หน้าแรก ประชาชื่น จารึกประวัติศ...

จารึกประวัติศาสตร์ ‘ธรรมยาตรา ครั้งที่ 4’ ลุ่มน้ำโขงสู่มหานทีคงคา ศตวรรษแห่งธรรม ศตวรรษแห่งเอเชีย

30.11.24 | 12:32 น.
จารึกประวัติศาสตร์ ‘ธรรมยาตรา ครั้งที่ 4’ ลุ่มน้ำโขงสู่มหานทีคงคา ศตวรรษแห่งธรรม ศตวรรษแห่งเอเชีย
มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ รองเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กระชับมือ นาเกช ซิงห์ ทูตอินเดียประจำประเทศไทย เตรียมปักธงประกาศปฏิญญา ‘ศตวรรษแห่งธรรม’

จารึกประวัติศาสตร์
‘ธรรมยาตรา ครั้งที่ 4’ ลุ่มน้ำโขงสู่มหานทีคงคา
ศตวรรษแห่งธรรม ศตวรรษแห่งเอเชีย

จบการแถลงข่าวอย่างงดงามด้วยไมตรีจิต

จับมือกระชับมั่น พร้อมธง ‘DHAMMA CENTURY’ พื้นขาวบริสุทธิ์

ประกาศเตรียมปักธงปฏิญญา ‘ศตวรรษแห่งธรรม’ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นำโดย สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 พร้อมภาคีเครือข่ายทั้งไทยและอินเดีย ไม่ว่าจะเป็น Vivekananda International Foundation, India (VIF), International Center for Cultural Studies, India (ICCS), International Buddhist Confederation (IBC), สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย, รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย, วัดไทยพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย, Mahabodhi Society of Sri Lanka, ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมูลนิธิวีระภุชงค์

 

Advertisement

ร่วมเดินหน้า ‘ธรรมยาตราครั้งที่ 4 ลุ่มน้ำโขงสู่มหานทีคงคา’ จากแดนไทยสู่ชมพูทวีป

เตรียมขบวนแห่ยิ่งใหญ่จากวัดไทยพุทธคยาสู่วัดมหาโพธิ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

จ่อฝัง Time Capsule หรือ ‘แคปซูลแห่งกาลเวลา’ ณ 3 จุดสำคัญบนผืนแผ่นดินทั้งสอง ปักหมุดบนปฏิทินอนาคตเปิดพร้อมกันในอีก 234 ปีข้างหน้า นั่นคือ พุทธศักราช 2801

ตัวอย่างไทม์แคปซูลที่เตรียมฝังใน 3 สถานที่สำคัญทั้งอินเดีย-ไทย แล้วเปิดพร้อมกันใน 234 ปีข้างหน้า

ขยายวิสัยทัศน์ นายกฯอินเดีย
จาก ‘ศตวรรษแห่งเอเชีย’ สู่ ‘ศตวรรษแห่งธรรม’

เช้าตรู่ของวันพุธที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ พระอุโบสถ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ มีการจัดงานแถลงข่าว ‘ธรรมยาตรา ครั้งที่ 4 ลุ่มน้ำโขงสู่มหานทีคงคา ประกาศศตวรรษแห่งธรรม ณ แดนพุทธภูมิ สาธารณรัฐอินเดีย’ ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 2-10 ธันวาคมนี้

ปัตนะ พุทธคยา นิวเดลี คุชราต คือ เส้นทางที่เตรียมเช็กอินโลเกชั่นแห่งธรรมะ ณ แดนพุทธภูมิ

เริ่มถ้อยแถลงโดย มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะรองเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ซึ่งย้อนเล่าถึงที่มาและภาพรวมของ ‘ธรรมยาตรา’ ครั้งที่ 1-3 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ด้วยใจแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่แบ่งแยกซึ่งชาติพันธุ์ และเส้นกั้นพรมแดน

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 พร้อมเครือข่ายร่วมฟังการแถลงหมุดหมายสำคัญ

ตั้งแต่ ครั้งที่ 1 ธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน: ตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง เมื่อ พ.ศ.2560

ครั้งที่ 2 ธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง: พุทธศาสตร์การทูตสู่สันติภาพโลก เมื่อ พ.ศ.2562

และ ครั้งที่ 3 ธรรมยาตราพระบรมสารีริกธาตุ มหานทีคงคาลุ่มน้ำโขง ซึ่งอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะจากอินเดียมาประดิษฐานชั่วคราวบนแผ่นดินไทย

“ธรรมยาตราครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ต้องการเชื่อมโยงพุทธศาสนิกชนของประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเข้าด้วยกันโดยใช้หลักธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนครั้งที่ 3 มีขอบเขตขยายออกไปถึงมหานาทีคงคา จุดเริ่มต้นมาจากการที่ ฯพณฯ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย กล่าววิสัยทัศน์ไว้เมื่อปี 2015 ว่า ศตวรรษที่ 21 คือ ศตวรรษแห่งเอเชีย แต่จะเป็นศตวรรษแห่งเอเชียได้ ก็ต่อเมื่อมีจุดเชื่อมโยงประชาชนทั้งทวีปเอเชียเข้าด้วยกัน นั่นคือคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้พูดคุยกับท่านนาเกช ซิงห์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ซึ่งผมต้องให้เครดิตท่าน และขอขอบคุณรัฐบาลอินเดียที่อนุญาต

การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุในครั้งนั้น ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ มวลมหาประชาชนเกือบ 5 ล้านคนร่วมสักการะ หลอมรวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียว นับเป็นการจุดประกายครั้งสำคัญที่ทำให้เราได้เห็นแล้วว่า วิสัยทัศน์ของท่านนายกฯโมดี มีความเป็นไปได้ นั่นคือที่มาของเป้าหมายต่อไปของสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เราต้องการขยายวิสัยทัศน์ของท่านนายกฯโมดี จากศตวรรษแห่งเอเชีย ไปสู่ศตวรรษแห่งธรรม” มาริษกล่าว ก่อนย้ำว่า ไม่ได้ต้องการส่งเสริมเพียงแค่พุทธศาสนา แต่ต้องการส่งเสริมหลักธรรมที่มีอยู่ในทุกศาสนา เป็นจุดเชื่อมให้ประชาชนทั้งโลกได้ตระหนักถึงจริยธรรม คุณธรรม และการอยู่ร่วมกันโดยสันติ นี่คือหลักสำคัญ

เตรียมฝัง 3 ไทม์แคปซูล เปิดพร้อมกันในอีก 234 ปี
โยงศักราชพระเจ้าอโศกส่งสมณทูต

ดร.สุภชัย วีระภุชงค์

คิวต่อไป เป็นของ ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่เผยว่า คณะจะออกเดินทางไปยังประเทศอินเดียตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน โดยมีกำหนดการสำคัญในวันที่ 5 ธันวาคม โดยจัดขบวนแห่จากวัดไทยพุทธคยา เดินทางเข้าสู่วัดมหาโพธิ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ประกาศ ‘ปฏิญญาว่าด้วยศตวรรษแห่งธรรม’ (Declaration of The Dhamma Century) ในกึ่งพุทธกาล เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ส่วนการฝัง ‘Time Capsule’ หรือแคปซูลแห่งกาลเวลาที่จะถูกเปิดขึ้นในอีก 234 ปีข้างหน้านั้น เป็นการยึดโยงตัวเลขสำคัญ นั่นคือ ศักราชที่พระเจ้าอโศกมหาราช โปรดให้ส่งสมณทูตออกเผยแผ่พุทธศาสนา ใน พ.ศ.234

“เมื่อ พ.ศ.234 พระเจ้าอโศกมหาราช แห่งอินเดีย โปรดให้ส่งสมณทูต 9 สายออกเผยแผ่พุทธศาสนา โดยสายที่ 8 คือ พระโสณะ และพระอุตตระ เดินทางมายังสุวรรณภูมิ ทางสถาบันโพธิคยาฯ และสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย จึงเห็นพ้องต้องกันว่า เราจะเปิดไทม์แคปซูล ในอีก 234 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ เลข 234 เมื่อรวมกันแล้ว ได้เลข 9 ซึ่งเป็นเลขมงคล โดยพระเจ้าอโศกส่งทูตออกเผยแผ่ 9 สายเช่นกัน” ดร.สุภชัยเล่าความเป็นมา

สำหรับไทม์แคปซูลดังกล่าว จะทำขึ้น 3 ชิ้นด้วยอะคริลิคใส บรรจุปฏิญญาศตวรรษแห่งธรรม เตรียมฝังใน 3 จุด ได้แก่ 1.ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ วัดมหาโพธิ พุทธคยา รัฐพิหาร สถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 2.วัดนากา รัฐคุชราต บ้านเกิดของนายกฯโมดี 3.วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ กรุงเทพฯ

ครบถ้วนสองแผ่นดิน ทั้งสาธารณรัฐอินเดีย และราชอาณาจักรไทย ซึ่งพุทธศาสนาหยั่งรากลึกดุจไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มเย็นมานานนับพันปี

“สถาบันโพธิคยาฯ ได้ทำหนังสือขอเข้าพบท่านนายกฯโมดี เพื่อมอบสัตยาบันนี้ให้ท่านนำไปบรรจุต่อที่วัดนากา หลังกลับจากอินเดีย สถาบันจะมอบยังนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร เพื่อบรรจุไทม์แคปซูลที่วัดมหาธาตุฯ ต่อไปในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พร้อมกับการประดิษฐานพระพุทธรูปธรรมจักรมุทรา ซึ่งจะอัญเชิญมาจากอินเดีย โดยเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือในธรรมยาตราครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีการเชิญเสด็จพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุมาประดิษฐานชั่วคราวที่ประเทศไทย

สำหรับเนื้อหาและสิ่งที่จะบรรจุในแคปซูล ขออุบไว้ก่อน แต่เกี่ยวข้องกับแนวคิดในการสร้างหลักธรรมให้เกิดขึ้นในมนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้นำทุกชาติ ศาสนา ต้องมีธรรม ที่ไม่ได้มีเฉพาะพุทธศาสนา แต่มีในทุกศาสนาอยู่แล้ว เราต้องการส่งสารให้ชาวอินเดีย ชาวไทย และชาวโลกใน 234 ข้างหน้าได้เห็นความสำคัญของการใช้ธรรม และให้ผู้นำใช้ธรรมเป็นอำนาจ ไม่ใช่ใช้อำนาจเป็นธรรม

โดยใน พ.ศ.2801 จะเปิดไทม์แคปซูลพร้อมกันทั้ง 3 แห่ง คือ บริเวณต้นศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา, วัดนากา แคว้นคุชราต และวัดมหาธาตุฯ” ดร.สุภชัยลงรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมเอ่ยว่า การประกาศศตวรรษแห่งธรรมในครั้งนี้ เป็นบทบาทอันสำคัญยิ่งของสถาบันโพธิคยาฯ ที่ได้รับการสนับสนุนโดยพุทธบริษัท 4 อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความฝันและความหวังที่อยากเห็นมนุษยชาติก้าวข้ามพรมแดนความเป็นชาติ สู่ความเป็นมนุษยชาติที่มีความเข้าใจในธรรม ใช้ความเมตตากรุณา การให้ และการให้อภัย อีกทั้งสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในโลกต่อไป

อินเดีย-ไทย สายใยแน่นแฟ้น
โลกร่มเย็น ดับเข็ญด้วย ‘คำสอนอันเป็นนิรันดร์’

นาเกช ซิงห์

ด้าน นาเกช ซิงห์ (H.E.Mr.Nagesh Singh) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย กล่าวว่า พุทธศาสนาซึ่งมีต้นกำเนิดจากอินเดีย ได้นำพาคำสอนอันเป็นนิรันดร์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสันติภาพ การไม่ใช้ซึ่งความรุนแรง ความรัก ความเมตตา มาสู่ผู้คนโดยได้รับการยอมรับนับถือจากคนทั่วโลกนับร้อยล้าน อาจถือได้ว่าเป็นสายใยแห่งความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดระหว่างไทยและอินเดียด้วย ในการนี้ รัฐบาลกลางและรัฐต่างๆ ของอินเดีย พร้อมด้วยภาคีกว่า 10 องค์กร ยินดีและพร้อมให้การต้อนรับคณะธรรมยาตราครั้งที่ 4 ‘ลุ่มน้ำโขงสู่มหานทีคงคา ประกาศศตวรรษแห่งธรรม’ อย่างดียิ่ง

ขณะที่ พระราชวชิราธิบดี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ เจ้าคณะเขตพระนคร เลขานุการพระพรหมวัชรวิมลมุนี เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กล่าวขออนุโมนาชื่นชมสถาบันโพธิคยาฯ ที่มองเห็นคุณค่าและความสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ร่วมกับองค์กรเครือข่ายขับเคลื่อนทั้งระดับชาติ และนานาชาติ โดยมุ่งเน้นความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงหลักธรรมคำสอน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

พระราชวชิราธิบดี

“ในอดีตพุทธศาสนากำเนิดเกิดขึ้นและเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในอินเดีย ปัจจุบัน ในศตวรรษที่ 21 ถึงยุคกึ่งพุทธกาล การที่สถาบันโพธิคยาฯ ประกาศศตวรรษแห่งธรรม จึงถือเป็นความเชื่อมโยงอย่างยิ่ง ที่จะนำหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา เชื่อมโยงไทยและอินเดีย โดยธรรมยาตราครั้งนี้ คือการนำความเจริญของพุทธศาสนาจากสุวรรณภูมิ กลับไปสู่มาตุภูมิพุทธภูมิ คาดหวังว่าจะช่วยนำความสงบสันติมาสู่โลกที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล แต่ปัจจุบัน โลกเกิดวิกฤต ทั้งธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟไหม้ การเข่นฆ่าประหัตประหารอย่างไร้มนุษยธรรม

พุทธศาสนา รวมทั้งศาสนาอื่น ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการหยิบยื่นความรัก ความเข้าใจ โดยการนำหลักธรรมในศาสนานั้นๆ เผยแผ่ให้มวลมนุษยชาติไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อนำสันติสุขสู่อนาคตโลก ด้วยหลักที่ว่า โลกร่มเย็น ดับเข็ญได้ด้วยศาสนา” พระราชวชิราธิบดีกล่าว

แถลงข่าว ‘ธรรมยาตรา ครั้งที่ 4’ ลุ่มน้ำโขงสู่มหานทีคงคา ณ วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ

ธรรมยาตราครั้งที่ 4 จึงนับเป็นอีกก้าวย่างสำคัญ ไม่เพียงในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา หากแต่รวมถึงสัมพันธ์ระหว่างดินแดนไทยและชมพูทวีปที่ผู้คนติดต่อสัมพันธ์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างยาวนานนับพันปี โดยแน่นแฟ้นไม่เสื่อมคลายจวบจนวันนี้ ถึงอนาคตที่มีร่วมกันในกาลข้างหน้า