สยามประเทศ
“ต้นทาง” ประเทศไทย
“เชื้อชาติ” เหลวไหล ไม่มีจริง
เรื่องราวในประวัติศาสตร์ไทยสมัยก่อนการสร้างพระนครศรีอยุธยา ถ้ามองกันตามความก้าวหน้าของแนวความคิด ทฤษฎี เทคนิค และวิธีค้นคว้า ตามหลักวิจัยในวิชาสังคมศาสตร์แล้ว เป็นเรื่องราวที่ล้าสมัย สร้างขึ้นจากหลักฐานที่มีไม่เพียงพอ แต่ว่าตีความหมายเกินเลยไปตามความลำเอียงและแนวการศึกษาที่แคบ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ของผู้ที่เรียกว่านักประวัติศาสตร์ในสมัยก่อน
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะนักประวัติศาสตร์เหล่านั้นท่านเอาแนวความคิดในเรื่อง ‘เชื้อชาติ’ เข้าไปปะปนกับเรื่อง ‘วัฒนธรรม’
ปัจจุบันความเชื่อในเรื่อง ‘เชื้อชาติ’ นั้น นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เห็นพ้องกันแล้วว่า เป็นความเชื่อที่เหลวไหล พิสูจน์อะไรไม่ได้ แต่มีผลทำให้เกิดความขัดแย้งกีดกันและฆ่าฟันกันในสังคมของมนุษย์ ดังเช่นพวกเยอรมันสมัยนาซีทารุณและฆ่าฟันพวกยิว เป็นต้น
เพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงใคร่เสนอว่า พวกเราซึ่งเป็นนักศึกษาที่ใฝ่หาข้อเท็จจริง ควรจะหันมามองประวัติศาสตร์ไทยกันใหม่ และเริ่มทำการค้นคว้าวิจัยกันใหม่หรือยัง?
การนำเชื้อชาติเข้ามาปะปนกับเรื่องวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์ไทยนั้น พอจะแยกปัญหาออกมาเป็น 4 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกัน และแต่ละเรื่องก็มีความเกี่ยวเนื่องกันดังต่อไปนี้
1. เรื่องการอพยพของชนชาติไทยจากดินแดนประเทศจีน ลงสู่ดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน
2. เรื่องประชาชนที่อยู่ในดินแดนประเทศไทย ก่อนที่ชนชาติไทยจะอพยพลงมาเป็นชนชาติมอญและเขมร
3. เรื่องการก่อตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของชนชาติไทยในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน
4. เรื่องพระเจ้าอู่ทองหรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 อพยพผู้คนหนีโรคระบาดจากเมืองอู่ทองมาสร้างพระนครศรีอยุธยา
ปัญหาทั้ง 4 เรื่องนี้ สองเรื่องแรกเป็นสาเหตุที่นำเอา ‘ความเชื่อในเรื่องเชื้อชาติ’ เข้ามาปนกับ ‘วัฒนธรรม’
ส่วนสองเรื่องหลังเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากสองเรื่องแรก
[ข้อความตอนต้นของบทความเรื่อง ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ของ ศรีศักร วัลลิโภดม พิมพ์ครั้งแรกใน นภศูล เอกสารวิชาการของชุมนุมศึกษาวัฒนธรรม–โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับที่ 1 ปีการศึกษา 2514]
ศรีศักร วัลลิโภดม นำสำรวจแหล่งโบราณคดีสยามประเทศ (ด้านขวา) ธิดา สาระยา และประยูร อุลุชาฎะ (น. ณ ปากน้ำ) ที่วัดพ่อตา–วัดลูกเขย บนภูพระบาท อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี ราว พ.ศ. 2521
หนังสือ
กำเนิดสยามประเทศ รวมบทความจากการทำงานของ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม
ราคา 690 บาท รวมราคาส่ง 765 บาท
สั่งซื้อได้ที่เพจสำนักพิมพ์ศิษย์ศรีศักร
ก่อนจะมาเป็นหนังสือ
กำเนิดสยามประเทศ
วลัยลักษณ์ ทรงศริ บรรณาธิการ

“ปราชญ์สยาม” สองพ่อลูกที่สบรวก (บริเวณลำน้ำรวกไหลลงแม่น้ำโขง) อ. เชียงแสน จ. เชียงราย
ศรีศักร วัลลิโภดม (ใส่แว่น) มานิต วัลลิโภดม (ไม่ใส่แว่น)
คติการทำงานตลอดชีวิตของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม คงได้รับการถ่ายทอดปลูกฝังมาจากอาจารย์มานิต วัลลิโภดม ผู้เป็นพ่อ ซึ่งทำงานด้านโบราณคดี ศึกษาประวัติศาสตร์ตำนานท้องถิ่นต่างๆ ด้วยการออกไปทำงานในพื้นที่เมืองโบราณสำคัญหลายแห่ง ในยุคเริ่มแรกของการมีหน่วยราชการในระดับกรม กอง ที่ก่อร่างสร้างตัว สืบเนื่องมาจากงานศึกษาและรวบรวมข้อมูลของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อดีตเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในยุคปรับเปลี่ยนระบบบริหารราชการแผ่นดิน จากการควบคุมหัวเมืองระดับต่างๆ มาเป็นการบริหารราชการแบบมณฑลเทศาภิบาล

“หนังสือ ‘กำเนิดสยามประเทศ’ ของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม
คือการอรรถาธิบายที่นำเอาช่วงเวลาสำคัญในการก่อกำเนิดบ้านเมือง ที่เรียกว่า ‘สยามประเทศ’ หรือ ‘ประเทศสยาม หรือ ประเทศไทย’ ในกาลต่อมา
อันเป็นรากฐานของการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของประเทศเรา
ซึ่งยังมีปัญหาควรใส่ใจ และแก้ไขอยู่เสมอ”
เมื่อยุคสมัยสืบต่อจากช่วงเวลาข้างต้น มีการจัดการดูแลโบราณสถานต่างๆ ทั่วประเทศในระยะเริ่มแรก อาจารย์มานิต วัลลิโภดม เป็นข้าราชการที่ออกไปทำางานในพื้นที่ หลายคราวที่อาจารย์ศรี
ศักร วัลลิโภดม ติดตามไปด้วย จึงได้ศึกษาเรียนรู้แบบนอกระบบ นอกห้องเรียน จากวรรณคดี นิราศ ตำนานต่างๆ ที่เคยอ่านให้ผู้ใหญ่ฟัง นำมาสู่การเปรียบเทียบกับสถานที่ด้วยการเดินทางเป็นหัวใจสำคัญ
จนถึงทุกวันนี้ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม อายุย่างเข้า 86 ปี (พ.ศ. 2567) ท่านยังคงเดินทางเสมอเมื่อร่างกายพร้อม ไปทบทวนพื้นที่เพื่อมุมมองใหม่ๆ ผสมผสานกับต้นทุนที่เดินทางและทำงานมาทั้งชีวิต อาจารย์ศรีศักรจึงยังคงขบคิดสร้างงานเนื้อหาที่คมคายสำหรับคนรุ่นใหม่ผู้ห่างไปจากการอ่านบทความของอาจารย์มาเป็นระยะเวลาพอสมควร ด้วยการสนทนาเล่าเรื่องเผยแพร่กันทุกอาทิตย์ในรายการสนทนาออนไลน์
เมื่อทบทวนและทอดตามองย้อนกลับไปในช่วงเวลาเกือบหกสิบปีที่ผ่านมา อาจารย์ศรีศักรกลั่นบทความจำนวนมาก จากการเดินทางประสบการณ์เรียนรู้ดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งการศึกษาในระบบโดยการฝึกฝนศึกษาพื้นฐานสังคมของมนุษย์และโครงสร้างของสังคมมนุษย์ในวิชามานุษยวิทยา ลงพิมพ์เผยแพร่สม่ำเสมอในวารสารหลักๆ คือ วารสารเมืองโบราณ และได้รับการสนับสนุนมาโดยตลอดจากคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ และครอบครัววิริยะพันธุ์ ในกาลต่อมา
บทความจำนวนมากเหล่านี้ เป็นบทความบุกเบิกในช่วงเริ่มแรกของงานศึกษาทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบของเมืองไทยอย่างแท้จริง ผ่านการตั้งข้อสังเกต ตั้งคำถามอย่างเหนือชั้น แตกต่างไปจากบุคคลร่วมสมัย ทำให้งานของอาจารย์ศรีศักรในภาพรวมถือเป็นงานระดับเสาหลักของแวดวงประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย
บทความจำนวนมากเหล่านี้ เป็นบทความบุกเบิกในช่วงเริ่มแรกของงานศึกษาทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบของเมืองไทยอย่างแท้จริง ผ่านการตั้งข้อสังเกต ตั้งคำถามอย่างเหนือชั้น แตกต่างไปจากบุคคลร่วมสมัย ทำให้งานของอาจารย์ศรีศักร ในภาพรวม ถือเป็นงานระดับเสาหลักของ แวดวงประวัติศาสตร์ และโบราณคดีไทย
ในช่วงแรกเริ่มก่อน พ.ศ. 2510 ซึ่งงานศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีประเทศไทย ยังตกอยู่ในวงล้อมของแนวคิดที่มีอิทธิพลจากนักวิชาการในสังคมยุคอาณานิคมและหลังอาณานิคม เน้นการศึกษาจากจารึก ตำนาน พงศาวดาร และงานประวัติศาสตร์ศิลปะ นำมาตีความทันทีโดยไม่ตรวจสอบบริบทแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ สภาพภูมิศาสตร์ และสังคมวัฒนธรรมที่ยังคงมีหลักฐานประจักษ์อยู่ไม่น้อย ความขัดแย้งทางวิชาการของผู้คนต่างยุคสมัย ต่างระบบวิธีคิด จึงเกิดขึ้นอย่างชัดเจน และอาจารย์ศรีศักรตกอยู่ในวงล้อมดังกล่าว จนเมื่อก้าวออกมาสู่พื้นที่กว้าง ใช้เวลาศึกษาแบบตลอดชีวิตสำรวจไปทุกทิศในประเทศไทยและประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง จนตกผลึกเขียนบทความขนาดยาว ขนาดสั้น เป็นบันทึกการศึกษาและวิเคราะห์ในภาพรวมเป็นแนวทางให้เหล่านักศึกษาหรือลูกศิษย์ผู้เดินตามแนวรอยทาง ได้ทำงานขยับขยายความเข้าใจในพื้นที่ท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ
ในฐานะบรรณาธิการหนังสือรวมบทความของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมที่มีโอกาสร่วมทำงานกับอาจารย์มาเป็นเวลาพอสมควร ได้พิจารณาเนื้อหาบทความต่างๆ ผ่านช่วงเวลาการทำงานอย่างยาวนานทั้งหมดแล้ว ก็อยากจะจัดระบบนำเสนอผลงานของอาจารย์ศรีศักรเป็นชุดหนังสือเพื่อการเรียนรู้และใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาอ้างอิง
โดยเริ่มต้นจากการรวมบทความในแนวคิดที่ใช้เป็นชื่อหนังสือเล่มแรกด้วยคือ ‘กำเนิดสยามประเทศ’
เพราะเป็นหัวใจหลักของการศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศไทยมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มการเรียนการสอนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ที่ยังมีข้อถกเถียงและความไม่แน่ใจ ไปจนถึงไม่สามารถเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ให้สมเหตุสมผลไปในทิศทางเดียวกันได้
จึงจะขอเริ่มต้นผลงานชั่วชีวิตของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ด้วยการนำเสนอบทความทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี จากการย้อนกลับไปสำรวจข้อมูลที่อาจารย์ศรีศักรทบทวนมาอีกทีเรื่อง ‘ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย’ พิมพ์ครั้งแรกเพื่อนักศึกษาใน ‘วารสารนภศูล’ ของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ใน พ.ศ. 2514
จากนั้นจึงเป็นกลุ่มบทความเกี่ยวกับการศึกษาภูมิศาสตร์ที่ตั้งของเมืองโบราณต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งถือเป็นแนวทางที่อาจารย์ศรีศักรพัฒนาให้เป็นทั้งเครื่องมือและแนวคิดในการศึกษาทางประวัติศาสตร์สังคมและโบราณคดี ในชื่อ ‘ภูมิวัฒนธรรม’ ซึ่งไม่เพียงแต่ศึกษาทางด้านเนื้อหาที่จับต้องได้เป็นรูปธรรม เช่น ภูมิศาสตร์และโบราณวัตถุสถาน แต่ยังลงในรายละเอียดไปถึงโครงสร้างทางสังคมในระดับต่างๆตั้งแต่รากฐาน จนถึงระดับเมือง และรัฐที่มีความสัมพันธ์กัน โดยมีสังคมวัฒนธรรมของมนุษย์เป็นพื้นที่รองรับ ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ที่สามารถอธิบายพัฒนาการของบ้านเมืองตั้งแต่ยุคแรกเริ่มในประเทศไทยได้อย่างเห็นภาพและสมเหตุสมผล
ลำดับต่อมาคือการจัดกลุ่มตามพัฒนาการของบ้านเมืองในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา จากร่องรอยของบ้านเมืองที่กำลังจะก่อเกิดอาณาบริเวณที่เรียกว่า ‘สยามเทศะ’ ซึ่งมีพื้นฐานของสังคมบ้านเมืองแตกต่างไปจากกัมพูชาเทศะ มหาจามปา หรือพุกามในราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 โดยจัดเรียงจากช่วงเวลาเริ่มก่อกำเนิดความเป็นสยามประเทศ แล้วไล่เรียงจากบ้านเมืองทั้งทางฝั่งตะวันตกไปทางฝั่งตะวันออกของดินดอนสามเหลี่ยมลุ่มเจ้าพระยา [Chao Phraya Delta]
จากนั้นจึงจัดเรียงกลุ่มการศึกษาตั้งแต่พื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง กลุ่มสหพันธรัฐสยามที่รวมเอาสุพรรณภูมิ สุโขทัย นครศรีธรรมราช เมืองรุ่นใหม่ที่เพชรบุรีและราชบุรี ซึ่งเป็นเมืองคู่ในยุคนั้น
แทรกด้วยบทความที่อธิบายอย่างละเอียดว่า ทำไมจึงไม่สามารถยอมรับแนวคิดเรื่องอำนาจทางการเมืองของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่มีเหนือบ้านเมืองในลุ่มเจ้าพระยาในช่วงเวลาก่อกำเนิดสยามประเทศ
ในแต่ละกลุ่มการนำเสนอบทความของอาจารย์ศรีศักรจากเก่ามาใหม่ จะได้เห็นแนวคิดและพัฒนาการของงานเขียน การศึกษาที่มีลำดับขั้นตอน และแนวทางรายละเอียดตามช่วงเวลาก่อนหลังอย่างชัดเจน
จากนั้นจึงอธิบายถึงนครรัฐในกลุ่มที่ทางจดหมายเหตุจีนเรียกว่า ‘เจนลีฟู’ ทั้งทางสุพรรณไปจนถึงเมืองแพรกศรีราชา ส่วนกลุ่มทางฟากตะวันออกที่เรียกว่า ‘ละโว้’ ก็ทำให้เห็นบทบาทของบ้านเมืองใหม่กว่าละโว้ที่สันนิษฐานว่าคือ ‘อโยธยา’ หรือ ‘อยุธยา’ซึ่งจะมีบทบาทต่อเนื่องสืบมาในนามของราชอาณาจักรแห่งใหม่ที่เรียกว่า ‘สยามประเทศ’ เมื่อระบบการปกครองรวมศูนย์กลางอำนาจไว้ได้ในเมืองหลวงเมืองเดียวที่กลายเป็นเมืองท่าค้าขายรุ่งเรืองต่อมามากกว่าสี่ศตวรรษ
จุดเริ่มและจุดเปลี่ยนเหล่านี้คือ ปัจจัยสำคัญในการก่อกำเนิดบ้านเมืองที่เป็นที่มาของ ‘ราชอาณาจักรสยาม’ จนกลายมาเป็น ‘ประเทศไทย’ ในปัจจุบัน
ทุกวันนี้คนไทยยังคงตกอยู่ในภาวะคลุมเครือในการอธิบายกำเนิดของบ้านเมืองตนเองให้ชัดแจ้งสู่นานาอารยประเทศ หรือแม้แต่คนไทยต่างรุ่นต่างสมัยในทุกวันนี้ยังเผชิญปัญหาที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ ปัญหาในการศึกษาประวัติศาสตร์ในระดับชั้นการศึกษาต่างๆ จนต้องมีการเรียกร้องปรับปรุงข้อมูลหรือหลักสูตรกันอยู่เสมอ
“แนวทางที่เป็นทั้งเครื่องมือ และแนวคิดในการศึกษาทางประวัติศาสตร์สังคม และโบราณคดี ของอาจารย์ศรีศักร คือ การศึกษา ‘ภูมิวัฒนธรรม’ ซึ่งสร้างเนื้อหาที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม เช่น ภูมิศาสตร์ โบราณวัตถุสถาน และลงในรายละเอียด ไปถึงโครงสร้างทางสังคมในระดับต่างๆ ตั้งแต่รากฐาน จนถึงระดับเมืองและรัฐ โดยมีสังคมวัฒนธรรมของมนุษย์เป็นพื้นที่รองรับ สร้างปรากฏการณ์ที่สามารถอธิบายพัฒนาการของบ้านเมืองตั้งแต่ยุคแรกเริ่มได้อย่างเห็นภาพและสมเหตุสมผล”

