได้ปรากฏหลักฐานในสมัยพระไชยราชา แต่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียมที่ชำระในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น กล่าวถึงเกียรติยศพระเจ้าเสือขุดคลองมหาไชย และอ้างครั้งแผ่นดินเก่าๆ ว่ามีใครทำอะไรไว้บ้าง โดยบอกว่า พระไชยราชาขุดคลองลัดบางกอก ซึ่งเดิมลำน้ำเข้าไปทางบางกอกน้อย คลองชักพระ คลองบางกอกใหญ่

คลองลัดบางกอกนี้ ขุดแล้วไม่ได้ใหญ่ทันที เข้าใจว่ามาใหญ่ตอนสมเด็จพระเจ้าปราสาททองขุดคลองอ้อม แถวเมืองนนท์ กระแสน้ำเลยเปลี่ยน ไหลพุ่งตรง พอพุ่งตรงปุ๊บ ลำน้ำเจ้าพระยาข้างวัดโพธิ์เลยกว้างขึ้น สมเด็จพระนารายณ์ จึงย้ายธนบุรีมาตั้งอยู่ตรงนี้เลย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่พระไชยราชาสวรรคตระหว่างทางกลับจากรบเชียงใหม่ โดยมีการปลงศพนอกเมือง เราเคยคิดหรือเปล่าว่ามันเป็นธรรมเนียมเรื่อง คนตายนอกเมือง ไม่เอาเข้าเมือง อย่างพญากือนา (กษัตริย์ล้านนา) ก็เช่นกัน คือไม่เชิญพระศพเข้าเมือง แม้กระทั่งพระสุริโยทัย มีการนำพระศพตั้งที่สวนหลวงสบสวรรค์ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ถือว่าอยู่ในเขตเมือง

⦁ คิดอย่างไรกับวาทะแนวๆ ที่ว่า ประวัติศาสตร์อยุธยา ไม่มีอะไรให้ศึกษาแล้ว?

หากเป็นเรื่องการขุดค้น ส่วนใหญ่ขุดเพื่อบูรณะ ไม่ได้ขุดเพื่อตอบคำถามที่ว่า คนอยุธยากินอยู่อย่างไร มีชีวิตอย่างไร เราไปขุดในโบสถ์นอกโบสถ์ แล้วจะตอบได้ไหม เราไม่เคยขุดหมู่กุฏิสงฆ์ว่าพระกินอยู่อย่างไร ที่สำคัญ ถ้ามองอยุธยาตอนต้นว่ามีแค่วงศ์เดียว โดยปราศจากวงศ์สุพรรณ นั่นจะเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักไป เพราะจริงๆ แล้วมี 2 วงศ์ที่ชิงอำนาจกันในช่วงต้นกรุงศรีอยุธยา คือละโว้และสุพรรณ โดยมีวงศ์พระร่วงเป็นคลื่นใต้น้ำ ถ้าทำความเข้าใจประเด็นนี้ จะมองภาพได้กว้างขึ้น

⦁ คนไทย งง ประวัติศาสตร์ไทย แล้วต่างชาติมี งง ไหม?

งง (ตอบทันที) ไทย งง จีนก็ งง ขนาดในอดีต ราชวงศ์หมิง ยังสับสนในบางช่วง เพราะจีนยึดตามตราโลโตกับเอกสารคำหับ ไม่ได้มาตามเช็กถึงที่ เมื่อทูตถือเอกสารไป เขาก็เชื่อ

จริงๆ แล้ว ยังมีข้อมูลที่เป็นจิ๊กซอว์จากเอกสารต่างชาติอีกเยอะ แต่ข้อจำกัดคือ การทำความเข้าใจภาษา เช่น เอกสารดัตช์ คุณต้องเรียนภาษาดัตช์ ที่สำคัญคือต้องมีทุนไปค้นคว้าจากหอจดหมายเหตุของเขาอีก แล้วไม่ใช่ว่าไปปุ๊บแล้วเจอปั๊บ แต่ต้องอ่าน ตรงนี้มันยังขาดการมองภาพของอยุธยาจากพ่อค้าต่างชาติ

ประวัติศาสตร์อยุธยาหลังเสียกรุงครั้งที่ 1 ต้องดูเอกสารฝรั่ง ส่วนก่อนเสียกรุงครั้งที่ 1 ยุคต้นอยุธยา และช่วงเวลาร่วมสมัยแม่หยัวศรีสุดาจันทร์ นอกจากดูเอกสารโปรตุเกส เราลืมเทียบขนบ ลืมสอบทานเอกสารรอบข้าง อย่างเขมร เชียงใหม่ ล้านช้าง และพม่า โดยเฉพาะล้านช้าง เพราะพระโพธิสาลราช และสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช ทรงส่งพระสาส์นมาเจรจาความกับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิด้วย แต่เรายังไม่ได้ศึกษาละเอียด

⦁ ถ้าย้อนเวลาได้ แบบซีรีส์ ‘อย่ากลับบ้าน’ อยากวนลูปประวัติศาสตร์ช่วงไหนของกรุงศรีอยุธยา?

ถ้าจะทำเรื่องอยุธยาต่ออย่างจริงจัง ผมสนใจการเปลี่ยนแปลงครั้งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ไม่ใช่แค่เพราะเคยทำประวัติศาสตร์อโยธยาและช่วงสมเด็จพระนครินทราธิราชไปแล้ว แต่เพราะถ้าขบประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแตก จะไขปริศนาในประวัติศาสตร์อยุธยาได้อีกหลายประการ รวมถึงถึงปมปัญหาในรัชกาลพระไชยราชาด้วย เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลายอย่างเป็นผลจากระบบกฎมณเทียรบาลที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางเอาไว้

ผมยังอยากรู้ว่า ที่กล่าวกันว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเป็นลูกเทวีจากสุโขทัย จริงหรือไม่ และที่ทรงยกวังเป็นวัด ใช่วัดพุทไธสวรรย์หรือเปล่า รวมถึงประเด็นที่ว่าทรงออกผนวชที่เมืองพิษณุโลก และเสด็จสวรรคตในผ้าเหลือง ก็ยังมีปัญหา เพราะพระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) สับสนท่อนนี้ ที่สำคัญคือ ทรงเป็นต้นเหตุในการชิงบัลลังก์ของสมเด็จพระไชยราชาหรือเปล่า เพราะทรงโปรดให้พระโอรสองค์โต คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 เป็นกษัตริย์ เมื่อสึกแล้ว ก็คืนพระราชบัลลังก์ให้ ปรากฏว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงชี้สมเด็จพระเชษฐาธิราชเป็นพระอุปราช ดังนั้น เมื่อสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 สวรรคต พระเชษฐาธิราชจึงขึ้นเป็นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ปัญหาคือพระโอรสของสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร) หรือเปล่า

และพระไชยราชาอาจเป็นโอรสของพระรามาธิบดีที่ 2 หรือไม่ ปัญหาคือ พระไชยราชานั้น ในแผ่นดินหน่อพุทธางกูร ทรงเสวยราชย์อยู่ที่พิษณุโลกแล้ว ก็เหมือนเป็นแคนดิเดต ฉันอยู่ตรงนี้ ฉันต้องขึ้นเป็นกษัตริย์ อยู่ดีๆ ทำไมปล่อยให้สมเด็จพระรัษฎาธิราชขึ้น เพราะฉะนั้นพระไชยราชาก็ต้องไม่ยอม

⦁ ทำไมไม่อยากย้อนไปในช่วงกรุงแตกเพื่อไปดูให้เห็นกับตาว่า พม่า เผา หรือ ไม่เผาลอกทองพระศรีสรรเพชญ์?

เดี๋ยวร้อน (หัวเราะ) ล่าสุด ผมย้อนดูละครเรื่องฟ้าใหม่ จากบทประพันธ์ของคุณศุภร บุนนาค ย้อนหลัง มีตอนเผาพระศรีสรรเพชญ์จนทองไหลย้อยลงมา ในความเป็นจริง การจะเผาให้ทองย้อยลงมาได้ ต้องใช้ความร้อนสูงมาก แค่คบไฟ ทำไม่ได้ และถ้าทำได้ขนาดนั้น ผนังวิหารพระศรีสรรเพชญ์ต้องมีลักษณะเหมือนเคลือบแก้ว แต่หลักฐานไม่ปรากฏเช่นนั้น สรุปคือ ผมมั่นใจในข้อเสนอของตัวเองว่า พม่าไม่ได้เผาลอกทอง เลยไม่จำเป็นย้อนไปดู

⦁ แล้วในฐานะเจ้าของผลงาน ‘อโยธยาก่อนสุโขทัย’ ไม่อยากย้อนไปครั้งอโยธยา คุยพระเจ้าสายน้ำผึ้ง พระนางสร้อยดอกหมาก?

อันนั้นเป็นตำนาน เป็นตัวละครเชิงสัญลักษณ์ เพราะเจ้าชายสายน้ำผึ้งกับเรื่องพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ มันเป็นพล็อตที่ซ้ำกัน ปัญหาคือ ตกลงใครกันแน่ที่ไปเมืองจีน ถ้าย้อนไปได้จริงๆ จะถามเจ้าขุนมูลนายสมัยอโยธยา แล้วบอกท่านว่า รู้ไหม สมัยนี้เขาบอกอโยธยาไม่มีจริง แล้วดูว่าท่านจะโกรธไหม (หัวเราะ)

⦁ นักประวัติศาสตร์ ดูละครอิงประวัติศาสตร์แล้วอินไหม ตากระตุกไหม ว่า อันนั้นไม่ใช่ อันนี้ไม่ใช่?

ละคร คือความบันเทิง มันไม่ใช่งานวิชาการ ดูหนัง ก็ดูให้สนุก ดูการแปลความในมุมความบันเทิง แง่ดี คือทำให้คนตื่นตัว บางทีขี้เกียจอ่านหนังสือ แต่อาจทำให้คนไทยมองภาพประวัติศาสตร์ตามหนัง ตามละครก็มี ต้องระวัง ตัวละครที่ไม่มีจริง เกิดมีตัวตนในความรับรู้ ความทรงจำของคนขึ้นมา สุดท้ายมีดราม่าอีก

⦁ ถ้ากลับไปกระซิบอาลักษณ์ครั้งกรุงเก่าได้ ประวัติศาสตร์ช่วงไหน รายละเอียดใดที่จะไปย้ำว่า ต้องบันทึกไว้ ไม่ให้หลุด!

ขอกระซิบขุนวรวงศาแทน ว่าอย่างน้อยพงศาวดารที่ว่าด้วยเรื่องกรุงอโยธยา ก่อนสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ช่วยเก็บไว้สักเล่มสองเล่มได้ไหม อย่าเอาไปถ่วงน้ำ (หัวเราะ)

⦁ คำถามสุดท้าย แม้ประวัติศาสตร์ ไม่มี ‘ถ้า’ แต่อยากถามว่า ถ้าศรีสุดาจันทร์ชนะ จะส่งผลอย่างไร?

วงศ์สุพรรณเหี้ยนเตียนแน่ ขุนวรวงศาธิราชคงจะเคลียร์หัวเมืองฝ่ายเหนือ (สุโขทัยเดิม) เมื่อวงศ์ละโว้ขึ้นมาคงจะไม่ปล่อยให้วงศ์สุพรรณลอยนวล ดังนั้นจะต้องมีการสลายขั้วอำนาจเดิม ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่แค่เชื้อพระวงศ์เท่านั้น มันต้องรวมไปถึงขุนนางผู้ภักดี อย่างน้อยต้องมีการสำเร็จโทษเจ้านายฟากสุพรรณ

หัวเมืองฝ่ายเหนือหรือพวกสุโขทัยเดิม คงจะถูกควบคุมมากยิ่งขึ้นเพราะตอนที่ขุนวรวงศาธิราชยังมีพระชนม์ชีพ ก็เริ่มให้ 7 พระยาหัวเมืองเหนือมาเฝ้าเเล้ว

ส่วนพระราชพงศาวดารจะต้องมีการแก้ใหม่ สมเด็จพระไชยราชาธิราช จะกลายเป็นตัวร้าย และวงศ์ละโว้น่าจะฟื้นวัฒนธรรมเขมรมาใช้แทนวัฒนธรรมไท-ลาวของวงศ์สุพรรณภูมิ

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร – เรื่อง
วรพงษ์ เจริญผล – ภาพ