รัชยา นิลกรรณ์
วิวาห์‘ทำถึงที่สุดในสามโลก’
เคาต์ดาวน์ก่อนบังคับใช้‘กฎหมายสมรสเท่าเทียม’
ทุกวันนี้สังคมมันเปลี่ยน กฎหมายเปลี่ยน (เมื่อมีความรัก) ก็อย่าได้กลัวอีกเลย
หากยังจำโมเมนต์ธงสีรุ้งโบกสะบัด เสียงเฮดีใจกึกก้องรัฐสภา บ้างก็วิ่งเข้าไปโผกอดกัน ร้องไห้จนน้ำตาไหลอาบแก้ม ในวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมาได้อยู่นั้น…
นับว่าเป็นโมเมนต์การลงมติครั้งประวัติศาสตร์จาก ส.ว.ที่เป็นด่านสุดท้ายในการโหวต ร่างกฎหมาย พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ได้ลงมติเห็นชอบอย่างท่วมท้น ด้วย 130 คะแนนเสียง จากจำนวนผู้ลงมติ 152 เสียง ส่งต่อถึงขั้นตอนประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งอีกไม่กี่อึดใจก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้ได้แล้วในวันที่ 22 ม.ค.2568 ที่กำลังจะถึงนี้
“ที่ผ่านมามันเหมือน ‘ทุกคนหายใจไม่ออก’ พอสมรสเท่าเทียมผ่านปุ๊บ! มันเหมือน ‘เราได้หายใจได้อย่างเต็มปอด’ มันคือการยอมรับในความรักของเรา”
หนึ่งในถ้อยคำอันเปี่ยมล้นด้วยอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งบางคำถูกกลั่นออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ ผ่านน้ำเสียงสั่นเครืออยู่เล็กๆ จากปาก รัชยา นิลกรรณ์ หรือ เรย่า เจ้าของธุรกิจ ‘Rayya Tax Agent’ ผู้ให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีชื่อดัง ที่พูดชื่อไปแล้วคนไทยในออสเตรเลียคงคุ้นหูกันดี
เมื่อถึงเวลายกหูต่อสายตรง โทรข้ามน้ำข้ามทะเลตามนัดหมายพูดคุยเจาะลึกเรื่อง ‘หัวใจ’ ไม่ใช่เรื่องภาษีแต่อย่างใด! เพราะบทสนทนาข้ามพรมแดนครั้งนี้ชวนเจาะลึกมุมมองของคู่รัก LGBTQ+ (ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ) ที่เพิ่งควงแขนคู่สมรส ณัฐฐิมณฐ์ แสนยามาศ หรือ แทมมี่ เข้าสู่ประตูวิวาห์ไปหมาดๆ เมื่อช่วงก่อนกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
จนผู้คนกล่าวขานกันว่า การแต่งงานครั้งนี้เป็นหนึ่งหมุดหมายสำคัญ ‘ทำถึงที่สุดในสามโลก’ ผู้ออกมาประกาศนำร่องจัดงานแต่งคู่รัก LGBTQ+ เฉลิมฉลองความรักอย่างยิ่งใหญ่ มีทั้งโมเมนต์ความอบอุ่นและความสนุกสุดเหวี่ยง ท่ามกลางดอกไม้นานาพรรณ ที่จัดเรียงสีสันออกมาเป็นเฉด ‘สีรุ้ง’ สเปกตรัมแห่งความหลากหลายที่บางครั้งก็งดงามดั่งโมงยามหลังฝนพรำ
“วันนี้เราได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกคนเห็นว่า ‘ลุกขึ้นมาเลย’ ทำในสิ่งที่มนุษย์คนนึงสามารถที่จะทำได้ อยากจะประกาศความรักนี้ให้ทุกคนรู้ เราเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนรักลูกและอยากเห็นลูกมีความสุขทั้งนั้น มั่นใจว่ามันไม่ใช่สิ่งผิด
ใครเขาไม่ยินดีกับเรา ‘ก็ไม่เป็นไร’ อาจจะเป็นเพราะยุคเก่า อาจจะยังรับกันไม่ได้ แต่ก็ไม่ถือว่าติดใจอะไรกัน เพียงแค่เราทำเต็มที่ก็พอ”
บทสนทนาหลากรสชาติชีวิตต่อจากนี้ อาจจะไม่ได้ขอให้เห็นตรงกันไปเสียทุกเรื่อง หลายอย่างก็ยังต้องถกเถียง ทำความเข้าใจเพิ่มเติม เพียงแต่ชวนตั้งต้นเปิดใจโอบรับต่อความหลากหลาย จากเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ร่วมโลกใบเดียวกัน…
⦁ ตั้งต้นย้อนเล่าเส้นทางชีวิตวัยเด็ก เติบโตมาแบบไหน?
ตอนเด็กเรย่าโตมาแบบลูกคนเดียว ค่อนข้างเคร่ง เพราะฝั่งคุณพ่อก็เป็นตระกูลทหารตั้งแต่สมัยคุณทวด ส่วนฝั่งคุณแม่ก็เป็นข้าราชการ เรียกได้ว่าพ่อแม่เราเป็นคนที่เคร่งสุดในวงญาติแล้ว
เราเป็นเด็กเรียนดี ได้ที่ 1 มาตั้งแต่อนุบาล อยู่ในโอวาท แต่ลึกๆ แล้วก็อยากมีอิสระ อยากทำอะไรแบบที่คนอื่นเขาทำบ้าง พอเติบโตมาแบบนี้แล้ว มองอีกแง่ก็คงเป็นสิ่งที่ดี คุณพ่อคุณแม่ตั้งใจอยากให้เราสำเร็จได้ในทุกอย่าง
⦁ มาวันนี้เป็นคนกล้าคิด-กล้าทำ จุดเปลี่ยนคืออะไร?
ตอนมัธยมปลายไปเรียนพาล์เมอร์สตันนอร์ท (Palmerston North) ประเทศนิวซีแลนด์ ไปตอนแรกเราก็รู้สึกว่า โอ้! ที่ผ่านมาเราก็ถูกเลี้ยงมาแบบลูกคุณหนูเหมือนกันเนอะ
พอเราอยู่ที่นั่นก็ร้องไห้ ร้องไห้เกิน 6 เดือน ร้องทุกวัน เพราะครอบครัวโฮสต์ที่เราไปอยู่ด้วยเขารับเด็ก 6-7 คนไปดูแลที่นั่น ก็เหมือนกับเขารับเงินไป แต่ก็ไม่ได้ดูแลเด็ก แล้วช่วงวันหยุดไปเที่ยวฮอลิเดย์ เขาก็ล็อกบ้านไว้ ปล่อยให้เด็กกินแค่ขนมปัง
ก็เลยกลายเป็นเหตุให้ตัวเราไฟต์กับทางโรงเรียนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันถูกต้องแล้วหรือเปล่า? สุดท้ายมันทำให้เด็กๆ ได้รับการช่วยเหลือ ออกจากการดูแลของบ้านหลังนี้
เราเลยรู้สึกว่าอะไรที่มันไม่ยุติธรรม มันไม่โอเค เราก็ต้องไฟต์!
⦁ พอต้องออกมาพูดสิ่งที่คิด ตอนนั้นรู้สึกกลัวบ้างไหม?
ตอนอยู่เมืองไทยเราเหมือนเด็กขี้กลัว เพราะเหมือนคุณพ่อดุม้ากกก (ลากเสียง) พูดน้อย และหน้าเครียดตลอดเวลา เพราะเป็นเด็กเรียน แต่ไปอยู่เมืองนอกก็รู้สึกว่า เอ้อ! เรามีสิทธิหนิ มีสิทธิที่จะคิด พูด ทำในสิ่งที่ถูกต้อง มันเลยกลายเป็นจุดเปลี่ยน
⦁ แล้วคิดว่าตอนไหนที่รู้สึกว่าชีวิตมันพลิกอีกครั้ง?
หลังจากจบ ป.ตรีที่ไทยก็ไปเรียนต่อ ป.โทที่ประเทศออสเตรเลีย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนชีวิตเลยก็ว่าได้ ‘มันเหมือนฟ้ากำหนดมาเลย’ เพราะเราเรียนจบ ป.โทมา 2 ใบ ด้านของบัญชีจาก University of Wollongong และ Western Sydney University ใบแรกเรียน International Business และอีกใบเรียนเชื่อมไปถึงนักบัญชีวิชาชีพ แต่ไม่ถึงขั้นผู้สอบบัญชี ซึ่งก็เรียนเพิ่มอีกในภายหลัง
ตอนแรกตั้งใจที่จะไปเรียน ป.โทแค่นั้น แต่พอเรียนจบปุ๊บก็เหมือนประเทศออสเตรเลียเขากำลังขาดคนสายอาชีพนี้พอดี ถ้าเราเรียนต่ออีกแค่ 1 ใบ ก็จะสามารถสมัครเป็นพลเมืองได้ ที่บ้านก็บอกเอาเลยลูก เราก็เลยสมัครวีซ่าอยู่ที่นี่
⦁ ธุรกิจที่ออสเตรเลียตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
ปัจจุบันก็ทำ Rayya Tax Agent ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับภาษี ค่าแรง ให้คนไทยในประเทศออสเตรเลีย เน้นดูแลบุคคล นักเรียนไทย คนทำงาน โดยเฉพาะช่วยนักเรียนไทยที่มาทำงานเสริมที่นี่ตามกฎหมาย ช่วยทำให้เขาได้เคลมเงินเกษียณกลับไปใช้ประเทศไทย มันเป็นจุดเด่นของเรา ซึ่งแต่ก่อนคนไม่ค่อยรู้กันว่าทำได้
⦁ ตลอดการใช้ชีวิตที่ผ่านมา ตกผลึกถึงตัวตนทางเพศได้ว่าอย่างไร?
ตอนนี้เรานิยามตัวเองว่า เควียร์ (Queer) ซึ่งเป็นร่มใหญ่ของเพศที่หลากหลาย ที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กเราอยู่กับครอบครัวที่เคร่ง แบบชายก็คือชาย หญิงก็คือหญิง ถูกไหม?
เราก็เลยเริ่มแอบจากการเป็นดี้ก่อน แต่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะต่อต้านมาก จะไม่โอเคเลย แบบถ้าเธอจะเป็นดี้ก็ออกจากบ้านไป ขนาดนั้นเลย
สุดท้ายจนเราผ่านการแต่งงานกับผู้ชายมา 3 รอบแล้ว แต่ระหว่างทางก่อนที่จะแต่งงานใหม่เราก็คบกับทอมตลอด พอเจอผู้ชายที่เขาอยากจะมีครอบครัวกับเรา ก็จะเลิกกับทอมคนนั้น เพราะตอนนั้นเราอยู่ในโลกใบเก่า คิดว่าการคบผู้หญิงด้วยกันเราจะมีครอบครัวไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่จะไม่ยอมรับ ‘กลัวมันจะผิดไปหมด’
⦁ ก็เลยเริ่มเปิดกว้างมากขึ้นหลังจากนั้นมา?
หลังจากหย่าครั้งสุดท้ายกับผู้ชาย เราก็มุ่งมาคบทอมก่อน เราก็รู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ เราก็ตั้งใจเลยว่าเราจะคบผู้หญิง ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้ดูทฤษฎีสีชมพู ไม่ได้ดูละครไง ไม่รู้เรื่องว่าความคิดเรื่องเพศในไทยเขาไปอะไรถึงไหนกัน
แต่ต่างประเทศเขาคิดว่าคุณคือคนคนหนึ่ง ‘คุณมีค่าในตัวของคุณ’ ไม่ต้องมานั่งบอกว่าคุณมีรสนิยมทางเพศแบบไหน แต่เราโตมาในต่างประเทศที่เขายอมรับเรา
⦁ ปกปิดตัวตนมานานกว่าจะกล้า ‘คัม เอาต์’ ต้องรอให้สังคมเปิดก่อนหรือเปล่า?
เมื่อก่อนมันเหมือนถูกจำกัดด้วยการมองของสังคม แล้วถ้าเรายอมรับตัวเองว่าเป็น LGBTQ+ แล้วลูกจะมองเราประหลาดไหม ทุกคนจะมองว่าเราไม่รักลูกหรือเปล่า พอเราหลุดจากอายุ 42 ปีมาแล้ว เราได้คำตอบว่า เรามีความสุขมากกว่าที่จะคบกับผู้หญิง และมันเป็นเรื่องของ ‘หัวใจ’ มากกว่า
⦁ ตอนที่เจอกับคู่ชีวิต มันรู้สึกสปาร์กจอยเลยหรือเปล่า?
เราเข้าคอมมูนิตี้ LGBTQ+ เราก็มีเพื่อนเกย์ที่เยอะมาก แล้วเราแฮปปี้มาก พี่แทมมี่ (คู่สมรส) เขาก็มาจีบเราก่อน พอเขามาจีบด้วยลุคที่เป็นผู้หญิงผมยาว หัวใจเต้นแรงเลย แล้วเราค้นพบว่าเหมาะกับโพสิชั่นที่จะเป็นผู้นำ เจอเขาแล้วมันเลยกลายเป็นว่า ‘ทุกอย่างลงตัว’
⦁ มาถึงโมเมนต์ลั่นระฆังวิวาห์งานแต่ง รู้สึกอย่างไรบ้าง?
มันแฮปปี้มาก แล้วสิ่งที่เราดีใจที่สุดคือ เราได้รับคำชื่นชมยินดีจากหลายคนว่า ‘ทำถึงมากที่สุดในสามโลก’ เรารู้สึกว่าเราชอบจังเลยคำนี้ เพราะปกติแล้วพิธีแต่งงานก็จะรู้กันว่า มันเป็นการไปร่วมแสดงความยินดี มีเบื่อบ้าง ยินดีบ้าง แล้วก็จบพิธี
เราไม่ได้หมายความว่า งานแต่งงานเราดีกว่าของคนอื่น เพียงแต่ว่าตอนแรกที่จะจัด เรากลัวว่าผู้หลักผู้ใหญ่ ทั้งญาติ หรือแวดวงสังคมอาจจะไม่มา ซึ่งเราก็ไม่ได้ทำอะไรแปลกประหลาด หรือต่อต้านสังคมนะ
ไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่ามันเป็นงานแต่งงานชาย-หญิง หญิง-หญิง หรืออะไรเลย เราแค่มองว่า เราเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตด้วยกันกับอีกคน เราแค่อยากจะบอกว่า ‘เรายินดีที่จะรับผิดชอบผู้หญิงคนนี้’
⦁ ตอนแจกการ์ดงานแต่ง แอบกลัวคนที่เขาไม่เก็ตไหม?
เราพยายามคิดว่าถ้า ‘หลายคนจะไม่ยินดีกับเรา’ เราก็อย่าเอาเก็บมาคิดขนาดนั้น พี่แทมมี่เขาก็คอยเป็นกำลังใจให้เสมอว่า ใครเขาร่วมยินดีกับเรา ก็ถือว่าคนรักเรา เขาแฮปปี้ด้วย แต่ใครที่เขาไม่ร่วมยินดีกับเรา ‘ก็ไม่เป็นไร’ อาจจะเป็นเพราะยุคเก่า อาจจะยังรับกันไม่ได้ แต่ก็ไม่ถือว่าติดใจอะไรกัน เพียงแค่เราทำเต็มที่ก็พอ
⦁ แล้วงานแต่งงานที่ผ่านมามีติดขัดอะไรไหม?
ก่อนถึงงานแต่ง 1 สัปดาห์ เราโดนบาทหลวงยกเลิกมาทำพิธีให้ เราบอกไปทางคุณซัน สิทธวีร์ ธีรกุลชน ผู้ก่อตั้งกลุ่มลำธารสีรุ้ง เขาก็นัดทานข้าวเป็นการส่วนตัวเลย
คุณซันเขาบอกว่า ‘เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคุณเรย่า หรือของผม แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ’ แม้ว่าหลังจากงานแต่งทัวร์จากคริสเตียนจะมาลง แต่เขากลับแฮปปี้ที่มันเป็นอย่างนั้น เพราะเราไม่ได้มองว่ามันเป็นการทะเลาะกัน แต่มันเกิดการถกเถียงกัน และทำความเข้าใจกันมากขึ้น
⦁ จัดพิธีทางศาสนาด้วย กลัวทัวร์จากคนที่ไม่เก็ตมาลงไหม?
เราอยากจัดพิธีเหมือนชาย-หญิง ที่ควรมีพิธีกรรมในงานแต่ง ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ คริสต์ ถ้าพี่แทมอยากได้พิธีบายศรี หรือรดน้ำสังข์ หรือถ้าจะทำพิธีตามทางพระเจ้า เราก็อยากทำ
เราเชื่อว่าพระเจ้าอวยพรเรา และอวยพรสันติสุขต่อคู่รักทุกคู่ ไม่ได้จำกัดว่าจะเป็นเพศไหน คือความรักเป็นสิ่งที่ดี สวยงาม และความรักของพระองค์นั้นไร้เงื่อนไขจริงๆ
⦁ คนอาจมองว่างานครั้งนี้จัดเพียงเพื่อเรียก ‘กระแส’ หรือเปล่า?
เราตัดสินใจแต่งงานก่อนที่สมรสเท่าเทียมจะผ่านด้วยซ้ำ บอกเลยว่า ‘เราไม่ได้จัดตามกระแส’ แต่เราทำในสิ่งที่หัวใจพาไป แต่พอมารู้ตอนหลังว่าสมรสเท่าเทียมผ่าน เราก็ยิ่งดีใจขึ้นไปอีก
เราเป็นคู่รักที่ขอแต่งงานแบบคู่เรียลจริงๆ เพียงแต่ว่าเรารู้จักคุณซัน และ วาดดาว (อรรณว์ ชุมาพร) เขาก็ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศอยู่แล้ว มันกลายเป็นว่า เรามาเจอกัน แล้วเราก็ร่วมกันต่อสู้ในแนวทางของตัวเอง
มันไม่ใช่ความตั้งใจว่า ฉันต้องทำให้มันเป็นกระแส มันไม่ได้มีสิ่งนั้นอยู่ในหัวตั้งแต่แรก
⦁ ที่บอกว่าคุณพ่อดุมาก เริ่มต้นชวนท่านมางานอย่างไร?
ตอนแรกคุณพ่อบอกว่าจะไม่มาด้วยซ้ำ แม้ว่าจะยินดีกับทั้งคู่ แต่อยากให้ไปจัดที่ออสเตรเลียได้ไหม เพราะที่นี่เพื่อนพ่อเยอะ ทุกคนอาจจะมองพ่อแปลกๆ แต่ญาติฝั่งแม่เขาบอกว่า เนี่ย! สิ่งนี้มันไม่ได้ผิดอะไรนะ เราคุยกันอยู่สักพักท่านก็เอาด้วย มาก็มา
⦁ ในวันแต่งคุณพ่อพูดอะไรกับคู่รักของเราบ้าง?
คุณพ่อก็มาตั้งแต่งานเริ่ม (คุณแม่เสียชีวิตแล้ว) พอได้ขึ้นไปอวยพรอย่างดี พูดอวยพรแบบคู่ชายหญิงทั่วไปเลย บอกเคล็ดลับเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ และท่านก็บอกว่า รักพวกเราทั้งคู่
เราดีใจมาก เพราะคุณพ่อคุณแม่คือที่สุดของลูก แม้ว่าเราจะเติบโตมาแบบโดนเข้มงวด หรือความไม่เข้าใจกันบ้างในครอบครัว แต่ในท้ายที่สุดแล้ว คนที่เราอยากจะให้อวยพรในงานแต่งงานเรามากที่สุดก็คือ ‘พ่อแม่ของเรา’
⦁ อยากบอกอะไรกับคู่รัก LGBTQ+ ที่อยากจะแต่งงานกันไหม?
พอมันมาถึงได้ขนาดนี้เราก็ดีใจมากๆ ที่กลายเป็นคู่ตัวอย่างคู่หนึ่ง ทำให้คู่ LGBTQ+ คู่อื่นลุกขึ้นมา จะเรียกว่าลุกมาต่อสู้ก็ไม่ใช่ เพราะทุกคนก็ต่อสู้กันมาแทบจะตลอดชีวิตโดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย
วันนี้เราได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกคนเห็นว่า ‘ลุกขึ้นมาเลย’ ทำในสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถที่จะทำได้ อยากจะประกาศความรักนี้ให้ทุกคนรู้ เราเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนรักลูกและสุดท้ายอยากเห็นลูกมีความสุขทั้งนั้น ค่อยๆ พูดคุยกัน เรามั่นใจว่ามันไม่ใช่สิ่งผิด
‘ทุกวันนี้สังคมมันเปลี่ยน กฎหมายเปลี่ยน อย่าได้กลัวอีกเลย’
⦁ วินาทีที่สมรสเท่าเทียมถูกโหวตให้ผ่าน รู้สึกอย่างไรบ้าง?
โห! แชตไหม้ เราส่งให้เพื่อนทุกคนว่าสมรสผ่านแล้วนะ มันดีใจ คือทุกคนรอมานาน ที่ผ่านมามันเหมือนทุกคนหายใจไม่ออก พอผ่านปุ๊บ! มันเหมือน ‘เราได้หายใจได้อย่างเต็มปอด’ มันเป็นการยอมรับความรักของเรา เนี่ย! พูดแล้วน้ำตาจะไหล (เสียงสั่นเครือ)
เราไม่ได้อยากจะเป็นคนที่อยู่นอกกฎหมาย เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ยินดีจะทำตามกฎหมาย แล้วกฎหมายนี้มันเป็นการยอมรับความเป็น ‘คน’ ของเรา
⦁ คิดว่ากฎหมายนี้จะเปลี่ยนชีวิต LGBTQ+ อย่างไรบ้าง?
ที่ผ่านมาเคยมีหลายคู่ที่เขาทำอะไรด้วยกันมาตลอด สร้างบ้าน สร้างธุรกิจมาด้วยกันทุกอย่าง แต่พอคนหนึ่งจะเข้าโรงพยาบาล ต้องให้พ่อแม่เขาที่อยู่ไกลเซ็นเท่านั้น พอกฎหมายตรงนี้ผ่านมันเหมือนการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทุกคนดีใจกันมาก!
⦁ ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องปกปิดตัวตนกันแล้ว?
พี่แทมมี่ก่อนมาเจอเรา เขาคบกับแฟนเก่าของเขาที่เป็นผู้หญิงมา 10 กว่าปี แต่เขาไม่เคยบอกคุณพ่อเขาเลย ที่ทำงานเขาก็ไม่บอกใคร เราเคยถามว่า ‘ทำไมต้องอายขนาดนั้นล่ะ?’ เขาบอกว่า เดี๋ยวคนว่าเขาวิปริต
แต่พอสมรสเท่าเทียมมันผ่านปุ๊บ! ใครจะว่า ฉันไม่สนใจแล้ว เพราะฉันไม่ได้ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง มันเป็นฟีลนั้นเลย
⦁ บังคับใช้จริงเดือนมกราคม อยากเห็นบรรยากาศแบบไหน?
พูดแล้วขนลุกนะ อยากให้ทุกคู่ออกมาเฉลิมฉลองกัน อยากให้มีการเคาต์ดาวน์นับ 5 4 3 2 1 ด้วยกันเลย ออกมาแสดงความยินดีในพื้นที่สาธารณะ แล้วใครที่อยากจะจดทะเบียนสมรสวันนั้นก็อยากให้ติดต่อคุณวาดดาว หรือ นฤมิตไพรด์ ที่จะจัดการเฉลิมฉลองสมรสเท่าเทียมกว่า 1,448 คู่ อยากให้ทุกคนออกมาแสดงความรักกัน อย่าได้อาย
มันเป็นโมเมนต์ของประวัติศาสตร์จริงๆ ยิ่งเราเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรายิ่งต้องทำให้มันยิ่งใหญ่!
⦁ แล้วอยากบอกอะไรกับคนที่ยังไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้?
พูดจริงๆ ว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการอยู่กันอย่างสงบสุขภายใต้กฎหมาย ‘ห้ามอะไรห้ามได้ แต่เราห้ามความรักไม่ได้’ สมัยเด็กเราเป็นลูกของพ่อแม่ และครอบครัว พอโตขึ้นเราก็ต้องมีครอบครัวของตัวเอง มันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน
⦁ เราจะบอกเด็กให้เข้าใจอย่างไรว่าเป็น ‘ครอบครัว LGBTQ+’?
มันง่ายมาก เพราะว่าลูกเราโตที่ประเทศออสเตรเลีย เขามีการสร้างความเข้าใจตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้ว อย่างคนไทยอาจจะคิดว่า เด็กเขาจะรับได้หรือเปล่า เด็กจะมีพฤติกรรมเลียนแบบหรือเปล่า?
แต่การวิจัยเขาได้ออกมาแล้วว่า การที่มีพ่อแม่ที่เป็น LGBTQ+ ไม่ได้มีผลกระทบต่อพฤติกรรมลอกเลียนแบบแต่อย่างใด และไม่ได้ทำให้เด็กจะดีจะชั่วไปกว่าเด็กที่มีผู้ปกครองเป็นชาย-หญิง แถมพบว่าลูกที่เป็น LGBTQ+ มีความคิดสร้างสรรค์มากๆ ด้วย
⦁ คิดว่าหลักสูตรสร้างความเข้าใจ LGBTQ+ สำคัญต่อเด็กอย่างไร?
ต่างประเทศเขาจะสอนเด็กเลยว่า ผู้ปกครองของเด็กจะมี ‘มัม’ (Mom) กับ ‘แด๊ด’ (Dad) แต่บางคนก็มี มัม-มัม หรือแด๊ด-แด๊ด ซึ่งมันไม่ได้แตกต่างกัน แล้วเด็กก็เข้าใจแบบอัตโนมัติไปเลย
อยากให้เมืองไทยทำเหมือนกัน เพราะสถาบันการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ใน 1 วันเด็กอยู่ในระบบการศึกษานานที่สุด แปลว่า การให้การศึกษาตรงนี้มันต้องได้รับความเข้าใจที่ถูกต้อง
⦁ หลังจากสมรสเท่าเทียมผ่าน ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?
น้องอาร์ชี (ลูกติดคนเล็ก) ก็เรียกพี่แทมมี่ว่า ‘แม่’ แล้วเรียกเราว่า ‘มัม’ เขาก็จะรู้ว่ามีแม่ 2 คน ตอนนี้น้องอาร์ชีเรียนอยู่ไทย เวลาเราไปส่งน้องที่โรงเรียนตอนแรก เราเดินเข้าไปในโรงเรียนลูก เราต้องปล่อยมือกัน
พอสมรสเท่าเทียมผ่าน เราจะจับมือกันไปส่งลูก ใครจะว่ายังไงฉันไม่แคร์แล้ว จะมาว่าอะไรลูกฉันไม่ได้แล้วนะ
⦁ ถ้าบอกอะไรกับคู่สมรสได้?
ขอบคุณที่เขาเข้ามาในชีวิต มันทำให้เรารู้ตัวตนของเราว่าเป็นคนแบบไหน ทำให้เราค้นพบตัวตนอย่างแท้จริง จนกล้าหาญที่จะเปิดเผยมันออกมา แล้วเขาเข้ามาเติมเต็มชีวิตของเราในทุกด้านจริงๆ ไม่ได้ต่างจากคู่ชาย-หญิงทั่วไปเลย
เขาชอบพูดว่า ตัวเองเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ ไม่เก่งทุกเรื่อง แต่สิ่งที่เขามี คือเขาเป็นคนที่มีอุดมการณ์เหมือนกับเรา แล้วเขาเป็นคนมีความกล้าหาญ เขาซัพพอร์ตเราในทุกด้านที่อยากจะเป็น หรืออยากจะทำ
วันนี้เราได้เติมเต็มกันแล้ว มันทำให้รู้สึกว่า เรากำลังมีครอบครัวที่สมบูรณ์จริงๆ

