ลด สืบ ดัก ‘เขตมลพิษต่ำ’ แห่งมหานคร เมื่อเมืองหลวงตีวงล้อม‘ฝุ่น’

13.11.24 | 12:41 น.

กลับมาอีกครั้ง ไม่ต่างจากทุกปี 

ทันทีที่เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล จากร้อนไปหนาว เจ้าฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ปรากฏตัวให้เห็นเต็มตา 

หลัง กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศว่าประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แม้จะเพิ่มความฟิน ชาวภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้สัมผัสอากาศเย็นฉ่ำ ต่ำกว่า 23 องศาเซลเซียส ส่วนคนกรุง ชาวภาคกลางและตะวันออกเอง ก็ไม่ต้องอาบเหงื่อ 

แต่เพราะความกดอากาศที่สูงขึ้น จากการคายความร้อนของพื้นดินอย่างรวดเร็ว ซ้ำยังลอยตัวไม่ได้ ทำให้อากาศปิดเหมือนฝาชีที่ครอบไว้ 

Advertisement

เมื่อชั้นบรรยากาศไม่ไหลเวียน บวกกับความที่ลมสงบ การถ่ายเททางอากาศไม่โฟลว์ ฝุ่นละอองทั้งหมอก ควัน จึงถูกกักไว้บนฟ้า ไม่ไปไหน 

วนกลับมาให้เราสูดหายใจเอาฝุ่นพิษนั้น เข้าปอดจังๆ

รถบรรทุกควันดำ ห้ามวิ่งเข้าเมือง

จูงใจคลีนไส้กรองวอนประชาชนช่วย

เห็นทีไม่นิ่งเฉย จันทร์แรกของต้นเดือนพฤศจิกาฯ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นัดประชุม ซักซ้อมแนวทางการดำเนินมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่สำนักสิ่งแวดล้อม อาคารสำนักการโยธา 

เรียกถกทั้ง พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนฯ ทั้ง ชาตรี วัฒนเขจร รองปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการจราจรและขนส่ง ตลอดจนสำนักเทศกิจ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้บริหารเขต 22 เขต เข้าร่วมประชุมพร้อมหน้า 

ชัชชาติย้ำว่า การห้ามรถบรรทุกวิ่งแต่ก่อนเป็นการห้ามตามช่วงเวลา แต่ครั้งนี้เราห้ามวงใหญ่ขึ้น และห้ามเฉพาะรถที่เราคิดว่าปล่อยมลพิษ 

รายใดทําดีอยู่ก็ยังวิ่งได้ เป็นคนละรูปแบบกัน รูปแบบนี้จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนมาเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ดูแลเครื่องยนต์ ปรับเปลี่ยนคุณภาพเครื่องยนต์ให้ดีขึ้น

ผู้ว่าฯออกตัวว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับประชาชนทั่วไป เกี่ยวเฉพาะกับผู้ประกอบการ เพราะผู้ประกอบการเอง ก็มีหน้าที่ต้องทําตามกฎหมายหลายเรื่องอยู่แล้ว เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่เพิ่มเข้ามา

สําหรับประชาชนทั่วไป ขอฝากไว้ 2 เรื่อง คือ 1.เรื่องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองน้ำมันเครื่องของตัวเองให้ดี 

คงต้องดูแลทั้งหมด ไม่ใช่รถดีเซลอย่างเดียว รถเบนซินก็มีผลที่อาจจะปล่อยสารออกมาแล้วจะไปพัฒนาปฏิกิริยาเกิดเป็น PM2.5 ได้ 

เรื่องที่ 2 คือ Work From Home โดยสามารถเข้ามาเป็นเครือข่ายของเรา ปัจจุบันมีเครือข่ายอยู่ประมาณ 50,000 กว่าคน ถ้าเราประกาศ Work From Home ก็อาจจะลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว อยู่กับบ้าน ทํางานจากบ้าน หรือว่าใช้รถสาธารณะที่ไม่ปล่อยมลพิษชัชชาติอ้อนคนกรุง

กทม.ตีวงเข้ม 

กำหนดเขตมลพิษต่ำ

สำหรับ มาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น

วัดจากค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM2.5 ถ้ามี 5 เขตหรือมากกว่านั้น อยู่ในระดับสีแดง หรือจากการพยากรณ์ล่วงหน้า 2 วัน 

ส่วนระดับสีส้ม มากกว่า 15 เขต หรืออัตราการระบายอากาศ (VR) ต้องน้อยกว่า 3,000 ตารางเมตรต่อวินาที

หากเข้าเกณฑ์ดังกล่าว กทม.จะพิจารณาออกประกาศ เรื่อง การห้ามรถบรรทุกเข้าพื้นที่วงแหวนรัชดาภิเษก ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด (ประกาศล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง) ซึ่งจะส่งผลให้ รถบรรทุกไม่สามารถเข้าพื้นที่วงแหวนรัชดาภิเษกได้เป็นเวลา 3 วันเต็มๆ 

แต่สุดท้าย ถ้าค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะแผ่วลง จะพิจารณาออกประกาศห้ามรถประเภทอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย 

โดยบังคับใช้พื้นที่วงแหวนรัชดาภิเษก ด้านในแนวถนน 9 เขต ได้แก่ เขตดุสิต เขตพญาไท เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 

เขตสัมพันธวงศ์ เขตคลองสาน เขตสาทร เขตปทุมวัน และเขตบางรัก และแนวถนนผ่าน 13 เขต (31 แขวง) ได้แก่ เขตบางซื่อ (วงศ์สว่าง) เขตจตุจักร (จตุจักร, ลาดยาว, จันทรเกษม, จอมพล) เขตห้วยขวาง (ห้วยขวาง, สามเสนนอก, บางกะปิ) เขตดินแดง (ดินแดง, รัชดาภิเษก)

เขตราชเทวี (มักกะสัน) เขตวัฒนา (คลองเตยเหนือ) เขตคลองเตย (คลองเตย) เขตยานนาวา (ช่องนนทรี, บางโพงพาง) เขตบางคอแหลม (บางคอแหลม, บางโคล่) เขตธนบุรี (ดาวคะนอง, สำเหร่, บุคคโล, ตลาดพลู) เขตบางกอกใหญ่ (วัดท่าพระ) เขตบางกอกน้อย (บางขุนนนท์, อรุณอมรินทร์, บางขุนศรี, บ้านช่างหล่อ, ศิริราช) และเขตบางพลัด (บางพลัด, บางบำหรุ, บางอ้อ, บางยี่ขัน)

ไม้ตายสุดท้ายของสุดท้าย หากสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ยังไม่ดีขึ้น ก็จะยกระดับมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเพิ่มเติมอีก

เล็งไว้ว่าจะบังคับใช้พื้นที่วงแหวนกาญจนาภิเษก วัดจากค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM2.5 อยู่ในระดับสีแดง 10 เขต หรือจากการพยากรณ์ล่วงหน้า 2 วัน ค่าฝุ่นละออง PM2.5 ระดับสีแดง มากกว่า 10 เขต หรือระดับสีส้ม มากกว่า 25 เขต

สำหรับรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป (ยกเว้นรถประเภท EV, NGV, Euro5-6) ที่ต้องวิ่งในพื้นที่เขตมลพิษต่ำ ในพื้นที่กรุงเทพฯนั้น ผู้ประกอบการสามารถนำรถบรรทุกเข้ากระบวนการบำรุงรักษาได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนไส้กรองอากาศ ติดตั้งตัวกรองอนุภาคไอเสียดีเซล (DPF) ในระหว่างวันที่ 1 ..67 เป็นต้นไป

จากนั้นแนะนำให้ลงทะเบียน กรอกแบบฟอร์มบัญชีสีเขียวประกอบการขอยกเว้นมาตรการเขตมลพิษต่ำในพื้นที่ กทม. 

หลังผ่านกระบวนการบำรุงรักษาเรียบร้อยแล้ว เข้าไปแนบหลักฐานและกรอกข้อมูล ผ่านทาง Google Form ตาม QR code นี้

ตั้งแต่วันที่ 1 ..67 เป็นต้นไป หรือจะต่อสายตรง ติดต่อกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม โทร 0-2203-2951 ก็ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม รถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปที่ได้รับการยกเว้น ทาง กทม.ก็ได้ฝากขอความร่วมมือ ลงทะเบียนบัญชีสีเขียวด้วยเช่นกัน เพื่อความสะดวกรวดเร็วต่อการกวดขันและตรวจสอบ

สกัดฝุ่นทุกทาง

แอดมาตรการเพิ่มเพียบ

นอกจาก รถบรรทุกที่เป็นปัจจัยสำคัญ ในการปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศ 

เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่คาดเดาได้ยาก ผู้บริหาร กทม.ยังลิสต์มาตรการเพิ่มเติมไว้อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น

1.โครงการรถคันนี้ลดฝุ่น ปี 2568

นับเป็นการต่อยอดโครงการ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในช่วงเดือน ..67-..68 หลังพิสูจน์มาแล้วว่าช่วยได้ โดยขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดมลพิษทางอากาศจากยานพาหนะ โดยตั้งเป้าหมายรถเข้าร่วมโครงการไว้ 500,000 คัน 

จากผลลัพธ์ตลอดปีนี้ มีรถยนต์เข้าร่วมโครงการ โดยสมัครใจช่วยกันเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรอง มากถึง 265,130 คัน 

ซึ่งเมื่อวัดออกมาเป็นตัวเลข ก็เรียกได้ว่าช่วยลด PM2.5 จากการจราจร ได้ถึง 13.26%

2.มาตรการ Work From Home

เมื่อค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับสีแดง 5 เขต ต่อเนื่อง 2 วัน ทาง กทม.ขอความร่วมมือภาคีเครือข่าย WFH ให้เจ้าหน้าที่หรือพนักงานปฏิบัติงานในที่พัก เพื่อลดปริมาณการจราจรและผลกระทบต่อสุขภาพ 

เมื่อปีที่แล้วมีหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ลงทะเบียนร่วมเป็นเครือข่าย Work From Home กับ กทม.กว่า 151 หน่วยงาน มากกว่า 60,000 คน คือจำนวนบุคลากรที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดฝุ่น สำหรับหน่วยงานหรือองค์กรที่สนใจ สามารถเข้ามาร่วมเป็นเครือข่าย โดยลงทะเบียนเพิ่มเติมได้ตามลิงก์ https://bit.ly/3Nn25nR?r=qr หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร 0-2203-2951

3.การให้บริการยืมรถอัดฟาง เพื่อลดการเผาในภาคการเกษตรโดยปรับลดเงื่อนไขการยืมรถอัดฟางในส่วนของผู้ยืม และการยกเว้นค้ำประกัน

4.โครงการนักสืบฝุ่น โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อศึกษาแหล่งที่มาของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ กทม. และสนับสนุนการกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5

5.การจัดทำห้องปลอดฝุ่นและธงคุณภาพอากาศในโรงเรียนสังกัด กทม. เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และป้องกันสุขภาพอนามัยของนักเรียนและบุคลากร

6.การเปิดให้บริการคลินิกมลพิษทางอากาศในโรงพยาบาลสังกัด กทม. 8 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ โรงพยาบาลสิรินธร โรงพยาบาลราชพิพัฒน์  โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินธฺโร อุทิศ โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ และโรงพยาบาลนคราภิบาล ซึ่งประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้

ลดเผาเห็นผลจริง

ทุกภาคส่วนเข้มข้น 100%

จากที่ได้ดำเนินการอย่างเข้มข้นในมาตรการควบคุมฝุ่นในปี 2567 พบว่าสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

ธีระพงษ์ วิมลจิตรานนท์ ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ เอ่ยปากถึงผลลัพธ์ที่ปรากฏต่อสายตา 

โดยในปี 2568 จึงมีแผนเพิ่มความเข้มข้น ในการดำเนินการ 3 พื้นที่หลัก ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว ได้แก่

การจัดการเขตพื้นที่ป่าควบคุมพื้นที่เผาไหม้ป่า พุ่งเป้าลดความรุนแรงลง 25% ในส่วนเขตพื้นที่การเกษตรควบคุมพื้นที่เผาไหม้จากการเผา พืชผลทางการเกษตร ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน ตั้งเป้าลดลง 10-30% และเขตพื้นที่เมืองรวมถึงกรุงเทพฯ เพิ่มความเข้มข้น 100% ในการควบคุมภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์

ในส่วนของกระทรวงพลังงาน ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้ประสานกับผู้ประกอบการ ผู้ค้าน้ำมัน ในการให้ส่วนลดในการให้บริการตรวจเช็กเครื่องยนต์ เปลี่ยนไส้กรอง เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ให้สูงสุดถึง 40% ซึ่งหวังอย่างยิ่งว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระทางมลพิษได้ พร้อมทั้งยังขอแรงให้ประชาชน หันมาช่วยกันดูแลเครื่องยนต์ให้สะอาด และร่วมมาตรการลดฝุ่น PM2.5 ไปพร้อมๆ กัน 

ในฝั่งของผู้ว่าฯกทม. ชัชชาติคาดว่า เมื่อถึงปีหน้าฟ้าใหม่ เดือนมกราคมจะเป็นเดือนฝุ่นหนักแน่ๆ 

จึงได้เตรียมกล้อง CCTV เอาไว้แล้วถึง 257 ตัว จ้องบันทึกทะเบียนของรถบรรทุกที่ฝ่าฝืน พร้อมบทลงโทษทั้งแจ้งความ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งจำและปรับ 

รวมไปถึงเตรียมมาตรการตั้งด่านบูรณาการ 14 จุด จับมือกับสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงตรวจตามไซต์ก่อสร้าง สถานประกอบการ รวมถึงอู่รถเมล์ ด้วย

เชื่อว่ามาตรการนี้จะเป็นมาตรการในเชิงบวก ที่ทำให้เรามีคุณภาพอากาศที่ดีขึ้น ไม่ได้เป็นการปูพรม

คนที่ทำดีปล่อยมลพิษน้อย ยังสามารถประกอบการในช่วงสภาวะวิกฤตได้ หากห้ามทุกคัน คนที่ทำดีก็จะโดนลงโทษไปด้วยชัชชาติกล่าว

ศศวัชร์ คมนียวนิช