ความหวังและโอกาส
ไปฟังสัมมนา Thailand 2025 โอกาส ความหวัง ความจริง ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจเมื่อวันก่อนแล้วได้ปัญญา
ความจริงแล้ววิทยากรหลายคนได้พูดถึง โอกาส ความหวัง และความจริง เหมือนดั่งหัวข้อของการสัมมนาได้ดี
แต่สำหรับ นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี) แล้วสะท้อนภาพรวมได้แจ่มชัด
นายปิติย้อนเวลากลับไปเมื่อ 70 ปีก่อนแล้วพบว่าประเทศไทยแทงหวยถูก 3 ใบ
ใบแรก คือ การตัดสินใจเข้าสู่ประชาธิปไตย และทุนนิยม
ใบที่สอง คือ รู้จักเลือกผู้เชี่ยวชาญมาร่วมพัฒนาทรัพยากรของชาติ
ใบที่สาม คือ การเปิดประเทศรับการลงทุนจากญี่ปุ่น และผลักดันไทยเป็นฐานผลิต
พลังจากหวย 3 ใบทำให้เศรษฐกิจไทยโตมาจนถึงวันนี้
แต่สิ่งที่กำลังเผชิญหน้าในขณะนี้คือพลังขับเคลื่อนที่มาจากหวย 3 ใบนี้กำลังหมดลง
ปัจจุบันประเทศไทยมีรายได้ต่อหัวต่ำ และอัตราการเติบโตก็ต่ำ ก่อเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ความเหลื่อมล้ำมีทั้งระดับโลก และความเหลื่อมล้ำระดับชาติ ประเด็นนี้เชื่อว่าหลายคนรู้และเข้าใจ
นายปิติมองว่า ไทยกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ
ขยายความได้ว่า ประเทศไทยมีบริษัทใหญ่ที่แข็งแรง 2% ของประเทศไทย และมีการจ้างงาน 16%
หมายความว่า หากบริษัทใหญ่เจ๊ง จะกระทบต่อคน 16% กระทบการลงทุน 60% และกระทบจีดีพี 43%
ขณะที่บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี มีอยู่ 98% มีการจ้างงาน 46% คือเกือบครึ่งหนึ่งของแรงงานประเทศ
แต่ลงทุน 15% และสร้างจีดีพีได้ 42% พอๆ กับบริษัทใหญ่
ถ้าเอสเอ็มอีไปไม่รอด ผลที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อภาคแรงงานสูง
ถ้าโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ประเทศไทยจะเหนื่อยต่อไป และจะยิ่งเหนื่อยขึ้นจากสังคมสูงวัย หนี้รัฐบาลที่เริ่มจะชนเพดาน และอื่นๆ
หลังจากฟังความจริงอันหดหู่แล้ว ก็มาถึงโอกาสและความหวัง
นายปิติมองว่า ไทยก็มีดี เช่น การแพทย์ของไทยอยู่แนวหน้าระดับโลก ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมที่ดีระดับโลก ไทยเป็นประเทศที่คนอยากมาเที่ยว ไทยเป็นประเทศที่มีเงินสำรองสูง เป็นประเทศที่การส่งออกวัตถุดิบที่ดี มีแรงงานแฝงจำนวนมาก
แต่ก็มีข้อเสีย คือ เสถียรภาพทางการเมือง และขั้นตอนการขออนุญาตลงทุนยุ่งยาก มีการคอร์รัปชั่นสูง
ทางออกที่เป็นข้อเสนอจากนายปิติก็คือ หวย 4 ใบ
หวยใบที่ 1 การลงทุนของภาครัฐ ต้องเปลี่ยนแปลงการลงทุน จากรัฐลงทุนเอง มาเป็นการทำ PPP ให้เอกชนร่วมลงทุนให้มากที่สุด
หวยใบที่ 2 การเทิร์นความแข็งแกร่งของเอกชนให้เป็นโอกาส ผ่านโมเดล “ธุรกิจดอกไม้กับแมลง น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” ด้วยการผลักดันให้บริษัทใหญ่เข้ามาสนับสนุนกับเอสเอ็มอี เพื่อให้ครัวเรือนจำนวนมากมีรายได้สูงขึ้น
หวยใบที่ 3 ความช่วยเหลือจากภาครัฐ หัวข้อนี้ก็น่าสนใจ
นายปิติเสนอว่า การช่วยเหลือของภาครัฐนั้นต้องมี แต่ควรจะช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ตามระดับรายได้
กลุ่มรายได้ที่น้อยจนอยู่ไม่ได้ ควรให้สิทธิแทนให้เงิน เช่น สิทธิในการได้ปุ๋ย เติมน้ำมันรายเดือน ทำให้ต้นทุนในการทำงานต่ำลง
สังเกตได้ว่าการช่วยเหลือดังกล่าว ยืนอยู่บนหลักการคนต้องทำงาน
กลุ่มรายได้น้อย ควรลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อผ่านสิทธิช่วยจ่าย หรือโคเพย์ เช่น คนละครึ่ง
กลุ่มรายได้สูงขึ้นมา น่าจะให้สิทธิในการคืนภาษี เพื่อกระตุ้นการจับจ่าย เช่น เที่ยวเมืองรองวันธรรมดาแล้วนำมาหักภาษีปลายปี เป็นต้น
ส่วนหวยใบที่ 4 คือ โกลบอลเทรนด์ เป็นการรับมือกับแนวโน้มที่โลกนี้ต้องมี เป็นสิ่งที่ต้องเกิดและเป็นโอกาสของธุรกิจ เช่นเรื่องของเศรษฐกิจสีเขียว เป็นต้น
ฟังนายปิติแล้วรู้สึกมีกำลังใจ เพราะแม้ไทยจะอยู่ในจุดที่ตกต่ำ แต่ก็ใช่ว่าจะไต่ระดับเพิ่มเพดานทางเศรษฐกิจขึ้นมาไม่ได้
ฟังแล้วยังหวังว่า ประเทศไทยมีหนทางเจริญ และแต่ละฝ่ายก็รู้เส้นทางที่จะเดินไปสู่เป้าหมายนั้น
เพียงแต่ลดอคติส่วนตัว ลดความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม แล้วเปิดโอกาสให้ประเทศได้เดินหน้า
การเมืองต้องรักษาเสถียรภาพให้มั่นคง ตัวถ่วงการลงทุนต้องถูกบั่นทอน การปราบคอร์รัปชั่นต้องดำเนินอย่างต่อเนื่อง
ยึดประโยชน์คนส่วนใหญ่ เสียสละประโยชน์ส่วนตัว
ร่วมกันเติมพลังให้ประเทศขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้ากันต่อ

