หน้าแรก ประชาชื่น แท็งก์ความคิด...

แท็งก์ความคิด : สงครามเย็น 2.0

17.11.24 | 11:26 น.

สงครามเย็น 2.0

ชื่อ “สงครามเย็น 2.0” นี้นำมาจากชื่อหนังสือที่ “ปิติ ศรีแสงนาม” และ “จักรี ไชยพินิจ” เขียนขึ้น

หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า “ไทยในสงครามเย็น 2.0 Amidst The Geo- Economic Clashes”

เหตุที่หยิบยกหนังสือเล่มนี้มากล่าวถึง เพราะหลังจาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแล้ว ดูเหมือนว่าโลกทั้งใบจะมีสีสันขึ้นมาก

หลายประเทศมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่น่าจะรุนแรงขึ้น

Advertisement

จีนกับสหรัฐเป็นมหาอำนาจ การปะทะระหว่าง 2 มหาอำนาจย่อมส่งผลต่อโลก

หนังสือ “ไทยในสงครามเย็น 2.0 Amidst The Geo-Economic Clashes” เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันและช่วยในการคาดการณ์อนาคต

การได้อ่านเนื้อหาในเล่มทำให้มองเห็นภาพรวม และทำให้เข้าใจสถานการณ์

อย่างน้อยก็เห็นสถานการณ์สงครามเย็นที่ผู้เขียนเรียกว่า “สงครามเย็น 2.0”

และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น จึงมีการนำเอา “สงครามเย็น 1.0” มาเปรียบเทียบกับ “สงครามเย็น 2.0”

ขอหยิบยกมาเปรียบเทียบ 4 ประเด็น ได้แก่ คู่ขัดแย้งหลัก, ปัจจัยและลักษณะความขัดแย้ง, สมรภูมิรบ และผลลัพธ์ของสงคราม

กรณี “คู่ขัดแย้งหลัก” สงครามเย็น 1.0 คือ สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต เป็นโลกแบบ 2 ขั้วอำนาจ ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบสันโดษ

ส่วนสงครามเย็น 2.0 คู่ขัดแย้ง แม้จะเป็นสหรัฐอเมริกากับจีนและรัสเซีย แต่โลกได้กลายเป็นแบบหลายขั้วอำนาจ ระบบเศรษฐกิจเกี่ยวโยงกันแยกไม่ออก

ขณะที่ “ปัจจัยและลักษณะความขัดแย้ง” ในสงครามเย็น 1.0 มีปัจจัยจากอุดมการณ์ทางการเมืองโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก มีองค์การนาโตกับกติกาสัญญาวอร์ซอ

เปรียบเทียบกับสงครามเย็น 2.0 พบว่ามีปัจจัยจากภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ มีการแบ่งโลกออกเป็นโลกเหนือกับโลกใต้ รวมถึงสงครามอินโดแปซิฟิก

ด้าน “สมรภูมิรบ” สงครามเย็น 1.0 เป็นการใช้สงครามตัวแทน ลักษณะกระจัดกระจาย สมรภูมิรบเขตแดนทางกายภาพ และสมรภูมิรบทางเทคโนโลยี

เทียบกับสงครามเย็น 2.0 ที่สมรภูมิรบเกิดขึ้นได้ทั้งสมรภูมิรบเขตแดนกายภาพ สมรภูมิรบโลกเสมือน สมรภูมิขั้วโลก สมรภูมิเหนือโลก และสมรภูมิใต้โลก

สุดท้ายคือ “ผลลัพธ์ของสงคราม” ที่สงครามเย็น 1.0 คือ การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน การล่มสลายของสหภาพโซเวียต โดยสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำโลกขั้วเดียว

แต่พอมาถึงสงครามเย็น 2.0 ผลลัพธ์คือ การจัดแถวระหว่างประเทศและการหวนกลับมาของสงครามตัวแทน ความอสมมาตรของคู่ขัดแย้ง

จากการเปรียบเทียบดังกล่าว ทุกคนจะพบกับศัพท์ใหม่ๆ ที่ต้องการคำอธิบาย

หนังสือเล่มนี้มีคำอธิบายให้รับทราบ

ยกตัวอย่างเช่น คำว่า “ภูมิเศรษฐศาสตร์” คำว่า “โลกเหนือและโลกใต้” เป็นต้น ภายในเล่มได้อธิบายไว้ละเอียด

ผู้เขียนยังได้อธิบายถึงสมรภูมิความขัดแย้งใหม่ๆ ให้ได้ทราบ

นอกจากจะเป็นสมรภูมิรบเขตแดนกายภาพแล้ว ยังมีสมรภูมิรบอื่นๆ

ทั้งสมรภูมิรบโลกเสมือน สมรภูมิขั้วโลก สมรภูมิเหนือโลก และสมรภูมิใต้โลก

จำได้ว่า ตอนที่เครือมติชนจัดงานมติชนฟอรั่มพูดถึงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ คราวนั้นอาจารย์ปิติได้วิดีโอคอลมาร่วมสัมมนา

อาจารย์ปิติได้ฉายภาพการช่วงชิงแข่งขันพื้นที่ต่างๆ ทั้งบนโลก เหนือโลก และใต้โลก

ทั้งหมดที่อาจารย์กล่าวถึงล้วนคือสมรภูมิของสงครามเย็น 2.0

เนื้อหาและการฉายภาพที่ปรากฏ ทำให้มองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็น หรือบางทีอาจมองข้าม

แต่เมื่อทราบ เราก็จะมีมุมในการรับฟังข่าวรายงานจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

ทั้งข่าวการแข่งขันกันยิงจรวดขึ้นไปสู่วงโคจรในอวกาศ ข่าวสารการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการสำรวจ รวมไปถึงข่าวความสำเร็จของนักสำรวจชาติต่างๆ

ข่าวคราวต่างๆ ล้วนมีผลผูกโยงไปกับภูมิเศรษฐศาสตร์ และสมรภูมิรบของขั้วอำนาจ

มิน่าล่ะ หนังสือ “ไทยในสงครามเย็น 2.0 Amidst The Geo-Economic Clashes” จึงมีผู้นิยม

นิยมถึงขนาดขึ้นอันดับหนังสือขายดีที่บูธสำนักพิมพ์มติชนหลายวันในงานมหกรรมหนังสือครั้งที่ผ่านมา

เชื่อว่าตอนนี้มีหลายคนที่อยากรับทราบเนื้อหาภายในเล่มแบบละเอียด

ยิ่งเมื่อสหรัฐอเมริกาได้ประธานาธิบดีใหม่อย่างทรัมป์ ซึ่งมีสไตล์การบริหารที่รุกเร้ารุนแรงด้วยแล้ว

การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ จะช่วยให้เข้าใจ และสามารถติดตามข่าวต่างประเทศได้อย่างมีรสชาติ

ทำให้รู้แนวทางของมหาอำนาจ ได้รับทราบกลไกที่ต่างชาติใช้ในการสร้างพลัง และการแสวงหาหนทางที่ทำให้ความสัมพันธ์ เกิดความสมดุล

และเมื่อรู้แล้วก็จะได้กลับมาคิดว่าประเทศไทยควรจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

นฤตย์ เสกธีระ