สู่ 86 ปีแห่งชีวิต คุณแม่ศิริวรรณ ตั้งศิริวานิช ในโครงการแบ่งปันความรู้ประวัติศาสตร์
“คุณแม่ผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตผม กลับไม่มีตัวตนบนโลกใบนี้”
ไม่ใช่ประโยคที่นักเขียนคนใดสร้างสรรค์ปั้นแต่งเพื่อตีพิมพ์ในนวนิยายประดับวงวรรณกรรมร่วมสมัย
หากแต่เป็นถ้อยคำจากเบื้องลึกของหัวใจ ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช เจ้าของผลงาน ‘กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง’ อันลือลั่น

ในฐานะทายาทคนที่ 4 ใน 5 พี่น้อง บุตรชายของ คุณแม่ศิริวรรณ ตั้งศิริวานิช ผู้ถูกเอื้อนเอ่ยถึงด้วยวลีลึกซึ้งตอนหนึ่งในช่วงต้นของหนังสือเล่มดังกล่าว ตั้งแต่ฉบับพิมพ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2549 โดยไม่ปรากฏนาม ความว่า
‘แด่หม่าม้า ผู้ครอบครองพื้นที่พิเศษในดวงใจผู้เขียน’
18 ปีที่ผันผ่าน จากวันนั้น ถึงวันนี้ คุณแม่ศิริวรรณ ในวัย 85 ย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 86 ของชีวิตในศักราชหน้า ถือเป็นวาระสำคัญที่ธวัชชัยเตรียมโปรเจ็กต์ในใจเพื่อจารึกนามของมารดาผู้เป็นที่รักยิ่งให้เป็นที่จดจำ พร้อมกับการแบ่งปันความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความรักที่ไหลซ่าน สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านผลงานที่เต็มไปด้วย ‘แพชชั่น’ นับแต่เดินพลัดหลงเข้าไปยังร้านขายแผนที่โบราณในกรุงลอนดอนที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต
“มันเป็นสองรัก หนึ่ง ผมรักแม่ สอง ผมรักและเชื่อมั่นในพลังความรู้ที่เข้าถึงประชาชน คุณแม่เป็นคนที่ผมรักสุดหัวใจ เขาให้เราทุกอย่าง อยากจะทำอะไรสักอย่างที่จะทดแทนพระคุณได้ อย่างน้อยให้เป็นที่รับรู้ ว่าลูกคนหนึ่งอยากให้คนจดจำเขา และอยากให้น้องๆ นักศึกษาได้อ่านหนังสือ ได้ความรู้พวกนี้ไป”
นั่นคือที่มาและวัตถุประสงค์ของโครงการที่แม้ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ ทว่า ชัดเจนในแนวคิด โดยอยู่ระหว่างดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายในนาม ‘โครงการแบ่งปันความรู้ประวัติศาสตร์ โดยนางศิริวรรณ ตั้งศิริวานิช’ เป็นเบื้องต้น

จับมือ ‘สำนักพิมพ์มติชน’ เตรียมมอบหนังสือประวัติศาสตร์แด่สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา 240 แห่ง ด้วยงบประมาณส่วนตัวในจำนวนที่มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ เบื้องต้น 860,000 บาท สอดรับอายุมารดาที่ก้าวสู่ปีที่ 86
“แผนที่แผ่นแรกที่ผมซื้อ ราคา 240 ปอนด์ นั่นคือที่มาของจำนวนมหาวิทยาลัยที่จะกระจายหนังสือแบ่งปันออกไป” ธวัชชัยเล่าพลางจิบกาแฟในร้านประจำกลางกรุง
เช่นเดียวกับการตัดสินใจเปิดตัวให้สาธารณชนรับรู้ถึงการมีอยู่ของโครงการ ผ่าน หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน ฉบับวันที่ 19 พฤศจิกายน เนื่องด้วยเป็นวันคล้ายวันเสียชีวิตของ คุณพ่อสงวน ตั้งศิริวานิช ซึ่งตรงกับบ่ายวันเสาร์ของวันลอยกระทงเมื่อปี 2526 อันเป็นที่มาของวันจัดงานเปิดตัวหนังสือกรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ณ มิวเซียมสยาม เมื่อปีที่ผ่านมา ระหว่าง 18-19 พฤศจิกายน 2566
กล่าวคือ ทุกตัวเลขมีความหมาย จะทำสิ่งใดย่อมเป็น Symbolic
“ผมไม่ใช่นักบุญอะไรนักหนา แต่เป็นคนแปลก หายาก ทุกวันนี้ยังรอซื้อขนมปังตอนทุ่มนึงให้ลด 50% 1 แถม 1 เสื้อผ้าซ้ำๆ รองเท้าคู่เดิมก็ใส่ทุกวัน 2 ปีกว่าแล้ว” ธวัชชัยจิบกาแฟพลางออกตัวเมื่อพูดคุยถึงวิถีบริจาคโดย ‘ไม่ประสงค์ออกนาม’ เป็นปกติ ทั้งยังย้อนเล่าถึงวาทะเมื่อปีก่อน สะท้อนสำนึกแห่งการ
แบ่งปันที่ไม่ใช่แค่พูดหล่อๆ แต่ขอลงมือทำ
“ผมเคยพูดในงานเปิดตัวหนังสือว่า อยากเป็นนางนวลที่ฉาบปีกด้วยแสงตะวัน เราต้องการความรู้ที่ทุกคนเข้าถึงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือมีให้น้อยที่สุด ความรู้ที่ทุกคนวอล์กอินได้ ถ้าผมพูดอะไร จะไปพูดหล่อ แต่ตัวเองไม่ทำ….ไม่ได้”
ธวัชชัยขีดเส้นใต้ด้วยสุ้มเสียงเอาจริงเอาจัง ก่อนเอ่ยถ้อยคำสั้นกระชับจับใจ ว่า
“ผมพูดหล่อๆ แล้วผมก็ทำ”
หลังฉากความสำเร็จ คือ ‘หม่าม้า’
ผู้เสียสละ ‘ทั้งชีวิตมีแต่ให้’
ก่อนไปถึงประเด็นอื่นใด ต้องเริ่มด้วยเรื่องราวของบุคคลสำคัญผู้เป็นจุดตั้งต้นของโครงการนี้ นั่นคือ คุณแม่ศิริวรรณ ตั้งศิริวานิช ผู้เป็นเบื้องหลังของความสำเร็จของครอบครัวโดยไม่ปริปาก หากแต่ให้เครดิตคุณพ่อสงวนมาตลอดชีวิต
“ผมเกิดมาจน แต่พ่อแม่ตั้งตัวเร็ว โดยมีหม่าม้าอยู่หลังฉากตลอด ให้เครดิตว่า ป่าป๊าเก่ง อาเฮียเก่ง อั๊วไม่รู้เรื่องอะไร ได้แค่เลี้ยงลูก แต่หลังฉาก แม่ทำงานถึงเที่ยงคืนทุกวัน ผมเรียนที่เซนต์คาเบรียลเสร็จ ไม่เคยเที่ยวเตร็ดเตร่ บ่าย 3 โมงครึ่ง มีรถมาจอดรอที่หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี 4 โมงถึงบ้านก็ไปช่วยยกของ เตรียมของ พวกสายพาน สายยางในร้านคลองถม เสร็จแล้วค่อยทำการบ้าน แล้วช่วยแม่ทำบัญชี ช่วยเรียงบิล สมัยก่อน 5 ทุ่มครึ่ง เที่ยงคืน เพลงสรรเสริญพระบารมีขึ้น จอซ่า นั่นคือเวลาเลิกงานของแม่ทุกคืน
แม่ปลูกฝังความขยัน อดทน เขาทำงานทุกวัน ตอนเช้ารีบส่งลูก 5 คนไปเรียนหนังสือ ผมไม่ได้โตมารวยนะ คุณไม่เชื่อหรอกว่า ผมโตมาจนขนาดไหน โตมาด้วยข้าวต้มเละๆ เหยาะซีอิ๊วขาว กับเต้าหู้ยี้ บางวันกินเกี่ยมฉายกระปุก คลุกข้าวสวย”
ความเสียสละของหม่าม้า ไม่ได้เพิ่งมีขึ้นหลังสร้างครอบครัวของตัวเอง ทว่าปรากฏชัดตั้งแต่ยังใช้ชีวิตวัยเยาว์ในจังหวัดชลบุรี
“แม่เสียสละมาตลอด ช่วงประถมต้น ต้องไปช่วยยายควักพุงปลาในตลาด เพราะยากจนมาก ต้องวิ่งหนีเจ้าหน้าที่ราชการที่มาจับเด็กเข้าไปโรงเรียน เวลาเขามาเคาะที่บ้าน ต้องไปหาที่มุดซ่อนตัว จริงๆ แล้วแม่รักการเรียน เรียนเก่งด้วย แต่ต้องหนี กลัวโดนจับเข้าโรงเรียน เพราะห่วงว่า ใครจะช่วยยาย แม่ยังเคยได้รางวัลด้านเย็บปักถักร้อยจากโรงเรียน 600 บาท ในยุคที่ทองคำบาทละ 300 แต่ไม่เคยขึ้นไปรับเพราะต้องตามพี่ชายเข้ากรุงเทพฯ”
ด้วยความรักเรียน แต่จำต้องทิ้งการเรียนด้วยจิตใจอันกตัญญู เมื่อสร้างครอบครัวกับคุณพ่อสงวน ทั้งคู่ได้สนับสนุนการศึกษาให้ลูกๆ ทุกคนอย่างถึงที่สุด คัดสรรโรงเรียนที่ดีที่สุด กระทั่งส่งไปร่ำเรียนยังต่างแดน
“ตอนไปส่งผมเรียนที่อังกฤษ พ่อบอกว่า อั๊วจะส่งลื้อให้เรียนสูงสุด ไปเรียน ดร.เลยนะ กลับมาเมื่อไหร่ จะเอาลงไทยรัฐหน้า 4 นั่นคือความใฝ่ฝันของคนยุคนั้น
แม่ผมการศึกษาน้อย จบแค่ประถม ชั้นไหนถามทีไรไม่เคยได้คำตอบ เพราะแม่ก็จำไม่ได้ เข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ ตอนสาวๆ ยังไปซื้อเทปคาสเซตฝึกเรียนภาษาอังกฤษมาฟัง This is a cat แล้วอ่านตาม แม้ความรู้น้อยแต่ดิ้นรนทำมาหากิน พยายามส่งลูกไปเรียนหนังสือในโรงเรียนที่ดีที่สุดในสมัยนั้นในสายตาแม่ผ่านการแนะนำ คือ เซนต์คาเบรียล จำได้ว่าต้นปี 2513 ไปดูบอร์ดกระจกติดรายชื่อนักเรียนที่สอบเข้า ป.1 ได้ แม่เห็นชื่อผมก็ดีใจ กลับบ้านซื้อปืนเด็กเล่นให้กระบอกหนึ่ง ยิงแล้วมีเสียง มีไฟแดงๆ แล่บขึ้นมา (ยิ้ม)
แม่เห็นคุณค่าของการศึกษา ห้ามหยุดเรียนเลย วันตรุษจีน สารทจีน ยังต้องไป เพราะกลัวเสียการเรียน โรงเรียนเข้า 8 โมงครึ่ง พอ 10 โมงเช้าให้คนไปรับกลับไปไหว้เจ้า” ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่โบราณย้อนประวัติศาสตร์ความทรงจำของชีวิตที่ไม่ต้องสอบทานกับเอกสารฉบับใด
จากนั้น ยังเล่าเกร็ดชวนอมยิ้มและอิ่มเอมใจไปกับความห่วงใยของแม่ที่มีต่อลูกชายคนนี้ ในช่วงที่ร่ำเรียนยังต่างแดน
“อันนี้เป็นเรื่องขำๆ คือ ตอนนั้นผมเรียนจบปริญญาตรีแล้ว กำลังจะต่อโท วันหนึ่งผมกลับมาบ้านช่วงซัมเมอร์ บอกแม่ว่า หม่าม้า โรงเรียนที่อังกฤษตอบรับชัยแล้วนะ แม่บอก ชัย ลื้อไปเช็กดีๆ นะว่าโรงเรียนที่ตอบรับ กพ. รับรองไหม ไม่งั้นกลับมาหางานทำลำบาก”
‘โรงเรียน’ ที่ตอบรับมาคือ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด สถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกทั้งสิ้น
ตัดภาพมายังช่วงชีวิตเมื่อปักหมุดบนแผนที่โบราณ ทุ่มเทค้นคว้าขีดเขียนจนมีผลงานชิ้นสำคัญที่เปิดโลกในมุมมองใหม่ให้ประวัติศาสตร์อยุธยา ธวัชชัยเล่าว่า เดิม แม่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับ แต่ช่วงหลังสนับสนุนเรื่องการเขียนหนังสือเต็มที่ เมื่อพบว่าบุตรชายได้ค้นพบและเผยแพร่สิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง จนเป็นที่ยอมรับและยกย่องในสังคม โดยเฉพาะกรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2
“แม่ภูมิใจมาก เอาพลาสติกแบบถุงก๊อบแก๊บหุ้มปก หนีบเก็บไว้ที่รถเข็น เวลาญาติมาก็หยิบให้ดู แล้วยังบอกผมว่า ลื้ออย่าไปทะเลาะกับคนทำหนังสือนะ อย่าไปโผงผาง ว่างๆ ต้องพาไปเลี้ยงข้าว เขารู้ว่าผมเป๊ะเกินไป เดี๋ยวไม่มีคนอยากทำงานกับเรา 3-4 เดือนที่แล้ว ผมไปเยี่ยมที่บ้าน เขารำพันว่า พวกลื้อรู้หรือเปล่า ว่าไม่มีใครรู้จักชื่อหม่าม้าเลย เหมือนเขาไม่มีตัวตน นิสัยผมทำอะไรเงียบตลอด แต่ครั้งนี้อยากให้แม่มีตัวตน” ธวัชชัยเล่า โดยเผยด้วยว่า ได้ไอเดียมาจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งก่อตั้ง ‘กองทุนเชิง-ฉวีรัตน์ เกษตรศิริ เพื่อนักเรียนพยาบาล มธ.’
เนื่องจากมารดาเป็นพยาบาล จึงอยากทำอะไรคล้ายๆ กัน ในนามคุณแม่ของตนบ้าง

หนังสือวิชาการประวัติศาสตร์
‘ในสายตาผม มติชนคือที่สุด’
สำหรับการดำเนินโครงการดังกล่าว ธวัชชัยเปิดใจว่า นึกถึง ‘สำนักพิมพ์มติชน’ เป็นแห่งแรก ไม่เพียงด้วยเหตุผลด้านคุณภาพ หากแต่ยังมีความในใจที่มีความหมายยิ่งไปกว่านั้น
“ตอนคิดจะทำโครงการมอบหนังสือประวัติศาสตร์ในนามคุณแม่สิ่งแรกที่ผมนึกถึง คือ มติชน และคนแรกที่นึกถึงคือ คุณปานบัว บุนปาน (ประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด มหาชน)
ผมเลือกมติชน ไม่เพียงเพราะเป็นสำนักพิมพ์คุณภาพที่ผลิตหนังสือวิชาการด้านประวัติศาสตร์ วงเล็บ นอกกระแส ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด แต่เพราะมติชน และคุณปานบัว มีพระคุณต่อผม หากไม่ได้มติชน ผมคงไม่ได้เป็นที่รู้จักและยอมรับจนถึงทุกวันนี้ ผมเป็นคนรู้คุณคน ถ้าใครดีกับผม จนตายก็ไม่มีวันลืม
ในเมื่อมติชนสร้างผมขึ้นมา อย่างที่ผมเคยพูดในงานเปิดตัว ว่า ผมทำอะไรต้องสุด เวลาเขียนหนังสือ ก็ต้องทำออกมาให้ดีที่สุด สำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือประวัติศาสตร์ดีที่สุดในเมืองไทย ก็คือ มติชน
ในสายตาผม มติชนคือที่สุดแล้ว”
ธวัชชัยเอ่ย ก่อนลงลึกถึงเหตุการณ์เมื่อกว่า 2 ทศวรรษก่อน ครั้งเพิ่งหอบกระเป๋าแลนดิ้งราชอาณาจักรไทย ในสายสัมพันธ์ที่โยงใยกับมติชนบนจุดสตาร์ต
“มติชนค้นพบผมตั้งแต่ปี 43 ได้สัมภาษณ์ลงมติชนรายวันฉบับวันที่ 20 กรกฎาคม 2543 ในวันที่ยังเป็นโนบอดี้ ไม่มีใครรู้จัก
บทความเรื่องการค้นพบ สคส. รัชกาลที่ 4 ในวาระครบรอบ 50 ปีหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่ผมส่งไปลงมติชนรายวัน ซึ่งเป็นงานชิ้นแรกหลังกลับมาเมืองไทย ทำให้ผมได้พบอาจารย์ชาญวิทย์ ซึ่งขณะนั้นเป็นนายกสมาคมจดหมายเหตุไทย คุณธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ซึ่งเป็นกรรมการได้อ่านบทความนั้นแล้วประทับใจ เลยขอเบอร์ติดต่อผมจากมติชน เชิญผมไปร่วมสังเกตการณ์การประชุมสมาคม แล้วทุกอย่างก็สตาร์ตจากตรงนั้น
คุณขรรค์ชัย บุนปาน (ประธานบริษัท มติชน จำกัด มหาชน) คือไอดอล สุจิตต์ วงษ์เทศ, นิธิ เอียวศรีวงศ์ ก็เป็นชื่อที่ผมเอาขึ้นหิ้งพระ”

คัดแล้วคัดอีก ประวัติศาสตร์ (อยุธยา)
กว่าจะอยู่ในลิสต์ ต้องผ่าน ‘ตัวจริง’
กลับมาที่การคัดสรรแขนงของความรู้ที่ตั้งใจแบ่งปัน ว่าเหตุผลที่เลือก ‘ประวัติศาสตร์’ นอกเหนือจากความสนใจส่วนตัว คือการเป็นสาขาวิชาที่ถูกมองเป็น ‘ชายขอบ’
“ผมเชื่อในสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ต้องมีการติดอาวุธทางปัญญา สังคมให้ความสำคัญกับศาสตร์แขนงอื่นๆ มากกว่า เช่น วิทยาศาสตร์ การแพทย์ เทคโนโลยีที่จะเพิ่มรายได้ให้ประเทศ สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ถูกละเลย เหมือนเป็นวิชาชายขอบ ถูกมองว่าด้วยคำถามว่า เรียนแล้วได้อะไร”
ส่วนการคัดสรรหนังสือประวัติศาสตร์ที่จะมอบแด่ 204 มหาวิทยาลัย อยู่ระหว่างดำเนินการอย่างเข้มข้นและถี่ถ้วน ไม่ใช่เล่มใดก็ได้ ที่จะอยู่ในเช็กลิสต์แต่ที่แน่ๆ คือ โฟกัสยัง ‘ประวัติศาสตร์อยุธยา’ เป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่เล่ม ‘กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง’ หากแต่พร้อมมอบเล่มคุณภาพที่รอเคาะ แน่นอนว่าเกณฑ์คัดสรรคือ ต้องเป็นหนังสือดี มีคุณภาพ รวมถึงเล่มคลาสสิก และหนังสือหลักที่คนไทยควรอ่าน ทั้งที่มอบภาพกว้างของประวัติศาสตร์ไทย แล้วคัดไฮไลต์สู่ประวัติศาสตร์กรุงศรีฯ
“เหตุผลที่เลือกหนังสือประวัติศาสตร์อยุธยา เพราะผมมีตัวตนขึ้นมาจากแผนที่อยุธยา”
คือคำตอบเรียบง่ายที่เข้าใจได้ไม่ยาก พร้อมกล่าวอย่างตรงไปตรงมาเจืออารมณ์ขันว่า “แน่นอนต้องมีผลงานของผมเบียดเข้าไป (หัวเราะ)”
อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนเฟ้นรายชื่อหนังสือ ธวัชชัย มองว่าควรมีผู้ร่วมดำเนินการเพื่อให้ได้รายชื่อหนังสือที่เหมาะสมที่สุด จึงส่งเทียบเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ แห่งมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มาเป็นที่ปรึกษาในการคัดสรร โดยไม่ลืมเอ่ยถึงหนี้บุญคุณที่เคยเขียน ‘คำนิยม’ ให้ เมื่อ 18 ปีก่อน ตั้งแต่ ‘ธวัชชัย (ยังเป็น) ใครไม่รู้’
“ผมศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาจากเอกสารและแผนที่ฝรั่ง อ่านหนังสือภาษาไทยนัอยมาก สังเกตได้เลยจากบรรณานุกรมส่วนใหญ่เป็นภาษาต่างประเทศเรียนประวัติศาสตร์ในห้องเรียนครั้งสุดท้ายตอน ม.3 หลังจากนั้น อ่านเอง ไม่มีใครมาไกด์ ไม่มีรีดดิ้งลิสต์จากมหาวิทยาลัยดังว่าต้องอ่านเล่มไหนบ้าง
นักวิชาการไทยก็รู้จักแต่บิ๊กเนม ไม่ค่อยรู้จักนักวิชาการรุ่นใหม่มากนัก แต่คนเหล่านี้อาจเป็นบิ๊กเนมในอนาคตก็ได้ จึงเชิญอาจารย์ชาญวิทย์มาเป็นที่ปรึกษาในการร่วมคัดเลือกหนังสือ ซึ่งท่านตอบรับ ด้วยความยินดีเป็นที่เรียบร้อย”
ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นโครงการดีๆ ที่มุ่งแบ่งปันความรู้อันทรงพลังของประวัติศาสตร์สู่นิสิตนักศึกษาทั่วไทย พร้อมอัพเดตความคืบหน้าในย่างก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

