หน้าแรก ประชาชื่น ศาสตร์แห่งโหร...

ศาสตร์แห่งโหร ศาสตร์ชีวิต แม่หมอพิมพ์ฟ้า 2568 คือปีแห่งการ ‘เอาแน่เอานอนไม่ได้’

24.11.24 | 11:47 น.

ศาสตร์แห่งโหร ศาสตร์ชีวิต
แม่หมอพิมพ์ฟ้า
2568 คือปีแห่งการ ‘เอาแน่เอานอนไม่ได้’

วนมาอีกครั้งระหว่างช่วงรอยต่อของปีที่ต้องมี ‘ศาสตร์แห่งโหร’ ออกเผยแพร่สู่สายตาประชาชน

พร้อมทำนายทายทักปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นในพุทธศักราช 2568

‘ปีมะเส็ง’ ที่หลายคนออกอาการหวาดๆ ด้วยสถานการณ์โลก บริบทเศรษฐกิจ สังคม การเมืองไทย

นับเป็นเวลาถึง 4 ทศวรรษ ที่หนังสือโหราศาสตร์เล่มดังกล่าวถูกตีพิมพ์ถ้อยคำพยากรณ์จากโหราจารย์ชั้นนำของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ภิญโญ พงศ์เจริญ, บุศรินทร์ ปัทมาคม และศรินทิรา, โหรวสุ, อรรถพล น้อยวงศ์ (หมอมีน ตีสิบ), ซินแสเป็นหนึ่ง วงษ์ภูดร, หมอปลาย พรายกระซิบ, การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ รวมถึง คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง นักวิชาการรุ่นใหม่กูรูพุทธ พราหมณ์ ผี

Advertisement

กระทั่งชื่อสุดท้ายที่ทั้งคุ้นหูและสะดุดตา อย่าง ‘พิมพ์ฟ้ามาโปรด’ เพจดังทาง ‘สายมู’ โดย ‘แม่หมอพิมพ์ฟ้า’ พิชา กุลวราเอกดำรง เรียกได้ว่า ส่งเทียบเชิญโหราจารย์ทุกเจนมาผนึกกำลังมู

“มันเท่มากเลยที่ได้มาเขียนกับอาจารย์บุศรินทร์ (บุศรินทร์ ปัทมาคม) ก็รู้สึกภูมิใจว่ามาไกลเหมือนกันนะ เพราะเราไม่ใช่หมอดูที่มาทางสายสมาคมฯ เราเรียนก็จริง แต่เรียนที่บ้านอาจารย์ ถ้าเทียบกับเกม ก็เหมือนตะลุยมาเก็บด่านนี้ได้”

คือคำตอบของคำถามถึงการเป็นหมอดูรุ่นใหม่ที่ได้กระทบไหล่รุ่นใหญ่ (ด้วยความเคารพ) เนื่องด้วยเป็นลูกศิษย์ตัวจริงของโหรบุศรินทร์

จากเด็กหญิงชาวหาดใหญ่ที่ชอบดูดวง สู่นักศึกษาสาขาภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้รับงาน ‘เขียนบทซีรีส์’ ก่อนมีจุดวิกฤตของทางบ้านที่ส่งผลต่อการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต นั่นคือการยึดงานโหราศาสตร์ในการเลี้ยงชีพ

จากวันแรกที่ได้ ‘ค่าครู’ 20 บาท จนถึงวันนี้ เป็นเวลาถึง 13 ปีบนเส้นทางหมอดูมืออาชีพด้วยวัยเพียง 33 ปี กับใบหน้าที่อ่อนเยาว์กว่าอายุจริงตามบัตรประชาชน

แม่หมอพิมพ์ฟ้าทำนายว่า คงเพราะชอบอยู่ติดบ้าน ไม่ใช่สายปาร์ตี้ ไม่ก้าวย่างออกไปไหนถ้าไม่มีกิจธุระ จึงไม่ต้องปะทะมลภาวะภายนอก

“ไม่ออกจากบ้านเลย ยกเว้นวันที่มีธุระ เพราะฉะนั้น ไม่เจอคน ไม่มีกิจกรรมนอกบ้าน แต่ตอนคุย ดูไม่เป็นอินโทรเวิร์ตใช่ไหม (หัวเราะ)”

เล่าด้วยเสียงสดใสราวกับไม่เคยผ่านห้วงเวลาที่ ‘ไม่แน่นอน’ ของชีวิต แต่หาใช่เช่นนั้น แถมความไม่แน่นอนระดับย้ายบ้านมาแล้วถึง 30 ครั้ง ยังส่งผลให้กลายเป็นหมอดู ‘สายเตือน’ ไม่ใช่สายปลอบแนวส่งมอบแต่คำทำนายแง่ดี

“คิดภาพคนที่ย้ายบ้านมาแล้ว 30 ครั้ง หาดใหญ่ สงขลา ปัตตานี ยะลา ย้ายบ้านเยอะมากจนถึงปัจจุบัน มีแต่ความไม่แน่นอนในชีวิต เลยเป็นคนรักษาความสัมพันธ์ต่อไม่เป็น รู้สึกว่ามันเป็นปมมาจากการย้ายบ้านบ่อยๆ ทำให้เราไม่คอนเน็กต์กับรอบข้าง”

ล่าสุด เตรียม ‘มูฟใหญ่’ ในชีวิตด้วยการปักหมุดเตรียมไปเรียนภาษาที่สาธารณรัฐประชาชนจีน 3 เดือน โดยนับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่จะได้ใช้ ‘ใบปริญญาบัตร’

“ที่จะไปจีนเพราะเอาดาวไปพล็อตลงแผนที่ มันมีศาสตร์นี้ที่สนุกมาก มีเส้นพาดผ่าน มีดาวทำมุมตรงนั้นพอดี พาดไปปักกิ่ง อีกส่วนหนึ่งเพราะบ้าดาราจีน ดูซีรีส์จีน (หัวเราะ) บอกเลยว่าเป็นมูฟใหญ่ในชีวิตสำหรับคนติดบ้าน”

ถามถึงที่มาของชื่อในวงการ ได้ความว่า เป็นการสนธิของชื่อเล่น พิมพ์ ของตัวเอง และฟ้า ชื่อเล่นของเพื่อนสนิทสมัยประถม บุคคลแรกที่ทำให้ได้เขียนนิยายในอินเตอร์เน็ตตั้งแต่ ม.2 แม้ต่อมาโยกย้ายโรงเรียน เพื่อนใหม่ๆ ก็เรียกพิมพ์ฟ้าตามนามปากกาในนิยาย

“หลังจากนั้นก็เป็นพิมพ์ฟ้ามาตลอด ส่วนคำว่าแม่หมอเอามาใส่เอง เพราะถ้าเรียกอาจารย์กับบุคลิกตัวเอง มันไม่ได้ (หัวเราะ) หลายคนบอกว่าถ้าเป็นอาจารย์จะมีเครดิตนะ แต่ไม่พร้อม”

ว่าแล้ว มาทำความรู้จักกับแม่หมอพิมพ์ฟ้า กับครั้งแรกที่จรดปากกาใน ‘ศาสตร์แห่งโหร’

⦁ ก่อนอื่น ย้อนกลับไปตั้งแต่เป็นเด็กคนหนึ่งที่ชอบดูดวง จนถึงนักเขียนบทซีรีส์ มาไกลถึงวันนี้ได้อย่างไร?

เราจบภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตอนเรียนปี 3 ปี 4 ก็เริ่มดูดวงแล้ว แต่ไม่ได้ดูเป็นอาชีพ คือเป็นคนชอบดูดวง แล้วค่าดูมันแพง สมัยเรียน เรารู้สึกว่าจ่ายไม่ได้แล้ว และเรามีเพื่อนสนิทที่ดูดวงได้ ขอดูฟรีจนเพื่อนรำคาญ ตอนหลังไม่ค่อยรับสาย เลยไปเรียนแล้วดูดวงด้วยตัวเอง ยังไม่เคยมีความคิดว่าจะเอามาประกอบอาชีพ เพราะเมื่อสัก 10 กว่าปีที่แล้วอาชีพดูดวงยังไม่ไวรัล ยังไม่เท่ เฟซบุ๊กสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีแฟนเพจเลย คนเพิ่งเปลี่ยนจากไฮไฟฟ์มาเป็นเฟซบุ๊ก

เราก็ไปทำอาชีพเขียนบท เป็นฟรีแลนซ์ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เหมือนรุ่นพี่รุ่นน้อง ลากกันไป หลังเรียนจบก็ยังทำอยู่ ได้ตังค์ทุกเรื่อง แต่ไม่ได้ฉายสักเรื่อง พอไปเรียนโหราศาสตร์ถึงรู้ว่าราหูเข้า เพื่อนทั้งกรุ๊ป ไม่มีใครได้ฉายเลย บางเรื่องที่เพื่อนเขียนบทต้องถ่ายใหม่ ต้องเลื่อนฉาย แล้วระบบสมัยนั้นต้องเขียนเรื่องก่อน สมมุติว่าประมาณ 2 เดือน ถึงได้เงินก้อนแรกจากการเขียนเรื่อง แล้วตอนนั้นบ้านวิกฤต การเขียนบทขณะนั้นยังชีพไม่ได้ ก็เลยใช้การดูดวงเพื่อยังชีพด้วยการเขียนบท ยังไม่ทำเป็นอาชีพนะ เพราะยังศรัทธาในงานเขียนบทอยู่

จริงๆ ถ้าย้อนกลับไปตอน ม.ปลาย ที่หาดใหญ่วิทยาลัย เว็บเด็กดีฮิตมาก เราเขียนนิยายไปลงแล้วได้ตีพิมพ์ เพราะฉะนั้น เราก็ฝันจะเป็นนักเขียน แต่พอเรียนภาพยนตร์ก็เข้าใจว่าบทมันไม่เหมือนนิยาย ต้องนึกถึงโปรดักชั่น งบประมาณ มันไม่สนุกแล้ว ข้อจำกัดชีวิตเยอะ เลยตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ แต่มันเป็นการตัดสินใจที่ยาก

⦁ ตอนนั้นดูดวงตัวเองไหมว่าในจุดหักเหนี้ เดินไปทางใดถึงจะปัง?

ก็ดูดวงตัวเอง อย่างไรก็ตาม ความยากไม่ใช่การเปลี่ยนอาชีพ แต่คือจิตใจเรา ที่บ้านก็ไม่ได้โอเคในช่วงแรก อย่างแรกเลยเขามองว่ามันเป็นอวิชชา เพราะที่บ้านนับถือพุทธ การที่เราต้องต่อสู้มันไม่ใช่ต่อสู้กับการมีกินอย่างเดียว แต่รวมถึงทางจิตใจ ทางจิตวิญญาณ มันต้องต่อสู้ข้างใน ส่วนอย่างที่สอง แม่บอกว่า เขาส่งเราเรียนด้วยความยากลำบาก แต่กลับประกอบอาชีพเป็นหมอดู อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างบีบคั้นให้เราเลือกเส้นทางนี้ เพราะถ้าไปทางนั้นต่อ เงินอาจได้ช้า

ย้อนกลับไปตอนเริ่มดูดวง โดยลูกค้าจะมาจากมหาวิทยาลัย คือตอนเรียนก็รับดูอยู่แล้ว แต่รับเล่นๆ ถ้าเดินในซอย หอ ม.กรุงเทพฯ จากต้นซอยถึงท้ายซอยจะถึงช้ามาก เพราะเขาจะเรียกระหว่างทาง เราไม่ได้คิดตังค์ แต่เป็นค่าครู 20 บาท ตอนหลังก็เริ่มประกอบเป็นอาชีพ พอเริ่มดูดวงได้ดีก็ทำเพจ ในยุคแรกๆ ที่ยังไม่มีคนทำเพจ ให้นึกภาพว่ายุคนั้นอีเจี๊ยบเลียบด่วนยังเป็นสมรัก พรรคเพื่อเก้ง เราทำเพจโดยไม่คิดว่าจะมีคนตามเยอะ ใจอยากมี แต่ไม่คิดว่าจะทำได้ เราก็ดูดวงไปเรื่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ เงยหน้ามาอีกที คนก็ตามประมาณหนึ่งแล้ว เลยทำให้ โอเค ตัดสินใจดูดวงเต็มตัว

พอตัดสินใจได้ มันปลดล็อก งานดูดวงไม่ค่อยมี Career Path (เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ) ไม่มีการเจริญเติบโตแบบนั้น เราต้องวางเอง

ระยะหลังพอเริ่มมีคนตามมากขึ้น เมื่อช่วงก่อนโควิด เลยทำให้ประกอบอาชีพนี้ยาว แล้วด้วยความที่ว่ามีรุ่นพี่รุ่นน้องเป็นนักเขียน ทำให้ได้ออกหนังสือบ้าง มีคนรู้จัก งานก็กระจายไปในหลายแวดวง ก็ได้ทำอันนู้นอันนี้ เราเองก็หาทำนะ อย่างมีงานสัมมนานักเขียน เราเป็นใครไม่รู้ ก็ดุ่มไป

⦁ ปัจจัยอะไร หรือช่วงไหน คนดูดวงเยอะสุด?

ปกติปีใหม่คนดูดวงเยอะอยู่แล้ว เพราะอยากรู้ว่าปีต่อไปจะเป็นอย่างไร แต่ตามโหราศาสตร์ ช่วงเมษา พฤษภา เป็นช่วงที่ร้อนรน เพราะดาวพฤหัสย้าย หรือเมื่อตัวเขามีการเปลี่ยนแปลงเขาก็มาดูกัน ดาวย้ายคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนมาดูดวง

ช่วงที่คิวงานเยอะสุดน่าจะเป็นช่วงเด็กหน่อยหนึ่ง คือ 10 คิวต่อวัน พอโตขึ้นทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว ขอถนอมตัวเองหน่อย และเรามีรายได้จากทางอื่นด้วย มีบริษัทมูซอฟท์ที่เพิ่งเปิด ก็ขายของเกี่ยวกับด้านนี้ อีกอย่างหนึ่งคือการเขียนคอนเทนต์ให้ลูกค้าแบรนด์ต่างๆ มีบริษัทที่ต้องการวอลเปเปอร์เสริมดวงแจกลูกค้า เกือบหมื่นชิ้น เราก็ทำให้เขาได้ หรือไพ่ การ์ด ออฟ เดอะเดย์ ที่เอาไปเหมือนจับไพ่รายวัน เราก็เขียนให้เขา

⦁ ถ้าใจเราอยากไปทางหนึ่ง แล้วดวงบอกว่า อย่านะ! ส่อแววพินาศ จะทำอย่างไรดี เช่น กรณีความรักพุ่งชน มันหักห้ามลำบากมาก?

โหราศาสตร์บอกปัจจัยที่จะมากระทบว่าจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่เราเลือกบางทีเราอยากเลือกทางนี้ แต่ไม่เลือก รู้นะว่าสิ่งนี้มันดีกว่า แต่เมื่อปัจจัยจากดวงดาวมา ส่วนมากจะไม่เลือกอันนั้นหรอก เราก็เลือกอันที่อยากเลือก ในฐานะหมอดูเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน คือรู้ว่าไม่ดี ไม่ใช่ ไม่ควร ไม่ไปต่อ ไม่ควรเซ็นสัญญา แต่ว่า…นึกภาพนะว่าเราเป็นหมอดูที่เชื่อในอาชีพ เชื่อดวงดาว แต่เราจะไม่เซ็นสัญญาเพราะดาวบอกว่าไม่ให้เซ็น ก็จะดูเป็นคนไม่มีตรรกะ และจะไม่มีทางรู้ในสิ่งที่ไม่ได้เลือก ถูกไหม ต้องเอาให้มันรู้ว่าไม่ดีจริงๆ (หัวเราะ)

อย่างไรก็ตาม อะไรที่รู้สึกว่าไม่ควรทำต่อ ถ้าโหราศาสตร์คอนเฟิร์มก็ออกดีกว่า ไม่ทำดีกว่า แต่ก็ต้องเห็นแนวโน้มในทางกายภาพด้วย ส่วนตัวเชื่อดาวมาก แต่ถ้าให้เลือกบางทีก็ใช้ตรรกะ ถ้า ณ วันนี้มองย้อนกลับไป ตอนนั้นต้องเลือกแบบนี้ไหม ก็รู้สึกว่าไม่มีปัจจัยอื่นที่ทำให้เราไม่เลือก คือมันต้องเลือก แล้วค่อยว่ากันข้างหน้า

⦁ คนกลุ่มไหนคือกลุ่มลูกค้าหลักของแม่หมอพิมพ์ฟ้า?

คนทำงานทั่วไปมาดูมากที่สุด เราก็จะเห็นดวงของเขามากที่สุด แต่ถ้าอยากได้แบบมองโลกในแง่ดี คงไม่ค่อยมาดูกับเรา เพราะเป็นคนเตือน อย่างจะมี 3 เดือนที่ไม่ดี เราจะเริ่มอย่างนี้ก่อน คือเป็นคนคิดแบบนี้ในชีวิตประจำวัน เพราะที่บ้านเดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดี คิดภาพคนที่ย้ายบ้านมาแล้ว 30 ครั้ง หาดใหญ่ สงขลา ปัตตานี ยะลา ย้ายบ้านเยอะมากจนถึงปัจจุบัน มีแต่ความไม่แน่นอนในชีวิต

พอคนที่มาดูกับเรา ถามว่าจะรวยไหม ดวงพฤหัสเข้า รวยนะ แต่ถ้าไปดูดีๆ ดาวชุบแป้งทอดมา คือ มันมีดาวที่มารวมกันแล้วจะเห็นว่าข้างนอกดูดี แต่ข้างในล่ะเป็นอย่างไร ถ้าอยากให้คนแชร์เยอะๆ ในเพจ ต้องเขียนว่า รวย ปัง เป็นเศรษฐี แต่ของเรามีคนคอมเมนต์ด่าบ่อยมากว่าไม่เคยเขียนเรื่องดี

จริงๆ เลือกเขียนดีอย่างเดียวได้ เช่น ราศีพิจิกในปีนี้ ถ้าดาวพฤหัสไปดู เข้าช่องคู่ครอง ได้คู่ได้ แต่ถ้าดูดีๆ มันมีการชุบแป้งทอดเข้าไป อาจเป็นสิ่งที่ได้มาก่อน แล้วทุกข์ทีหลัง แล้วช่องคนรักกับช่องคู่กรณี เป็นช่องเดียวกัน เพราะฉะนั้น บางคนไม่ได้คนรักนะ ได้คู่กรณี ตอนแรกเป็นคนรัก ตอนหลังเป็นคู่กรณี

⦁ กว่า 1 ทศวรรษของการเป็นแม่หมอ มีเคสที่จดจำไม่ลืมไหม?

พอดูดวงมา 10 ปี จะไม่มีเคสไหนแล้วที่รู้สึกว่าแปลก ในปีแรกๆ อาจตอบคำถามนี้ได้ แต่ตอนนี้คือ อันนั้นก็เคยเจอมาแล้ว มันเป็นแพตเทิร์นคล้ายๆ กัน เลยไม่ค่อยมีอะไรที่จำได้เป็นพิเศษ แต่จะมีคนที่ทำให้เราเห็นเทคนิคในเชิงวิชาการ ว่า อ๋อ! ดาวที่ตำราบอกว่าไม่ดี ส่วนมากถ้ามีดาวแก๊งนี้นะ เป็นหมอฟัน หรือแก๊งนี้นะ ที่ปากจัดๆ จริงๆ พวกนี้ ทำเอกสารฟ้องร้องเก่ง อะไรอย่างนี้ จริงๆ ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่เป็นอาชีพเชิงเทคนิคอล นี่คือสิ่งที่เยียวยาจิตใจในการทำงาน คือ ทำให้เราเรียนรู้ของใหม่ อันนี้สนุก หรือถ้ามีโอกาสดูดวงให้คนที่รวยมากๆ จะเห็นว่าอันนี้ของเขาแปลว่าอย่างนี้ ไม่เหมือนคนธรรมดานะ สเกลการอ่านมันต่างกัน นี่คือสิ่งที่ชุบชูใจ คือช่วยให้การเรียนรู้ของเรามันเดินหน้า

ส่วนเรื่องทางจิตใจ บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันเกิดกับลูกค้าก่อน เช่น ลูกค้าเกิดลัคนาราศีเดียวกับเรา อาจจะไม่ได้เหมือนกันมาก แต่มีแพตเทิร์นคล้ายๆ กัน บางทีก็มาเตือนสติบางเรื่องในชีวิต เหมือนดวงเขามาเตือนเรา

⦁ หมอดูมี ‘สำนักคิด’ เหมือนสาขาวิชาอื่นๆ ไหม?

เขามีสายของเขา อย่างสมาคมโหรฯ หรือลูกศิษย์อาจารย์ท่านต่างๆ อย่าง อาจารย์บุศรินทร์ ปัทมาคม วันก่อนเพิ่งไปเจอท่าน นี่ยังคิดอยู่เลยว่าจะจำเราได้ไหม เพราะไม่ได้เจอมาเป็นสิบปีแล้ว

นอกจากนี้ ก็อ่านเพิ่มเติมทั้งของไทยและของฝรั่ง เพราะฉะนั้น เทคนิคในการอ่านจะผสมๆ กัน อย่างโหราศาสตร์แผนที่ ใช้เทคนิคโหราศาสตร์ฝรั่งในการดู ซึ่งเราก็อยากให้คำนวณแบบโหราศาสตร์ไทยได้ แต่บังเอิญว่าต่างประเทศเขาไม่มีปฏิทินแบบเรา จริงๆ เป็นคนเรียนไปเรื่อย เพราะชอบเรียน หรือช่วงที่ดวงตัวเองขุนอะไรไม่ขึ้น ก็ไปเรียน ไปอ่านหนังสือ

⦁ ท่ามกลางศาสตร์ต่างๆ ที่ใช้ผสมผสาน ทั้งไทยและอินเตอร์ ศาสตร์ที่ถนัดสุดคืออะไร?

จริงๆ แล้วถนัดไพ่ที่สุด แต่ชอบใช้ร่วมกัน เพราะ serve กันได้มากๆ แล้วตอนเด็กๆ เคยไปดูดวง เจอหมอดูที่ใช้ไพ่ยิปซีกับโหราศาสตร์ผสมกันแล้วแม่นมาก เลยคิดว่าตัวเองจำมาตั้งแต่ตอนนั้น

อีกอันหนึ่งที่ช่วงนี้ชอบใช้ โหราศาสตร์แผนที่ คือ คนมาดูดวงบ่อยว่าจะไปเที่ยวไหนแล้วดวงดี หรือย้ายประเทศ หาแฟน เพราะหมอดูบอกว่าต้องมีแฟนเป็นชาวต่างชาติ แล้วชาติไหนล่ะ ก็จะมีการเอาดวงดาววางบนแผนที่แล้วดูว่าเส้นความรักหรือดาวคู่ครองของเราพาดผ่านประเทศอะไร จะได้แนะนำปักทินเดอร์

⦁ กล่าวกันว่า หมอดูมัก ‘มีเซนส์’ ส่วนตัวเรามีอะไรแนวๆ นั้นไหม?

ตัวเองไม่มีเซนส์ อิจฉาคนที่มี แต่ก็ไม่อยากเห็นผี อยากมีชีวิตปกติ แบบอยู่ร่วมกับคนอื่นแล้วไม่แปลก ถ้าไปสืบเรื่องราวตั้งแต่ประถม เพื่อนจะบอกว่า อ๋อ! เป็นคนแปลกๆ บ๊องๆ พอโตมาเป็นหมอดู เขาก็คงไม่แปลกใจ แต่ถ้ามีเซนส์ ระดับความแม่นอาจเพิ่มขึ้นก็ได้ ไม่รู้ว่าที่ดูดวงได้ ที่เราอ่านดวงออกมาได้ มันเป็นเพราะเห็นบ่อยๆ หรือเป็นเซนส์เหมือนกัน หรือจะเป็นคนเซนส์ดีเรื่องคณิตศาสตร์ สมมุตินะ แต่ตัวเองไม่เห็นผี ไม่มีใครกระซิบ (หัวเราะ)

⦁ ในฐานะคน ‘เจนวาย’ ที่ประสบความสำเร็จจากการขีดเส้นทางของตัวเอง ในวันที่หมอดูอาจไม่ใช่อาชีพที่ให้ภาพของความมั่นคง มีข้อแนะนำถึงเจน Z ในการเลือกลิขิตชีวิตตามหัวใจตัวเองอย่างไร?

สมัยนี้มันง่ายกว่า สำหรับการเป็นฟรีแลนซ์ เราเพิ่งมานึกได้ว่าตัวเองตั้งใจไม่ทำงานประจำมาตั้งแต่เด็กแล้ว อยากทำงานที่บ้าน อยากตื่นขึ้นมาทำงานเลยทั้งที่ยังใส่ชุดนอน เลยอยากเป็นนักเขียนเพราะรู้สึกว่าแมตช์กับสิ่งที่เราต้องการ แต่ยุคนั้นนักเขียนยังไส้แห้งอยู่ นักเขียนยุคนี้รวยนะ ที่เขียนตามเว็บไซต์ต่างๆ

เรายังเชื่อว่ายุคนี้ที่พร้อมด้วยอะไรหลายอย่าง แต่มันไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องทำสิ่งที่ชอบ มันมีสิ่งที่ต้องทำ กับสิ่งที่ชอบ บางคนทำสิ่งที่ชอบยังไม่ได้ ด้วยปัจจัยทางครอบครัว การเงิน แล้วพอไปเห็นคนอื่นได้ทำสิ่งที่ชอบแล้วนอยด์ เราก็เชียร์ให้คิดเยอะๆ แล้วทำ อย่านึกถึงแค่แพชชั่นอย่างเดียว ชีวิตตอนนี้เอายังไงก่อน มันเป็นพาร์ตที่เราต้องทำ หรือเป็นพาร์ตที่ชอบ เราเลือกพาร์ตที่ชอบมาตลอด แต่เลือกในวันที่ยังเรียนไม่จบ ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องออกไปหางาน พอสั่งสมมาตั้งแต่ตอนนั้น ในวันที่เรียนจบแล้ว ก็มีบุญเก่า ไปต่อได้

เราชอบดูดวง แต่ตัวเองมาทำอาชีพหมอดูในวันที่ต้องทำด้วยสถานการณ์ทางบ้าน การชอบดูดวงกับการมีอาชีพหมอดู มันคนละเรื่องกัน

⦁ นอกจากรับดูดวง เตรียมรันงานของ ‘มูซอฟท์’ บริษัทที่เพิ่งตั้งอย่างไรบ้าง?

เราขายวอลเปเปอร์เสริมดวง และรับงานที่บริษัทต่างๆ จ้างมา เช่น อยากได้วอลเปเปอร์หมื่นอันก็ทำให้ได้ ลูกค้าจะเอาไปแจก ก็ทำให้ได้ นอกจากนี้ ก็ขายอะไรที่เกี่ยวกับดวง แต่ต้องไม่เป็น conflict of interest ของลูกค้า เช่น เราคงไม่ทำสบู่ออกมา อาจจะเป็นสติ๊กเกอร์เสริมดวงน่ารักๆ แบบสมัยใหม่นิดหนึ่ง และปีหน้าคิดว่าจะทำไพ่ยิปซี และแบบสามารถจับออนไลน์ได้ ซึ่งต้องมีโปรแกรมเมอร์ และหุ้นส่วนเราก็เป็นโปรแกรมเมอร์

⦁ ภาพรวมปีหน้าราศีไหนปัง ราศีไหนต้อง ‘ระวัง’?

เอาตามโหราศาสตร์ ปี’68 มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเยอะ เพราะดาวพฤหัสที่มันควรจะย้าย 1 ครั้งต่อ 1 ปี ปีหน้ามันย้ายไปราศีมิถุน 1 ครั้ง แล้วปลายปีย้ายไปกรกฎ 1 ครั้ง จากนั้นจึงย้ายกลับมามิถุน คืออะไรที่ควรเกิดใน 2 ปี มาเกิดในปีเดียว แล้วเดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออก เลยคิดว่าจะปวดหัวมาก แล้วจริงๆ ไม่ใช่ปีเดียว แต่ระหว่างนี้เป็นต้นไปอีกหลายปี อาการของดาวที่เดินปีหนึ่ง หนึ่งช่อง จะเดินปีหนึ่ง 2 ช่องตลอด เพราะฉะนั้นจะมีการยึกยัก เดินหน้าถอยหลัง ดังนั้น ปีหน้าที่มันดี มันก็มี แต่จะเป็นพฤษภาถึงตุลา 1 เรื่อง หลังตุลา 1 เรื่อง มกราถึงพฤษภา 1 เรื่อง ดีกับไม่ดี ต่างกันมาก เลยพูดยาก

แต่ถ้าถามว่าดาวพฤหัสส่งผลดีกับใครบ้าง คิดว่าเมษ ก็ได้ผลดีอยู่ มิถุน สิงห์ ตุลย์ ธนู กุมภ์ จะเป็นราศรีที่จะส่งอิทธิพลในทิศทางที่ดี มุมค่อนข้างดี แต่คุณภาพของกลุ่มดาวไม่ได้ดีขนาดนั้น คือดีประมาณหนึ่ง ไม่ได้ดีมากๆ อย่างไรก็ตาม จะส่งผลให้อะไรที่อยากทำ มีการขยับขยายกว่าเดิมสักทีหลังยึกยักมานาน โดยจะเป็นงานที่เราไปทำให้คนอื่น งานส่งออก งานที่ไปไกลๆ หรืองานที่ไม่ใช่โปรเจ็กต์ระยะยาว เนื่องจากปีหน้าดวงดาวมันรวนเยอะ งานที่ต้องลงทุนเยอะ ต้องตั้งหลักปักฐาน ไม่แนะนำ แต่ถ้าจะทำอะไรที่วูบเดียวรวย อันนี้เชียร์

ราศีที่ต้องระวังเยอะหน่อย คิดว่าเป็นราศีธนู ตอนแรกจะเหลิงนิดหนึ่ง เพราะเหมือนว่าจะกลับมาดีขึ้น ที่น่ากลัวคือตอนแรกดี สักพักหนึ่งดาวประจำตัวมันตกช่องมรณะ ซึ่งไม่ค่อยน่ารัก ต้องระวังทั้งเรื่องตัวเองและสุขภาพของผู้ใหญ่ ถ้าจะแก้เคล็ดคือ โยกย้ายที่อยู่อาศัยไปไกลๆ

ราศีที่ค่อนข้างน่ากังวลเป็นพิเศษ คือราศีมีน และราศีกันย์ 2 ราศีนี้กังวลมาตั้งแต่ปีนี้ และปีหน้าต้องกังวลต่อ ทั้งทุกข์ ทั้งลาภ จะมาพร้อมกัน

อีกราศีที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และต้องดอกจันไว้เลย คือราศีกุมภ์ แม้ดาวประจำตัวกลับมาแข็งแรงก็จริง แต่จะมีการเดินหน้าถอยหลังของดาวเสาร์ระหว่างช่องการเงินกับช่องตัวเอง คิดว่าจะมีปัญหาเรื่องเงินมาก

มังกร และกุมภ์ จะมีปัญหาเรื่องเงินมาก และถ้ามียืดเยื้อมาก่อน ปีหน้าจะน่ากลัว คนอาจบอกว่าราหูกับเสาร์เป็นมิตรกันไม่ใช่เหรอ แต่ข้อแรกคือ ปีหน้าไม่ใช่ดาวที่เดินปกติ ข้อที่ 2 คือโอเค เป็นมิตรกันได้นะ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดี ส่วนมากไม่ได้โชคดี ความโชคดีมันเฉพาะตัว สำหรับ 2 ตัวนี้ถ้าเจอกันตำราจะบอกว่าดีมาก แต่ส่วนมากที่ตัวเองเจอ เรื่องเกี่ยวกับการฟ้องร้อง การเงิน ต้องระวังมาก

แต่แก๊งที่ดี ก็จะมีช่วงเวลาที่ดีแหละ ปกติเราจะแบ่งออกเป็น 2 แก๊งด้วยกัน ถ้าดาวดีสำหรับแก๊งนี้ อีกแก๊งหนึ่งจะไม่ดี แต่ปีหน้าจะเป็นปีที่สลับปรับเปลี่ยนกันไปทั้ง 2 แก๊ง คือ แก๊งราศีเมษ มิถุน สิงห์ ตุลย์ ธนู กุมภ์ จะมีช่วงเวลาดีช่วงหนึ่ง ส่วนพฤษภ กรกฎ กันย์ พิจิก มังกร มีน จะมีช่วงเวลาที่ดี เพราะดาวเดิน 2 ช่อง มันจะดีกับแก๊งนั้นและแก๊งนี้ แต่สลับเวลากันไป ต้องบริหารจัดการชีวิตให้ดีมากๆ ปีหน้ามันไม่ง่าย จริงๆ ปีนี้ก็ไม่ง่าย ปีที่แล้วก็ไม่ง่าย ไม่มีง่ายสักปีตั้งแต่โควิด ปีที่แล้วก็เดือดนะ เศรษฐกิจ ยังน่ากลัวอยู่

⦁ ขอ 3 คำ หรือ ‘นิยาม’ ดวงปี’68?

โอ๊ย ยากจังขอคิดแป๊บนึง (หยุดคิด) ขอใช้คำว่าปีแห่งการเดินหน้า-ถอยหลัง เพราะบางช่วงก็เดินหน้า บางช่วงก็ถอยหลัง เอาแน่เอานอนไม่ได้ ทำอะไรระยะสั้นๆ ดี แต่ใครที่ทำอะไรผิดๆ ไว้เรื่องจะแดง มีการเจอกันของดวงดาวที่ต้องทำให้ขึ้นศาล ความตึงเครียด เข้มข้น จะเกิดขึ้นในปีหน้า

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร – เรื่อง
วรพงษ์ เจริญผล – ภาพ