BLACK DEATH ยุโรป “ตายห่า” อโยธยา “ตายโหง”

28.11.24 | 12:02 น.

BLACK DEATH
ยุโรป “ตายห่า”
อโยธยา “ตายโหง”

BLACK DEATH ตามหลักฐานวิชาการที่รับรู้ต่อๆ กันมาคือกาฬโรค หรือ “ความตายสีดำ” อยู่ในประวัติศาสตร์โลก เริ่มระบาดครั้งใหญ่ในยุโรปแล้วแพร่ไปทั่วโลกถึงจีน และอุษาคเนย์ ผู้คนล้มตายเป็นก่ายกองเมื่อช่วงเวลาระหว่าง พ.. 1889-1894

การระบาดของ BLACK DEATH ตรงกับไทยในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดี กษัตริย์รัฐอโยธยาตอนปลาย ต่อเนื่องสถาปนารัฐอยุธยา

อโยธยาเป็นรัฐเริ่มแรกของคนพูดภาษาไทย เรียกตนเองว่าไทย เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก ย่อมหนีไม่พ้นการระบาดของความตายสีดำ จึงมีคนตายมากทั้งเจ้านายและประชาชน ซึ่งคนสมัยนั้น (ยังไม่รู้จักวิทยาศาสตร์) เชื่อว่าเป็นการกระทำของผี ซึ่งเรียก “ผีห่า” ต้องแก้เคล็ดด้วยการย้ายที่อยู่ หมายถึงย้ายศูนย์กลางอำนาจ แล้วเรียกนามเมืองที่ผูกขึ้นใหม่ว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา” เรียกสั้นๆ ว่า “อยุธยา”

BLACK DEATH เหตุการณ์ประวัติศาสตร์โลกที่กระทบถึงไทยสมัยอโยธยาอยุธยา

Advertisement

ส่วนประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักไม่รับรู้ BLACK DEATH จึงไม่มีกาฬโรคระบาดในประวัติศาสตร์ช่วงรอยต่อ แต่กลับสร้างสตอรี่เป็นเอกเทศว่า “อหิวาต์ระบาด” ซึ่งขัดแย้งหลักฐานภูมิภาคและประวัติศาสตร์โลก

BLACK DEATH ในประวัติศาสตร์โลก มีหลักฐานในหนังสือร้อยพันเรื่องราวในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งควรร่วมกันทำความเข้าใจเรื่องจริงของโลก ที่ส่งผลสะเทือนถึงไทยในประวัติศาสตร์การสลายตัวของอโยธยาและการตั้งต้นของอยุธยา


Timelines of World History ร้อยพันเรื่องราวประวัติศาสตร์โลก
เขียนโดย DK Team แปลโดย ธาม โสธรประภากร
สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก 2567 ราคา 850 บาท
หลากเรื่องราวจากทุกแง่มุมโลกตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ทั้งอารยธรรมสำคัญ, บุคคลชื่อก้อง, เหตุการณ์พลิกโลก, ฯลฯ
สั่งซื้อผ่านหลากช่องทางออนไลน์
เว็บไซต์สำนักพิมพ์มติชน : https://www.matichonbook.com
Line Shopping : https://shop.line.me/@matichonbookShopee : https://shopee.co.th/matichonbook_officialshopLazada : https://www.lazada.co.th/shop/matichonbookofficialshopTikTok : www.tiktok.com/@matichonbook


กาฬมรณะ 1346-1351 (.. 1889-1894)

โรคระบาดอันเป็นทีู่้จัในนามกาฬมรณะเริมตขึ้นเมื่อปี 1346 (.. 1889)ภายหลังการแพรระบาดของกาฬโรคตอมน้ำเหลองในกองทพของเจ้าชายชาวมองโกลซึงกำลังบุุกล้อมนครคฟฟา นิคมการค้าแห่งนึ่งของชาวเจนัวในภููมิภาคไครเมีย ชาวมองโกล ล้มลิกการบุุกล้อมเมือ

ว่าหลังพวกเขาถอยทัพกลับไป เชื้อไวรัก็ยังคงอยู่ โดยติดไปบนเรือของพ่ค้าชาวเจนัวและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จากซีรียและอียิปต์สู่ตาลและฝรั่งเศสตอนใต

บรรดาเมองในยุุโรปซึ่งทั้งแออดและกำลังขยายตัว ต่างไม่ร้อมรัมือกบโรคดงกล่าว หลงแพรกระจายออกไปผานเหบหมดและหนูสดำและแพรกระจายจากคนสู คนผานอากาศ

ในที่สุุดโรคระบาดกมาถึงงกฤษในปี 1348 (.. 1891) และถึงเขตทะเลบอลตกในปี 1350 (.. 1893) อัตราการตายสููงจนน่าหวาดกลัว คาดกนวาผูติดเชื้อกวารอยละ 80 ล้วนเสียชีวิต หลายตอหลายหมูบ้านถููกทิ้ร้าง

ส่วนภููมิภาคที่ไดรับผลกระทบจากเชื้อโรคมากที่ดก็ต้องเสียประชากรไปกว่า 3 ใน 4 โดยรวมแล้ว หากนับจนถึงตอนที่โรคระบาดเริ่มซาลงในป 1351 (.. 1894) คาดวามู้เสชีวิตไปแลวกว่า 25 านคนในยุุโรป หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดในทวี

กาฬมรณะแพร่ระบาดออกไปอย่างกว้างขวางทั่วยูเรเซีย โดยคร่าชีวิตผู้คนหลายล้านคนในจีนเมื่อปี 1353 (.. 1896)

การระบาดซ้ำในยุโรปในช่วงทศวรรษ 1360 (.. 1903) และ 1370 (.. 1913)เกิดขึ้นในพื้นที่ที่รอดพ้นจากการระบาดครั้งแรกเสียส่วนใหญ่

เมื่อถึงปี 1400 (.. 1943) ประชากรอังกฤษก็ดูจะลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของประชากรก่อนเกิดการระบาด และประชากรยุโรโดยรวมก็จะไม่ฟื้นกลับมาเท่าเดิมอีกเลยจนกระทั่งศตวรรษที่ 15

 

หลุมศพหมู่ เป็นภาพที่เห็นจนชินตาในยุโรปขณะเกิดการระบาดใหญ่ ดังปรากฏในภาพนี้ที่เมืองตูร์แน เมื่อปี 1349 (.. 1892) อาการของโรคซึ่งเห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็คือฝีมะม่วง หรือก็คืการบวมพองบริเวณลำคอ ขาหนีบ หรือรักแร้ ผู้คนทั้งไม่รู้ว่าโรคระบาดนี้มต้นกำเนิดจากอะไร หรือจะรับมือกับมันอย่างไร
1349-1351 การสังหารหมู่ชาวยิว (.. 1892-1894) ชาวคริสต์ในเยอรมนีและภูมิภาคอื่นๆ ของยุโรป ตอบสนองต่อการเจ็บป่วยล้มตายของคนจำนนมาก ด้วยการสังหารหมู่ชาวยิวหลายพันคน โดยโทษว่าพวกเขาเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคระบาดด้วยการทำให้บ่อน้ำเป็นพิษ ชุมชนชาวยิวหลายๆ ชุมชนในเมืองอย่างสตราสบูร์ก, โคโลญ, ไมนซ์ และแฟรงก์เฟิร์ต ถูกกำจัดจนสิ้นซาก
1358 กบฏแจ็ดเคอรี กาฬมรณะก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางสังคมไปทุกหย่อมหญ้า และทำให้ยุโรปอยู่ในสภาวะโกลาหลเป็นเวลาหลายปี ในฝรั่งเศส ขบวนการกบฏชาวนาซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อกบฏแจ็คเคอรี ได้ลุกฮือขึ้นภายหลังเกิดโรคระบาด พวกเขาสร้างความเสียหาย และทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ก่อนจะถูกปราบอย่างโหดเหี้ยมในที่สุด

อโยธยา “ห่าลง” ส่งอยุธยารุ่งเรือง

อโยธยาถูก “โรคระบาด” รุนแรง คือ Black Death-กาฬโรค (ไม่ใช่อหิวาต์) สมัยเมื่อราว 700 ปีมาแล้ว เข้าใจว่าเป็น “ผีห่า” ต้องแก้อาถรรพ์ด้วยการย้ายศูนย์อำนาจไปอยู่ที่ใหม่คืออยุธยา ซึ่งสร้างสำเร็จและได้ฤกษ์สถาปนา พ.. 1893-1894 อยู่บริเวณหนองโสน (ปัจจุบันเรียกบึงพระราม) กษัตริย์องค์แรกของอยุธยา คือ “รามาธิบดี” องค์เดียวกับกษัตริย์องค์สุดท้ายของอโยธยา มีในหนังสืออยุธยามาจากไหน? (สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์เมื่อ พ.. 2567) จะยกบางตอนมาดังนี้

แผนที่พระนครศรีอยุธยาปัจจุบัน แสดงพื้นที่ในเกาะเมืองและนอกเกาะเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองโบราณทับซ้อนกัน 2 เมือง ได้แก่ (ขวา) อโยธยา (เมืองเก่า) หลัง พ.. 1600 (ซ้าย) อยุธยา (เมืองใหม่) มีราว พ.. 1893 (ปรับปรุงจากแผนที่ฯ ของกรมศิลปากร พ.. 2558)

อโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา) นามเต็มว่า “อโยธยาศรีรามเทพ” (แปลว่า) เมืองแห่งชัยชนะของพระรามองค์อวตาร

อยุธยา (เมืองใหม่ของอโยธยา) นามเต็มว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา” (แปลว่า) เมืองสวรรค์อันเป็นที่สถิตของพระกฤษณะและของพระราม หมายถึง กรุงเทพ (อยุธยา) เมืองสวรรค์ ที่สืบจากเมืองทวารวดีของพระกฤษณะ (ละโว้, ลพบุรี) และเมืองอยุธยาสืบจากอโยธยาของพระราม (พระนครศรีอยุธยา)

ชื่อเรียกกรุงศรีอยุธยาเก่าสุดในภาษาตะวันออกกลางว่าชิแอร์โน หรือแชร์โนเอิม เป็นการถ่ายเสียงตามสำเนียงอิตาลีจาก “ชะฮฺริเนาว์” (Shahr-i-nau/Shahr Nav) คำในภาษาอาหรับหมายถึงเมืองใหม่ ในแผนที่โลกโดยฟรา เมาโร (Mappamondo di Fra Mauro) เขียนราว พ.. 1991 โดย ฟรา เมาโร (Fra Mauro) นักบวชและช่างแผนที่ชาวเวนิส ประเทศอิตาลี (จากหนังสือ กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง ของ ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สอง พ.. 2566 หน้า 20-21)

เอกสารเปอร์เซีย ชื่อ “มัฏละอ์ อัซซะอ์ดัยน์ วะ มัจญมะอ์ อัลบะฮ์ร็อยน์” (แปลเป็นไทยว่าการขึ้นของดาวมงคลทั้งสองและการบรรจบกันของสองมหาสมุทร) แต่งโดย กะมาลุดดีน อับดุรร็อซซาก ซะมัรก็อนดีย์ (ราชทูตของชาฮ์ รุก แห่งจักรวรรดิตีมูรียะฮ์ ที่ถูกส่งไปเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรวิชัยนคร ในอินเดียระหว่าง พ.. 1985-1987 ตรงกับแผ่นดินเจ้าสามพระยา พ.. 1967-1991) ได้บันทึกรายชื่อดินแดนต่างๆ ทั้งในและรอบๆ ฮินดูสถาน (อินเดีย) ซึ่งระบุถึงดินแดนทางฝั่งตะวันออกของอินเดียที่เรียก “แดนใต้ลม” จำนวนนี้มีระบุชื่อ ญาวะฮ์ (ชวา) ตะนาศะรีย์ (ตะนาวศรี) และชะฮ์ริเนา (อยุธยา)

ในต้นฉบับมีคำ ชะฮ์ริเนา (Shahrinaw) ซึ่งถ้าแปลความหมายตามตัวจะหมายถึง “เมืองใหม่” (ชะฮ์ร = เมือง + เนา, นว = ใหม่)

[ข้อมูลจาก สุนิติ จุฑามาศ นักวิจัย (ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี) ฝ่ายคลังข้อมูลวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) -MA. In Archaeology, Faculty of Archaeology and Tourism, The University of Jordan -BA. สาขาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร]

อยุธยาเป็นชื่อตั้งแต่แรกสถาปนา

อยุธยา” เป็นนามเมืองใหม่ (ของอโยธยา) มีขึ้นตั้งแต่ปีแรกสถาปนาอยุธยา พบหลักฐานต่อไปนี้

(1.) พระอัยการลักษณะพยาน ตราขึ้นในแผ่นดินพระรามาธิบดี สถาปนากรุงศรีอยุธยา ศักราช 1894 (ซึ่งตรงกับ พ.. 1893 เหตุจากพุทธศักราชสมัยนั้นเร็วกว่าสมัยนี้ 1 ปี) ระบุนามเต็มว่า “กรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธย—–

(2.) กำสรวลสมุทร (กำสรวลศรีปราชญ์) แต่งในแผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ เรือน พ.. 2000 ระบุนาม “อยุธยา” หลายครั้ง ได้แก่

อยุธยายศยิ่งฟ้า                ลงดิน แลฤๅ (บท 3)
อยุธยายศโยคฟ้า             ฟากดิน (บท 9)
อยุธยาไพโรจน์ไต้             ตรีบูร
ทวารรุจิเรียงหอ                 สรหล้าย
อยุธยายิ่งแมนสูร               สุรโลก รังแฮ
ถนัดดุจสวรรค์คล้ายคล้าย  แก่ตา (บท 10)

หลักฐานที่ยกมานี้ไม่สอดคล้องกับความเห็นที่มีมาก่อนว่า “อยุธยา” เป็นชื่อใหม่หลังกรุงแตกครั้งแรก ดังนี้

อโยธยาเป็นชื่ออยุธยามาแต่แรกสถาปนา พ.. 1893-1894 ครั้นหลังกรุงแตกครั้งแรก พ.. 2112 จึงเปลี่ยนนามจากอโยธยาเป็นอยุธยา ดร. ประเสริฐ ณ นคร อธิบายดังต่อไปนี้

เรื่องอโยธยา นักประวัติศาสตร์หลายคนเข้าใจว่าอโยธยาในศิลาจารึกสุโขทัยหมายถึงอาณาจักรอโยธยาก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา ความจริงอโยธยาในศิลาจารึกสองหลัก หมายถึงอยุธยาหลัง พ.. 1893 นี้เอง—สันนิษฐานว่าหลังจากกรุงแตก พ.. 2112 แล้ว คงเปลี่ยนชื่ออโยธยามาเป็นอยุธยา เพราะชื่อเดิมไม่เป็นมงคล เนื่องจากพม่าตีแตกไปแล้ว”

[บทความ “ประวัติศาสตร์สุโขทัยจากจารึก” (จากปาฐกถาที่จุฬาฯ พ.. 2531) พิมพ์รวมในหนังสือ ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ด ของ ดร. ประเสริฐ ณ นคร สำนักพิมพ์มติชน พ.. 2549 หน้า 35]

โยเดีย” เป็นคำสำเนียงนานาชาติเรียกอยุธยาด้วยชื่อเดิม “อโยธยา” ว่า “โอเดีย” (Odia) หลังจากนั้นในแผนที่ฝรั่งเรียกอยุธยาต่างๆ กันด้วยสำเนียงพื้นถิ่นของคนทำแผนที่ ได้แก่ Iudia, Judea, Judia, Juthia

อโยธยา เป็นชื่อเดิมของเมืองเก่า เป็นที่รู้จักคุ้นเคยหลายร้อยปี ส่วนอยุธยาเป็นชื่อเมืองใหม่ ยังไม่เป็นที่รู้ทั่วไป

(1.) อยุธยาเป็นชื่อในพิธีกรรม รับรู้แคบๆ ในกลุ่มชนชั้นนำ และ

(2.) คนทั่วไปคุ้นเคยชื่อเดิม จึงเรียกชื่อเดิมว่า อโยธยา