สร้างพาวเวอร์เขย่าเทรนด์เก่า
เมื่อ Gen Z พลิกแพลงมรดก
รียูส ‘ทุนทางวัฒนธรรม’
“ทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้ จะไปสร้างเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
มันคือส่วนที่ทำให้ซอฟต์พาวเวอร์แข็งแรงขึ้น”

ผศ.ดร.ชยกฤต อัศวธิตานนท์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม แห่งรั้วธรรมศาสตร์ กวาดสายตาดูแล้วชัวร์ในความปัง!
บอกเลยว่า ทั้ง ‘15 ผลงาน’ ธีสิสของว่าที่บัณฑิตเจนใหม่ ในหลักสูตรการจัดการมรดกวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (BMCI) สกัดเอาคุณค่าที่เราคู่ควรมา ‘อะแดปส์’ หยิบความเป็นไทยมาเขย่าให้เข้ากับการตลาด จนเกิดเป็นโปรดักต์ร่วมสมัย ไม่ว่าจะชิ้นงานศิลปะ สารคดี คลิปสั้น แฟชั่น แพลตฟอร์ม ทั้งทันเทรนด์แถมยังใส่ใจสิ่งแวดล้อม
ถูกจัดวางกลางโถงหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ตลอดทั้ง 5 วัน (13-17 พ.ย.) ผ่านตาผู้คนสารพัดเชื้อชาติ หลากวัยหลายเจเนอเรชั่น
นี่คือ ‘ทรัพย์สินทางปัญญา’ ที่คัสตอมไมซ์ออกมาจากมันสมองของเยาวชนไทย จับทางได้ถูกต้องกับทาร์เก็ต เสิร์ฟเป้าหมายความเป็นฮับแห่งการท่องเที่ยว รองรับยอดต่างชาติที่ทะลักไทยทะลุ 30 ล้านคนในเวลานี้
หลากหลาย ‘ทุนทางวัฒนธรรม’
วางโรดแมปดันให้สุด
คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมเห็นกลิ่นอายความหลากหลายที่สะท้อนผ่านงานนักศึกษา
“มีตั้งแต่การเอาเศษผ้าไทยที่มีเอกลักษณ์ มารียูส ต่อยอดคุณค่า กระทั่งแบบเรียนภาษาไทยเวอร์ชั่นใหม่ ให้เด็กมีอินเตอร์แอ๊กทีฟโดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงนัก ดีสำหรับการเรียนในพื้นที่ห่างไกล มีเรื่องสายมู เวอร์ชั่นปีชง ที่สะดวกสบายเข้ากับสังคมยุคใหม่”
เพราะเรามี ‘ต้นทุนทางวัฒนธรรม’ ที่เข้มแข็งมากพอที่จะแข่งขัน ต่างชาติก็ชื่นชอบ เชื่อว่าต่อยอดไปสู่การสร้าง ‘อุตสาหกรรมสร้างสรรค์’ ที่ยั่งยืนได้แน่ เหมือนเมล็ดพันธุ์ชั้นดีที่ถ้าได้รับปุ๋ย-ปลูกบนสภาพดินเหมาะสม ก็พร้อมแตกแขนงแผ่กิ่งก้านไปได้ไกล
“ผมว่าทุนทางวัฒนธรรมของไทยใช้ได้ทุกแขนง เรามีทั้งเรื่องอาหาร การแสดง มีทั้งสายความเชื่อ เรื่องผ้า ศิลปวัฒนธรรมเยอะแยะไปหมด ถ้ารัฐมองเห็นคุณค่าตรงนี้ อาจจะจัดหมวดหมู่และวางโรดแมป สนับสนุนทีละเรื่องเพื่อไม่ให้กระจัดกระจาย”
จากที่เห็นเรียงราย ยังมองเห็นมายด์เซตของคนรุ่นใหม่ที่เห็นคุณค่าในมรดกเก่าแก่ แต่ก็คำนึงถึงโลกในภาพรวม
“ความจริงแล้วนักศึกษาเขาสนใจ ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ชุมชน การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะเขาคือคนที่จะอยู่ต่อไปในอนาคต เมื่อเขาสนใจวิทยาลัยเองก็มีหน้าที่ นอกจากให้ความรู้แล้วก็ให้โอกาส การแสดงผลงานในพื้นที่เปิด เขาจะได้ฝึก ‘สื่อสารสิ่งที่คิด’ กับคนทั่วไป ได้ยินเสียงสะท้อนที่อาจจะคาดหวังให้ต่อยอดเป็นแบบนั้น แบบนี้”
ไม่ว่าฟีดแบ๊กจะแง่บวกหรือเชิงติ ก็มั่นใจว่าคอมเมนต์ที่ไหลผ่าน จะทำให้คนของเรา (แรงงานไทย) พัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นต่อไป

‘น้องเทพมู’ แห่งศาสดากลาง
เครื่องรางยุคใหม่ เพื่อนทางใจ
เริ่มจาก โครงการมูเต อะมูเล็ต (Mu-teAmulet) จุดตั้งต้นที่เริ่มจากมองเห็น ‘เครื่องราง’ ในต้องตลาด ค่อนข้างเข้าถึงยากสำหรับคนเจนใหม่ แต่สิ่งนี้ผสานเข้ากับชีวิตของคนมานานแล้ว
“มาในยุคปัจจุบัน การบูชาเครื่องรางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่รูปลักษณ์เปลี่ยนไป เป็นรูปแบบกำไลข้อมือ สร้อยคอ วอลเปเปอร์มือถือ หรือเครื่องสำอาง มันเป็นออปเจ็กต์อะไรก็ได้ที่เป็นเครื่องช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจคน” จิรัชญา ไชยสาร เผย
ลงพื้นที่เก็บข้อมูลว่า คนแต่ละเจนสนใจเครื่องรางในมุมไหน เช่น เจน Z สนใจความรัก การเรียน, เจน Y ขึ้นไป เป็นการงาน ส่วนเจน X จะเป็นเรื่องสุขภาพและการเงิน นำมาสร้างเป็นคาแร็กเตอร์ น้องเทพมู
“ไทยเป็นเมืองพุทธ แต่ใจบางทีก็อยากไปบูชาพระแม่ บูชาเครื่องราง ไต้หวันบ้าง นี่แหละมันคือเนเจอร์ของคนไทยในปัจจุบันที่นับถืออะไรก็ได้ อยากให้น้องตัวนี้เป็นคล้ายกับชุดความเชื่ออีกแนวหนึ่ง ให้กับคนที่นับถือหลากหลาย แต่อยากมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจตรงกลางในการใช้ชีวิต”

จับกระแสการตลาดในปัจจุบัน อดใจไม่ไหวที่จะเพิ่มกิมมิก ‘กล่องจุ่มสายมู’ ให้ได้ลุ้น หยิบความเชื่อมาผลิตเป็นสินค้า ปันรายได้เข้ามูลนิธิทำบุญต่อไป
“เครื่องลางและความเชื่อ มันเป็นเบสในใจคน อยู่ที่จะจับความต้องการทางตลาดไปต่อยอดให้ตรงกับใจคนได้อย่างไร จะเจาะกลุ่มเป้าหมายไหนมากกว่า”
“นี่แหละคือชุดความเชื่อใหม่ที่ไทยกำลังจะมีเทรนด์แบบนี้” จิรัชญาซาวเสียงคนที่มาดูงาน ให้ช่วยกันครีเอตอยากได้เครื่องรางแบบไหน มีทั้งเครื่องรางหมูเด้ง, ไม้ทุบหลัง
การสร้าง ‘เทพกลาง’ ชุดความเชื่อใหม่ กำลังบอกเราว่าคนเริ่มไม่ยึดติดกับความเชื่อเดียวอีกต่อไป

มี ‘สติ’ ในความเชื่อ
เมื่อตัวเลข ผูกโยงกับชีวิต
หันมาซูมดูอีกพาร์ตที่ฝังรากลึกผ่านสารคดี ‘เลขนำชีวิต: วิถีบนบานและวัฒนธรรมหวยไทย’
ชวัลวิทย์ รัตนะ มองว่า การบนบานของคนไทยมักจะยึดโยงกับ ตัวเลข ตั้งแต่เกิด ผูกโยงทั้งวัน-เวลาเกิด มีลัคกี้นัมเบอร์ประจำตัว
“หวย ลอตเตอรี่ เป็นท็อปปิกที่น่าสนใจ เราไปสัมภาษณ์ที่ศาลแม่นาคพระโขนง ที่ขึ้นชื่อเรื่องขอเลข ไปบนให้ไม่ติดทหาร ทุกวันที่หวยออกจะเปิดให้ไหว้ได้ 24 ชม. มีแผงหวยพร้อม บนเสร็จ ได้เลขซื้อเลย”
นอกจากขอความคิดเห็นจากอาจารย์ และ ‘ต้นกล้า’ อินฟลูเอนเซอร์จากช่อง RUBSARB Production ความน่าสนใจคือ การสอบถามฝรั่งที่ไปลองจั่วเลขในศาลย่านาค
“ตัวเขาเองไม่ได้เชื่อเรื่องเลขมาก แต่เวลาจะเลือกซื้อลอตเตอรี่ทีไรจะเป็นเลข 6 หรือ 8 เสมอ แล้วก็ได้ 2 เลขนั้น เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นไปได้อย่างไร” ชวัลวิทย์เห็นปริศนาที่น่าไปคิดต่อ มีจุดเชื่อมแม้อยู่คนละซีกโลก
แอบถามมุมส่วนตัว มีเลข 2 ที่ยังคิดมาตลอดว่าทำไมถึงวนเวียน เป็นเลขประจำตัวตั้งแต่อนุบาล ยันเป็นนักศึกษา
“ต่อให้ย้ายโรงเรียน ทำไมมันยังเป็นเลขนี้อยู่ มันไม่น่าจะประจวบเหมาะอะไรขนาดนั้น”
“เราทำสารคดีนี้ ไม่ได้เพื่อหาคำตอบหรือตีแผ่อะไรทั้งสิ้น แต่คนเราเวลาจะลงทุนทรัพย์อะไรลงไปในความเชื่อ เราควรจะเข้าใจ รู้จักสิ่งที่เราเชื่อก่อน เหมือนตั้งคำถามให้คนเลือกเชื่ออย่างมีสติมากขึ้น”
ด้าน ศิวกร สุปรียสุนทร ก็มีเลข 7 ทั้งรหัส น.ศ. เลขที่บ้าน-คอนโด ส่วน หฤษฎ์ ก้าวลิ้ม ได้เห็นมุมที่ฝรั่งมองว่าความเชื่อของคนไทยนั้นสุดแปลก พยายามหากรรมวิธีให้ได้เลข ทั้งถูต้นตะเคียน ล้วงไห ดูธูป
“เราดังด้านนี้ ฝรั่งก็เลยไปบ่อย คนไทยก็ไปด้วย”

พลิกเทรนด์แฟชั่น
ชุบชีวิตผ้าไทย
‘ฟาสต์แฟชั่น’ ได้สร้างสิ่งแปลกปลอมลงสู่แหล่งธรรมชาติมหาศาล จากความตระหนักถึงผลลัพธ์ของ ‘ขยะจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ’ ที่ปลดปล่อยคาร์บอน 2-8% ทั้งโลก บวกกับความหลงใหลในแฟชั่น และเทรนด์เสื้อผ้ามือ 2 ที่กำลังมา
จึงเกิดเป็น โครงการ Flip the Thrift ที่รณรงค์ให้คนเริ่มตระหนักจริงจัง
“มีหลายแบรนด์ที่ผลิตตามความต้องการ แต่ไม่ได้สนใจปลายทาง เราอยากบอกว่าเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้แล้วจะส่งให้ประเทศที่ยังไม่ค่อยเจริญ ทุกสัปดาห์จะมีขยะหลายล้านตันส่งไปเผาบ้าง ฝังกลบบ้าง ทำให้เกิดมลภาวะ อากาศแย่ ส่งผลต่อระบบนิเวศ” คือสิ่งที่ ศศิวิมล ปภาวัฒนานนท์ อยากสื่อสาร
ชู 5 แนวคิดที่เชื่อว่า ถ้าคนกลุ่มเล็กๆ ทำ อาจจะสร้างอิมแพกต์ให้คนหมู่มากทำตาม คือ 1.มิกซ์แอนด์แมตช์ 2.คิดก่อนซื้อ 3.บริจาค-ขายต่อ 4.แฟชั่นหมุนเวียนเสื้อผ้ามือ 2 ซัพพอร์ตแบรนด์ที่ใช้เส้นใยเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม 5.เอามาคัสตอมใหม่ ซึ่งช่วงนี้มีให้เห็นเยอะขึ้น เป็นเทรนด์ทั้งในวัยรุ่นต่างชาติด้วย ผ่านคลิป Reels
ด้าน ขวัญจิรา มีชัย ชวนมองอีกมุม การซื้อเสื้อผ้ามือ 2 ทั้งราคาดี ยูนีคไม่ซ้ำใคร พร้อมป้ายยาแหล่งช้อปที่เลิฟมากคือ ตึกแดง, ตลาดปัฐวิกรณ์ และพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน ที่กำลังบูมในติ๊กต็อก
“การจัดงานที่นี่เหมือนช่วยเปิดการมองเห็น บางคนกำลังทำเรื่องนี้เหมือนกัน เขาสนใจ ขอข้อมูลเพิ่มเติมก็มี”
อีกผลงาน ชวนไปติดตามในอินสตาแกรม @earth.re.fabric
คือ ‘โครงการแนวทางการพัฒนาเศษผ้าไทยเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์’ แก้โจทย์ผ้าไทย ที่ใส่แล้วดูสูงอายุ ใส่ได้แค่บางโอกาส ให้ออกมาเป็น ‘ล็อกเกต’ จากเศษผ้าไทยเหลือทิ้งในกระบวนการตัดเย็บ จาก 4 ภาค ลวดลายแทน 77 จังหวัด ซึ่งอีกนัยเป็นการเชิดชูผ้าไทยที่เต็มไปด้วยภูมิปัญญา
สอดคล้องกับความเชื่อแต่ก่อน ที่เมื่อลูกเกิดใหม่ แม่จะตัดชายผ้าถุงเอาให้ลูกไปห้อยคอเป็นสิริมงคล ไม่ต่างจากการห้อยพระ โดยปรับให้เข้ากับแฟชั่น ใส่ได้บ่อยขึ้น เป็นได้ทั้งของฝาก เครื่องอุ่นใจให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อต้องไกลบ้าน
ใช้ทฤษฎี 5F คือ Fighting, Food, Fashion, Film, Festival เข้าไปจับ โดยทางกลุ่มเชื่อมั่นว่าศักยภาพของผ้าไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์ไปได้ไกลชัวร์ เพราะลายผ้ามีเอกลักษณ์ จดจำง่าย

‘ภาษาพาที’ แบบใหม่แบบปรับ
แก้ปัญหา เด็กไม่โฟกัส
“คือแบบเรียนที่เราโตมากับมัน แต่มีอุปสรรคในการสอนไหม เลยไปสัมภาษณ์ทั้ง สพฐ. ครู นักเรียน ทำให้เห็นปัญหา และพัฒนามาเป็นแบบจำลองหนังสือเรียน”
อรรัมภา แสนอุบล เล่าถึงข้อค้นพบจากการทำ โครงการ สื่อสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาพาที
ในมุมคนใช้จริงเจอปัญหาเด็กไม่จดจ่อ เพราะตัวอักษรแน่น ทำให้โฟกัสได้ไม่นาน
“แต่ฝั่ง สพฐ.มองว่าเนื้อหาเหมาะสมแล้ว เพราะได้ผ่านการศึกษาพัฒนาการเด็กว่าช่วงชั้นไหนต้องเรียนอะไร เช่น ประถมต้น ต้องเรียนสะกด-การอ่าน เขาก็แนะว่า ปัจจุบันหลักสูตรยังเป็นปี 2551 อยู่ เราเองก็ยังเรียนของปี 51 ถ้าปรับให้มีลูกเล่นมากขึ้น ก็จะน่าสนใจ”
จึงแบ่งหน้าให้ตัวหนังสือน้อยลง เพิ่มสัดส่วนรูป ใส่ลูกเล่นมีทั้งหมุน เปิดแล้วป๊อปอัพ อ่านแล้วไม่ซีเรียส
ด้าน ปิยะภัทรา แสงทอง เทนนิสเซน บอกว่า ผู้ปกครองที่เข้ามาคุย ก็บอกว่าอยากให้ลูกได้เรียนแบบนี้
“ย้อนกลับไปได้ส่วนตัวก็คงอยากเหมือนกัน เราโตมากับหนังสือที่มีแต่เนื้อหาเต็มไปหมด กิจกรรมท้ายบทก็ไม่ได้ทำ”
นอกจากนี้ยังมีโครงการที่น่าสนใจอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ‘ผีฟ้า’ ณ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร, เพลงเรือฮ้าไฮ้, HoraSad (โหราแซด), โลกปัจจุบันกับการตลาดปีชง, ผ้าขาวม้าร้อยสี, Why K-pop ครองไทย (?) และ Tales of Colors

เปิดพื้นที่พุหวัฒนธรรม
ยกระดับศิลปิน-ฟรีแลนซ์
ด้าน ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือแก้วตา ส.ส.กทม. เขต 2 พรรคประชาชน ชื่นชมการให้พื้นที่ซัพพอร์ตเสรีภาพการแสดงออก
เห็นทั้งงานแฟชั่น วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา แต่ที่ดูแล้วถึงกับออกปากชมว่า เก่งมาก! คือ Standarts เว็บไซต์เพื่อการสนับสนุนศิลปิน
ฐิตารีย์ อภิวุฒิวัฒนสิน เล่าว่า ทางกลุ่มเห็นปัญหาการขาดแคลนพื้นที่โชว์งานศิลปะ อยากสร้างช่องทางเติบโตของศิลปินไทย จึงพัฒนาเว็บไซต์ในลักษณะ Marketplace และคอมมูนิตี้ไปในตัว เพิ่มฟังก์ชั่นให้คนเข้าไปจ้างงานศิลปินอิสระได้
“เท่าที่ไปสัมภาษณ์ เขาไม่ได้ทำงานนี้เป็นงานหลัก ไม่ได้ว่างตลอด ก็เลยมีปุ่มให้ปิดรับจ้างก่อนได้ รวมถึงมีตารางประจำเดือน จองคิวได้อย่างเป็นระบบ” ฟังดูแล้วหากได้รับการผลักดัน น่าจะช่วยให้คนที่เป็นฟรีแลนซ์ มีที่ทางมากขึ้น

“มีประโยชน์มาก ศิลปินใช้ทำมาร์เก็ตติ้งได้ รูปแบบสวย ใช้ง่าย น่าสนใจ น้องสาวแก้วก็เรียนกราฟิกดีไซน์เหมือนกัน” ส.ส.แก้วตาเห็นด้วยว่าคนไทยเรามีของ หากมีพื้นที่ให้โชว์มากขึ้นก็อาจจะทัชใจฝรั่ง จนไปได้ไกลระดับโลก เพราะข้อดีออนไลน์คือความโกลบอล
ด้าน สิริรัตน์ ทรงศิริ พราวด์ทูพรีเซ็นต์ โครงการออกแบบและพัฒนาชุดฮิญาบสำหรับวัยรุ่นสตรีมุสลิม
หลังสอบถามวัยรุ่น ก็เห็นพฤติกรรมใหม่ๆ ส่วนใหญ่เลือก ‘สีดำ’ ยืน 1 รวมถึงเนื้อผ้า รีเควสต์เยอะที่สุดคือ ‘ชีฟอง’ เพราะไม่ร้อน แหล่งผ้าก็หามาจากละแวกบ้าน แถวสุขสวัสดิ์-ประชาอุทิศ นับเป็นการซัพพอร์ตโลคอลไปในตัว
เสียงตอบรับดี จนคิดจะตีตลาดออนไลน์ ต่างศาสนาก็ใช้ได้เพราะเดี๋ยวนี้มีเทรนด์เอาผ้าโพกหัว เป็น Pin Up Girls เก๋ๆ
“เป็นงานที่ดี ส่งเสริมสังคมที่มีพหุวัฒนธรรม น้องๆ ที่แก้วเคยเข้าไปพูดคุย ชอบมีคนมาพูดกับเขาว่า ‘มาจาก 3 จังหวัดเหรอ เป็นผู้ก่อการร้ายหรือเปล่า’ ทั้งที่เขาเป็นแค่เด็กคนนึง การที่น้องๆ หันมาส่งเสริมแฟชั่นในระดับวัฒนธรรม และยกขึ้นมา Modernize เป็นอะไรที่ช่วยส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม ให้อยู่ร่วมได้กันอย่างไม่เหยียดเชื้อชาติ” ส.ส.แก้วตากล่าวด้วยสุ้มเสียงยินดี
อธิษฐาน จันทร์กลม

