หน้าแรก ประชาชื่น 70 ปี คณะโบรา...

70 ปี คณะโบราณคดีพบอะไร? เปิดหลักฐาน ‘คนไทยพันธุ์ผสม’ ไม่ได้มาจากอัลไต

23.11.24 | 12:39 น.
70 ปี คณะโบราณคดีพบอะไร? เปิดหลักฐาน ‘คนไทยพันธุ์ผสม’ ไม่ได้มาจากอัลไต
ขุดค้นพบโลงไม้จํานวนมากที่ใช้ในพิธีกรรมปลงศพ ภายในถ้ำผีแมน อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน

70 ปี คณะโบราณคดีพบอะไร?
เปิดหลักฐาน ‘คนไทยพันธุ์ผสม’ ไม่ได้มาจากอัลไต

‘คนไทยมาจากไหน’ คำถามสำคัญสุดคลาสสิกที่ยังไม่วายเป็นท็อปปิกที่ถกกันไม่สิ้น

ไม่เคยช้ำ ไม่เคยเชย ในสายตาประชาชน สะท้อนชัดจาก ‘คอมเมนต์’ มหาศาลในแต่ละโพสต์บนโลกออนไลน์

ในวาระก้าวเข้าสู่ปีที่ 70 แหล่งบ่มเพาะศาสตร์แห่งการสืบเสาะเรื่องราวของมนุษย์ผ่านการ ‘ขุดค้น’ แห่งเดียวในไทย อย่าง คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร รับบทค้นโจทย์เดิมมาขุดอีกหน จนได้ ‘คำตอบใหม่’

ล้อมวงรีแคปความคืบหน้า กลางหอศิลป์ วังท่าพระ เมื่อไม่นานมานี้ หลังขุดลึกถึงพันธุกรรม พบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เมื่อเชื่อมร้อยปริศนาด้วยองค์ความรู้ที่ค้นพบจากทุกสาขาวิชา เรียงจิ๊กซอว์เติมต่อภาพที่ขาดหาย ทีละชิ้น ทำให้เห็นโฉมหน้าของบรรพชนบนดินแดนไทยได้ชัดขึ้น

Advertisement

คอนเฟิร์มแล้วว่า ความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมทั้งมวลในสยาม ล้วนหลอมรวมกันทาง วิถีชีวิต

เป็นจุดเริ่มต้นปลดล็อกความสงสัย คลาย ‘อคติทางวัฒนธรรม’ อันเป็นต้นตอความขัดแย้งในสังคมไทย

ถอดรหัสสาย DNA เปิดใบหน้าบรรพชน 13,000 ปี

“เราพบอะไรใหม่ที่น่าตื่นเต้น นำไปสู่คำถามใหม่สำหรับนักวิชาการ นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ในอนาคต ที่จะต้องช่วยกันสืบค้นต่อไป

เราไม่ได้ตอบเฉพาะวิชาการ แต่กำลังตอบคำถามเรื่องใหญ่เกี่ยวกับความเป็นมาของเราให้แก่สาธารณะ”

ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช จากภาควิชาโบราณคดี เลือกขุดที่ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ห้องปฏิบัติการทางธรรมชาติ อันสันนิษฐานว่าเป็นพิกัดตั้งต้นของคนไทย

จนค้นพบร่องรอย ‘วัฒนธรรมโลงไม้’ เมื่อถอดความหมายรายรอบหลุมฝัง ก็เห็นความต่อเนื่องที่ร้อยเรียงกัน

“กว่าจะเป็นเชือก เราเห็นแต่ละเส้น ทางเหนือ-อีสาน มีใครที่อยู่มาก่อนบ้าง ถ้าเราเห็นว่าช่วงไหน คนของเขาเป็นมาอย่างไร มีวัฒนธรรมอย่างไร เมื่อมารวมทอเป็นเชือก กลายเป็นคนไทย เราจะเข้าใจความเป็นมา”

โครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีอายุราว 13,000 ปี

“เราเจอโครงกระดูกผู้หญิง อายุ 13,000 ปี เขาใช้เครื่องมือหินกะเทาะ วัฒนธรรมแบบนี้ยังสอดคล้องกับพื้นที่อื่นๆ เช่น ภาคใต้ หรือกาญจนบุรี มันเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต”

เมื่อใช้วิทยาการการวิเคราะห์ที่ก้าวหน้ามาบูรณาการกับวิทย์ ถอดรหัสเกลียว DNA จากกระดูก ก็ยืนยันได้ว่า มีกลุ่มชาติพันธุ์จากที่อื่นมาผสมกับคนพื้นเมืองดั้งเดิม เพราะยิ่งสังคมซับซ้อน มีการติดต่อกันมากขึ้น แน่นอนว่า ย่อมเกิดการผสมผสาน genetic ก็เปลี่ยนไป

ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช

“หลักฐานที่เราเจอจาก DNA 2,000-1,600 ปี ที่ อ.ปางมะผ้า เทียบกับคนในปัจจุบันที่พูดภาษาไดอิก อาจจะคือตระกูลของคนที่พูดไท แต่ไม่รู้ว่าไท อะไร เหมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อภาพระลอกของคนที่เข้ามาในดินแดนไทยว่ามีใครบ้าง”

ศ.ดร.รัศมีคอนเฟิร์มว่า ‘ไม่มีเชื้อชาติบริสุทธิ์’ บรรพบุรุษของคนไทยนั้น ‘หลากหลาย’ ทั้งในเชิงศาสนา วัฒนธรรมและอัตลักษณ์

“มันกำลังบอกว่า มีคนที่หลากหลายชาติพันธุ์มานานแล้ว” คือคำตอบที่ได้รับ

สำหรับการใช้เครื่องมือหินกะเทาะ เป็นรูปแบบวัฒนธรรมที่พบร่วมกันในเอเชียใต้ ในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ช่วง 4,000-3,600 ปีมาแล้ว พื้นที่ทางตอนบนอย่าง ‘จีน’ ได้ก่อตั้งอาณาจักรเป็นสังคมระดับรัฐ เกิดสงครามแย่งชิงกันได้ผลักดันให้ กลุ่มชนป่าเถื่อนร้อยเผ่า (เยว่) เคลื่อนจากจีนลงมาตอนใต้ ปะปนกับกลุ่มคนดั้งเดิมที่ใช้วัฒนธรรมหินกะเทาะ และนำภูมิปัญญา เข้ามาด้วย เช่น การใช้โลหะ หรือการทำโลงไม้ ดังที่พบจากแหล่งโบราณคดีบนพื้นที่สูง แถบ จ.แม่ฮ่องสอน

มองทะลุ ‘วัฒนธรรมโลงไม้’ หลอมรวมกันทั้ง เอเชียอาคเนย์

“ถ้าเราเข้าใจที่มา จะยอมรับความหลากหลายและเคารพคนในชาติได้”

อาจารย์ ดร.นฤพล หวังธงชัยเจริญ จากภาควิชาโบราณคดี บอกเลยว่า คนทั้งเอเชียอาคเนย์ได้โยกย้าย ผสมข้ามกลุ่ม กลืนกันทางวัฒนธรรมและพันธุกรรมมาไม่ต่ำกว่า 50,000 ปีแล้ว โดยที่ อ.ปางมะผ้า ศึกษาจากกายภาพ ทั้งรูปทรงกะโหลก ความกว้างของรูจมูก, รูปฟัน เพื่อตอบว่าเป็นประชากรกลุ่ม ‘มองโกลอยด์’ ในเอเชีย ‘นิกรอยด์’ ในแอฟริกา หรือ ‘คอเคซอยด์’ ในยุโรป

“จากเดิมต้องเจอกระดูกหรือฟันเท่านั้นจึงจะบอกได้ว่าคล้ายกันระหว่างกลุ่มประชากร A และ B ปัจจุบันสกัด DNA จากโครงกระดูกเหล่านี้ได้ และนำไปเชื่อมโยงความสัมพันธ์ มันมีวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้คลี่คลาย” นักโบราณคดีเล่าความก้าวหน้า

ย้อนไปถึงความเชื่อแรกเริ่ม เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายคนลงมาในดินแดนไทย ตั้งแต่ช่วงที่เป็น ‘วัฒนธรรมโลงไม้’ ราว 3,000 ปีมาแล้ว หรือช่วงราชวงศ์ฉิน, โจว ของจีน เชื่อว่าคนกลุ่มตระกูลภาษา ‘ออสโตรเอเชียติค’ มาทาง 5 ลำน้ำสาขาหลัก ได้แก่ โขง เจ้าพระยา สาละวิน แม่น้ำดำ แม่น้ำแดง และอิรวดี

“จากที่เชื่อว่ากลุ่ม ไท-กะได เคลื่อนย้ายมาสมัยประวัติศาสตร์ แต่เราพบว่าน่าจะมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว”

เมื่อจับจิ๊กซอว์มาลิงก์กัน หากมองจากรูปแบบ ‘วัฒนธรรมโลงไม้’ ทางมาเลเซีย หรือพวกโปรโตมาเลย์ จะผิวคล้ำผมเหยียด ถ้าจีนตอนใต้ ผิวเหลือง-ดำ ผมเหยียดเหมือนกัน ค่อนข้างชัดว่าเป็น ‘มองโกลอยด์’ ทั้งหมด แต่ซอยย่อยออกไป

“ถ้าเป็นในเวียดนาม เขตทุ่งกุลา หรือตามหมู่เกาะต่างๆ ในฟิลิปปินส์ จะเป็นกลุ่มออสโตรนีเซียน ชอบฝังศพครั้งที่ 2 ใส่ตลับและฝังไว้ตามถ้ำ ช่วงหนึ่งมีการสั่งสังคโลกของเราและฟิลิปปินส์ ไปฝังร่วมด้วย”

อย่างไรก็ดี รูปแบบการฝังศพ ไม่ได้ฟันธงเสมอไปว่าต้องเป็นคนกลุ่มไหน เพราะวัฒนธรรมมีความลื่นไหล เรามักเลือกรับสิ่งที่เข้ากับตัวเอง

ในประเทศเพื่อนบ้านเองก็มีงานวิจัยที่ชี้ว่า แรกเริ่มที่เข้ามาเป็นกลุ่ม ‘นิกรอยด์’ ตามด้วย ‘มองโกลอยด์’

“จีนเองก็มี 2 กลุ่ม จีนฮั่น ที่ตาตี่ๆ คือมองโกลอยด์แท้ๆ แต่ที่บ้านเรา คือจีนผสม ทำไมเราหน้าตาเหมือนคนฟิลิปปินส์ เพราะถูกผสมมาเรื่อยๆ ข้อมูลทางพันธุกรรมยืนยันว่า ช่วง 2,500 ปี ในเขตคาบสมุทรภาคใต้ มีการเข้ามาของอินเดีย ทั้งคน สัตว์ แม้กระทั่งข้าวสายพันธุ์อินเดีย, วัว ที่มีหน่อ ร้อยเรียงให้เห็นภาพการเดินทางของผู้คน”

“ถ้าตราบใดที่เรามีอคติ มันจะไม่ไปทางเดียวกันแน่ๆ ยอมรับและแบ่งปันข้อมูลเพื่อศึกษาร่วมกัน จะทำให้เราไปกันเป็นกลุ่มก้อน และตอบได้ทุกเรื่อง” อาจารย์ ดร.นฤพลทิ้งท้าย

(จากซ้าย) ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา, รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร, ผศ.ดร.ดำรงพล อินทร์จันทร์, อาจารย์ ดร.นฤพล หวังธงชัยเจริญ และวรรณศิริ ศิริวรรณ ผู้ประกาศข่าว อสมท. อดีตศิษย์เก่า

ร้อยเกลียวเชือก พลิกความเชื่อ ยัน คนไทยไม่ได้มาจาก ‘เทือกเขาอัลไต’

แล้วไทย กับ ไท ต่างกันอย่างไร?

“ไท ไม่มี ‘ย’ ก็เหมือนกับผู้หญิงไม่แต่งหน้าเสริมสวย แต่เมื่อใส่ ‘ย’ เข้าไปจะดูโมเดิร์นขึ้น เมื่อ ‘สยาม’ เปลี่ยนเป็น ‘ไทย’ จึงใส่ ‘ย’ เพราะมีไทกลุ่มอื่นอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ตั้งแต่จีนตอนใต้ จนถึงตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย หรือกว่า 100 ล้านคนในภูมิภาคนี้” ผศ.ดร.ดำรงพล อินทร์จันทร์ จากภาควิชามานุษยวิทยา ขยายความ

ส่วน ‘ไท’ พูดถึงกลุ่มตระกูลภาษาไท-กะได หรือข้า-ไท ซึ่งกระจายตัวอยู่มาก่อนจะมีรัฐชาติ การค้นคว้าจีโนม ย้อนบอกได้ถึงโครโมโซมของแม่ mother hood ที่แท้

“มันย้อนกลับไปได้ว่า เรามีบรรพบุรุษเป็นใคร ‘ทฤษฎีเกลียวเชือก’ บอกให้เห็นว่า ที่ไหนมีความหลากหลายทางภาษามาก อาจจะเป็นแหล่งต้นกำเนิดของตระกูลภาษานั้น อย่างจีนตอนใต้ และเวียดนามตอนเหนือ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดภาษาตระกูลไท แต่ก็มีงานศึกษาที่ย้อนไปถึงก่อนหน้านั้น เกาะไหหลำ จีนตอนใต้ จนถึงแม่น้ำเหลือง”

ยกเรื่องตลกร้าย มีงานศึกษาในกลุ่มอินเดีย ตีพิมพ์ในวารสารของ Oxford บอกว่า การอพยพของกลุ่มคนในอินเดีย (ตะวันออกเฉียงเหนือ) มาจาก ‘ไทย’

“เราคิดว่าเรามาจากที่อื่น แต่กลับมีคนอ้างอิงว่าเขามาจากเรา น่าศึกษาต่อเหมือนกัน ว่าทำไมถึงเกิดความคิดแบบนี้”

“ข้อมูลทางวิทย์ มันทำให้เกิดการตั้งสมมุติฐาน ถ้าเราเชื่อตามทฤษฎีที่เรียนว่า เรามาจากเทือกเขาอัลไต เพราะชื่อพ้องกับไทย แต่เมื่อมีข้อค้นพบอื่นๆ หรือความจริงแล้ว แถวที่ราบสูงมองโกเลียเป็นทุ่งหญ้า ไม่ตอบโจทย์วัฒนธรรมปลูกข้าว เราอยู่ที่แบบนั้นไม่น่ารอด น่าจะเป็นกลุ่มจีน, ทิเบต มากกว่า” ผศ.ดร.ดำรงพลชี้ให้เห็นคำตอบใหม่

ส่วน ‘วัฒนธรรมโลงไม้’ สะท้อนความเชื่อเรื่อง ‘โลกหลังความตาย’

“ในโลงไม่ได้พบแค่ร่าง แต่พบของเซ่นไหว้ เส้นใยผ้า กระดูกสัตว์ แสดงว่าเขามีความเชื่อว่าโลกหน้าจะต้องไปเจอกับอะไร

“รวมถึงจารึกและศิลปะ ถ้าสถานภาพทางสังคมต่าง โลงไม้ จะประดับไม่เหมือนกัน ผู้หญิง-ชายเป็นอย่างไร การใส่ของอุทิศและที่ทางการฝังต่างกัน อะไรที่รายล้อม มันจะสะท้อนว่าเป็นคนยุคไหน มีวัฒนธรรมแบบไหน” ผศ.ดร.ดำรงพล หวังองค์ความรู้เหล่านี้ ถูกนำไปต่อยอดด้านซอฟต์พาวเวอร์ ในเชิงการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ให้เกิดความหลากหลายของตลาดแรงงาน ได้อีกทาง

อ่านคนไทย ผ่านงานศิลป์ เราคือ ‘ลูกผสม’

เพราะ ‘คน’ สร้างศิลปะมาก่อนจะมีตัวอักษร

‘ประวัติศาสตร์ศิลปะ’ จึงเป็นดั่งทัพหนุน เพื่อบ่งชี้ว่าการค้นพบสถูป เจดีย์ พระพุทธรูป มาจากภูมิปัญญาภายใน หรือนอกกันแน่

ภาพจำลองใบหน้ามนุษย์สมัยก่อนยุคประวัติศาสตร์ จากแหล่งโบราณคดีบนที่สูง จ.แม่ฮ่องสอน

รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร จากภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ยก ‘ภาพเขียนสี’ ที่เชื่อว่าเขียนถึงพิธีกรรม การเลี้ยงผี และยังสอดคล้องกับภาษาบาลี-สันสกฤต ที่เข้ามาพร้อมๆ กัน ซึ่งหากโยงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปกรรม กับข้อมูลทางโบราณคดี ก็พบว่าสัมพันธ์กับตอนเหนือขึ้นไป หรือ ‘จีนตอนใต้’

“อย่างภาพเขียนที่เขาจันทน์งาม ‘โคราช’ เหมือนภาพที่ผาลาย กวางสี ในจีน แสดงให้เห็นว่ามีความเชื่องโยงกันผ่าน DNA หรือเส้นทางการเคลื่อนที่ ที่ทางภาคโบราณคดีได้ทำไว้จริง”

การอ่านคนผ่านงานศิลปะ ทำให้พบความยูนีค เช่น ทางที่สูง-ที่ลุ่ม คนมีความเชื่อต่างกัน แต่จุดร่วมคือ ‘ศาสนา’ ก่อนรับพุทธหรือฮินดู จากอินเดีย ก็มีความเชื่อเรื่อง ‘ผีบรรพชน’ ร่วมกัน

ภาคกลาง เติบโตมาเป็นรัฐทวารวดี ก็เป็นไปตามอินเดียอีกแบบหนึ่ง ตอนใต้ที่เรียกว่า ‘ศรีวิชัย’ ก็รับมาจากอินเดีย หน้าตาต่างออกไปแต่ยังคงมีแกนร่วม อย่างมรดกโลก ‘เขาคลังนอก’ ที่ อ.ศรีเทพ ก็มีความลูกผสม มีทั้งอินเดียเหนือและใต้ ผสานอยู่ในองค์เดียวกัน

เมื่อเข้าสู่ช่วง พ.ศ.1800 เป็นต้นมา หรือยุคกลางของยุโรป เราเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากพูดมอญ, เขมร มาพูดไทย และรัฐไทยเริ่มเกิดขึ้น มีการสร้างสถูป, เจดีย์มากมาย อินเดียหมดความสำคัญในทางพุทธ เราก็หันเหไปรับเอาพุทธรูปแบบที่เจริญกว่าอย่าง ศรีลังกา, พม่า

อีกฝั่งหนึ่งอย่างกัมพูชาหรือเขมร ก็ยังมีบทบาทอยู่ เห็นได้จากศิลปะสุโขทัย ที่เจดีย์ เราจะมองส่วนต่างๆ อย่างแยกส่วน เช่น ‘ฐาน’ ที่ยกสูง อาจจะมาจากเขมร, ‘ยอด’ ทรงดอกบัวตูม มาจากพม่า มันแสดงให้เห็นว่าข้างในดินแดนไทย เขารู้จักวัฒนธรรมจากรอบข้างหมด และหยิบมาผสมจนเป็นรูปแบบของตัวเอง กระทั่งรูปแบบการปลงศพ จากฝัง เป็นเผา

“ถ้าคนไทยยอมรับว่า พระปรางค์วัดอรุณ เป็นสัญลักษณ์ของประเทศได้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งมีรากฐานมาจากดินแดนรอบข้าง เช่น วัฒนธรรมขอม เขมรโบราณ” นักประวัติศาสตร์ศิลป์ชี้

ภาษา-จารึก หนุนอีกเสียง คนบนแผ่นดินไทย หลากหลายจริง

เพื่อสนับสนุนผลวิจัยของ ศ.ดร.รัศมี ช่วงยุคสมัยก่อนที่มีตัวอักษรใช้บันทึก

ด้าน ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา จากภาควิชาภาษาตะวันออก ล้วงลึกจากจารึก พบว่า ทฤษฎีที่เชื่อกันว่า เรารับตัวอักษรแบบ ‘ปัลลวะ’ มาใช้ช่วงปี 1,000 ตอนหลังเจอว่า มีตัวอักษรที่เก่ากว่านั้น ซึ่งความหลากหลายทางอักขรวิทยา ช่วยหนุนอีกเสียงว่า บนดินแดนนี้ มีคนหลากหลายจริง

จารึกวัดพระงาม จ.นครปฐม ที่มีตัวอักษรสวยที่สุดในเอเชียอาคเนย์ เป็นภาษาสันสกฤต อายุประมาณ 1,400 ปี

“สมัยแรกๆ หยิบยืมตัวอักษรจากอินเดีย พัฒนาหลายร้อยปีจึงจะเขียนภาษาของตัวเองได้ แรกๆ ที่รับมา นอกจากสันสกฤต ยังมีมอญโบราณ, เขมรโบราณ ซึ่งยังไม่ได้มีแค่นั้น จากงานวิจัยที่ อ.ปางมะผ้า เป็นสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ไม่สามารถสืบย้อนการไปถึงการใช้ภาษาได้”

อย่างไรก็ดี หลายสิบปีที่ผ่านมา ขุดพบจารึกใหม่ๆ ซึ่งถูกทับถมหลายร้อยปี สอดคล้องกับหลักฐานที่เคยแปลไว้ ช่วยคอนเฟิร์มได้ว่าค่อนข้างถูกต้อง 99%

“ผมว่าตัวจารึก บอกความรู้สึกนึกคิด เช่น เราเจอกรุพระที่เขียนว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เขาเอาไปฝังรวมกลุ่มกัน มันอาจจะเป็นการสืบทอดศาสนา

“เขามีความตั้งใจเกี่ยวกับโลกหน้า ที่ว่าพุทธศาสนาจะมีอายุ 5,000 ปี อาจจะให้คนรุ่นหลังพบว่าบริเวณนี้เคยมีพุทธศาสนา ที่ชัดเจนมากคือเรื่องโลกนี้-โลกหน้า ภาษาสันสกฤตในจารึกโบราณ สมมุติเขาทำบุญถวายสิ่งนี้ จะเล่าเลยว่าเขาเป็นใคร ต้นวงศ์ครองเมืองเรื่อยมา อย่างปราสาทสด๊กก๊อกธม ส่วน ทวารวดี เขียนแต่คาถา ไม่ได้เขียนถึงกษัตริย์แม้แต่พระองค์เดียว

จากจุดนี้ค่อนข้างเคลียร์ว่า เมื่อ 1,000 ปีที่แล้ว คนคิดถึงเรื่องความตายชัดเจน ซึ่งยังปรากฏในคำสาปแช่งที่บอกยันชื่อขุมนรก สำหรับคนรุ่นหลัง หวังใจว่าจะมีการหยิบหลักฐานเก่า มาวิเคราะห์ซ้ำ

“เอาง่ายๆ จารึกวัดพระงาม จ.นครปฐม มีคำว่า ‘โจตะกา’ ของทวาย แปลว่า นกคุ่ม ผมตื่นเต้นคนเมื่อ 1,400 ปี เขาปล่อยนกปล่อยปลา แต่มานั่งคิดใหม่ เป็นไปได้ไหมว่ามันเลือนหายไปนิดเดียว ถ้าไม่มีสระ โ- แต่เป็นสระ เ- ‘เจตะกา’ ความหมายเปลี่ยนเลย มันแปลว่า ข้ารับใช้ หรือทาส”

ผศ.ดร.กังวล ฝากภารกิจ ลองหยิบความเชื่อเดิมมาตีความใหม่ คำตอบเดิมอาจพลิกไปอย่างที่ไม่คาดคิด