หน้าแรก ประชาชื่น เยือน เกาะหมา...

เยือน เกาะหมาก หลากมรดกสยาม

18.11.24 | 11:09 น.
วัดเก๊กล้อกซี วัดในศาสนาพุทธที่ใหญ่สุดในประเทศมาเลเซีย ผสมผสานกันระหว่างคติมหายาน-เถรวาท

เยือน เกาะหมาก หลากมรดกสยาม

“ภายใต้การนำของตระกูลคอ ตระกูลตัน และตระกูลอ๋อง ชุมชนฮกเกี้ยน ภูเก็ต ได้รับการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมจากชุมชนฮกเกี้ยน ปีนัง ภูมิทัศน์ถนนในภูเก็ตที่มีห้องแถวแบบปีนัง พร้อมทางเดินด้านหน้ากว้าง อาคารพาณิชย์แบบอาณานิคมยุโรป แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์เมืองแบบปีนัง ศาลเจ้าในภูเก็ตที่อุทิศให้แก่เจ้าแม่กวนอิมและพระภิกษุเฉ่งจุ้ยโจวซือ มีหน้าที่เหมือนกับศาลเจ้าที่เก่าแก่ในปีนัง แม้แต่หมู่บ้านชาวประมงฮกเกี้ยนที่บางเหนียวก็ทำให้นึกถึงตันจุงโตกงของปีนัง และสุดท้าย สวนบนเขารังและทางเดินริมทะเลที่สะพานหินก็น่าจะได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจาก ปีนังฮิลล์และถนนเกอร์นีย์ไดรฟ์”

ข้อความบางตอนจากรายงาน การสำรวจประวัติศาสตร์ร่วมกันและปกป้องมรดกร่วมกัน : ความเชื่อมโยงระหว่างปีนังกับประวัติศาสตร์สยาม (Exploring Shared History, Preserving Shared Heritage:Penang’s Links to a Siamese Past ผู้เขียน Khoo Salma Nasution เผยแพร่โดย Penang Heritage Trust, Penang, Malaysia)

“ปีนัง” นอกจากจะเป็น “เมืองมรดกโลก” แล้ว ยังเป็นเมืองที่มีมรดกทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมร่วมกัน ระหว่างปีนัง และสยาม นับจากช่วงต้นรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา ใน 4 มิติ

มิติที่ 1 เป็นเมืองท่าสำคัญที่เชื่อมการค้าระหว่างชายฝั่งตะวันตกของสยามตอนใต้ สุมาตรา และรัฐมลายูทางเหนือ มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางการค้าดีบุกและยาง รวมถึงเป็นที่ตั้งของธุรกิจการเดินเรือที่เชื่อมต่อกับภูเก็ต ตรัง และระนอง

Advertisement

มิติที่ 2 ชาวจีนฮกเกี้ยนจากปีนัง มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภาคใต้ของสยาม โดยเฉพาะตระกูล “คอ” (ณ ระนอง) ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองระนอง ภูเก็ต และตรัง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชนชั้นนำสยาม

มิติที่ 3 มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและศาสนาระหว่างปีนังกับสยามผ่านวัดไทยและพุทธศาสนาในปีนัง ศาลเจ้าจีนและพิธีกรรมแบบจีนฮกเกี้ยน ในภาคใต้ ผ่านระบบการศึกษา โดยครอบครัวชาวจีนและไทยจากภาคใต้นิยมส่งบุตรหลานมาเรียนที่โรงเรียนในปีนัง รวมถึงสถาปัตยกรรมและรูปแบบอาคารที่คล้ายคลึงกันระหว่างปีนังและภูเก็ต แม้กระทั่งในกรุงเทพฯ ที่ย่าน “ทรงวาด”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนิน บ้านพระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง)

มิติที่ 4 การเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์และแหล่งพำนักพักพิงของชนชั้นนำสยามในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

ด้วยหมากกลทางการเมือง-การค้า ของ “กัปตันฟรานซิส ไลท์” พ่อค้าชาวอังกฤษ ผู้มีสายสัมพันธ์อันดีกับผู้ปกครองเมืองถลาง (พระพิมล เจ้าเมืองถลาง และคุณหญิงจัน ผู้เป็นภรรยา) และราชสำนักไทย ผ่านการจัดหาอาวุธปืนขายให้กับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากพระมหากษัตริย์ไทยให้เป็น “พระยาราชกปิตัน” ฟรานซิส ไลท์ ได้เสนอให้ต้นสังกัดคือ บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ เข้าครอบครองเกาะปีนัง เพื่อเป็นสถานีทางการค้าและอาณานิคมแห่งแรกของอังกฤษในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผลสำเร็จในปี พ.ศ.2329 (ค.ศ.1786)

บ้านชินประชา สร้างตามแบบ “ชิโน-โปรตุกีส” เป็นหลังแรกของจังหวัดภูเก็ต หรือที่เรียกกันว่า “อังมอเหลา” ซึ่งแปลว่า ตึกหรือคฤหาสน์ของคนผมแดง (ที่มา : เพจ thailandtourismdirectory)

ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ปีนังเติบโตขึ้นในฐานะเมืองท่าสำคัญของนิคมช่องแคบ (Straits Settlements) ภายใต้อังกฤษ ปีนังกลายเป็นประตูสำคัญสำหรับการอพยพของชาวจีนสู่ช่องแคบมะละกาตอนเหนือ ตระกูลและครอบครัวชาวจีนผู้ทรงอิทธิพล ได้จัดหาเงินทุน แรงงาน และทักษะการประกอบการ สำหรับการพัฒนาสยามตอนใต้ โดยใช้ปีนังเป็นจุดเชื่อมการค้าระหว่างชายฝั่งตะวันตกของสยามตอนใต้ สุมาตรา และรัฐมลายูทางเหนือ มีบทบาทเป็นศูนย์กลางการค้าดีบุกและยาง รวมถึงเป็นที่ตั้งของธุรกิจการเดินเรือที่เชื่อมต่อกับภูเก็ต ตรัง และระนอง ผลที่ตามมาคือ ศูนย์กลางเมืองยุคแรกของภูเก็ต ตรัง และระนอง พร้อมแถวอาคารพาณิชย์ ส่วนใหญ่ถูกพัฒนาโดยพ่อค้าและนักเหมืองแร่ชาวจีน และมีภูมิทัศน์ถนนที่คล้ายคลึงกับ จอร์จทาวน์ เมืองหลวงปีนัง อย่างมาก ภาษาจีนที่พูดในเมืองเหล่านั้นคือภาษาฮกเกี้ยน

ตัวอย่างร่องรอย “ปีนัง” ที่ปรากฏในภูเก็ต ที่โดดเด่นเห็นจะเป็น “บ้านชินประชา” สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2446 (ค.ศ.1903) หรือในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระพิทักษ์ชินประชา (ตันม่าเสียง) บ้านหลังนี้สร้างตามแบบ “ชิโน-โปรตุกีส” เป็นหลังแรกของจังหวัดภูเก็ต หรือที่เรียกกันว่า “อังมอเหลา” (ตึกหรือคฤหาสน์ของคนผมแดง) เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษจีน วัสดุส่วนอื่นของบ้านนั้น ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เนื่องจากการค้าขายทางเรือ ผ่านเกาะปีนังมายังภูเก็ต เช่นรั้วบ้านจากฮอลแลนด์ กระเบื้องปูพื้นจากอิตาลี ฯลฯ ณ ปัจจุบัน “บ้านชินประชา” อายุมากกว่า 120 ปี และมีลูกหลานตระกูล “ตัณฑวณิช” นับเนื่องเป็นรุ่นที่ 6 แล้ว

คฤหาสน์เฉิงฟัตเจ๋อ (The Blue Mansion) คฤหาสน์สีครามสดของ Cheong Fatt Tze ชาวจีนผู้ทรงอิทธิพลในภาคพื้นหมู่เกาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในปีนัง สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ปัจจุบันถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์และโรงแรมบูติก

ส่วนร่องรอย “สยาม” ในปีนัง มีทั้งที่ยังปรากฏเป็นสถานที่ ให้เข้าไปสัมผัส เยี่ยมชม ได้แก่ วัดไทย หลายแห่ง และส่วนที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ได้แก่ พระตำหนัก คฤหาสน์ และอาคาร ที่เคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ ขุนนาง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ร่มเงาของตระกูลคอ ซึ่งมีต้นตระกูลคือ คอซู้เจียง ณ ระนอง (พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี) สถานที่สำคัญในปีนังของตระกูลคอ คือบ้านพระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จพระราชดำเนิน เพื่อทอดพระเนตรการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพาณิชย์การค้าในปีนัง เพื่อนำมาเป็นต้นแบบของการพัฒนาบ้านเมืองให้ทันยุคทันสมัย เช่น การระบายน้ำ ถนน การไฟฟ้า เศรษฐกิจและความเป็นเมืองพหุวัฒนธรรมที่หลากหลายและเจริญ ซึ่งการเสด็จฯมาประทับที่ปีนังบ่อยครั้งทำให้กลายเป็นเหมือนประเพณีปฏิบัติของชนชั้นนำสยามในยุคหลังที่นิยมมาพำนักที่ปีนังกันมากยิ่งขึ้น

แนวถนนถนนสุลต่านอาห์เหม็ดชาห์ (Jalan Sultan Ahmed Shah) ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของบ้านตระกูล ณ ระนอง ที่ใช้เป็นที่รับรองเชื้อพระวงศ์ ได้แก่ “บ้านจักรพงษ์” (ชื่อเดิม “บ้านสโคเทีย”) และ “บ้านอัษฎางค์” (ชื่อเดิม “บ้านโนวาสโคเทีย”) และย่าน Jalan Kelawai ที่ในอดีตเป็นที่ตั้งของบ้านซินนามอน (Cinnamon Hall) ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในขณะทรงลี้ภัยทางการเมืองที่ปีนัง หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งทรงเล่าในจดหมายถึง สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

“…บัดนี้หาได้แล้ว…เรียกชื่อว่าซินนะมอนฮอลล์ แปลว่าบ้านอบเชย เป็นเรือน 2 หลังต่อกันกว้างขวางและมีเครื่องแต่งพร้อม แต่ก่อนเช่ากันเดือนละ 300 เหรียญ แต่เดี๋ยวนี้ค่าเช่าตก จะเช่าได้เดือนละ 110 เหรียญ ซึ่งเห็นกันว่าถูกที่สุดที่จะหาได้สำหรับบ้านใหญ่เท่านั้น เขาจะมอบให้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนหน้า…”

สถานที่เคยใช้บรรจุศพพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย ที่วัดปิ่นบังอร ก่อนที่ทายาทจะนำกระดูกมาประกอบพิธีที่กรุงเทพฯ

จดหมายฉบับนี้ ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2476 โดยเขียนว่า เขียนมาจาก บ้านอัษฎางค์ ปีนัง (สาส์นสมเด็จ เล่มที่ 3 ฉบับคุรุสภา.2505)

“มรดกสยาม” ในปีนัง ยังมีอีกหลายแห่ง อาทิ วัดไชยมังคลาราม ศูนย์กลางของชุมชนคนไทยในอดีตและเป็นวัดที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาเป็นประจำ และเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธชัยมงคล” พระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานนามให้ในคราวเสด็จประพาสเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2505 วัดปิ่นบังอร สถานที่ประกอบพิธีถวายพระเพลิงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ และเป็นที่หลบภัยของคนไทยและจีนช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากเป็นพื้นที่กำหนดไม่ให้ทหารญี่ปุ่นที่ยึดครองเกาะปีนังขณะนั้นเข้าไปตรวจค้น

ขอเชิญร่วมติดตาม มรดกทางประวัติศาสตร์ร่วม ปีนัง-สยาม กับ #มติชนทัวร์ ในทริป Penang Story : ‘เกาะหมาก’ หลากเรื่องเล่า ประเทศมาเลเซีย ณ สถานที่ทรงมนต์ขลังที่มีเรื่องราวจาก ‘อดีต’ ถึง ‘ปัจจุบัน’ อันหลากหลาย ทั้งกลิ่นอายจากยุคอาณานิคม บรรดาศาลเจ้าและกงสีตระกูลต่างๆ ของชาวจีนโพ้นทะเล รากเหง้าของวัฒนธรรมเปอรานากัน ทั้งยังเคยเป็นสถานที่ลี้ภัยทางการเมืองของเจ้านายไทย หลังปฏิวัติ พ.ศ.2475 และเรื่องราวสุดอันซีนมากมาย ที่รอให้ท่านได้เดินทางไปสัมผัสด้วยตนเอง เดินทาง : วันที่ 29 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม 2567 (3 วัน 2 คืน) ราคาท่านละ 27,500 บาท สอบถามเพิ่มเติมโทร 09-2246-4140

จุมพฏ สายหยุด
ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลมติชน