หน้าแรก ประชาชื่น เมื่อ‘ภัย’ประ...

เมื่อ‘ภัย’ประชิดรั้วบ้าน โยงเครือข่ายอำนาจ อ่านหมากบนกระดาน ถึงเวลาไทยเล่นบท‘ทูต’

2.12.24 | 21:00 น.

เมื่อ‘ภัย’ประชิดรั้วบ้าน
โยงเครือข่ายอำนาจ อ่านหมากบนกระดาน
ถึงเวลาไทยเล่นบท‘ทูต’

“ประเทศของเรา มีชายแดนทั้งทางบกและทะเลติดกับเพื่อนบ้านมากมาย

ที่ผ่านมากลายเป็นประเด็นละเอียดอ่อนมาตลอด เช่น ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา หรือเมียนมา รวมถึงในเชิงรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและอเมริกา”

เป็นเหตุผลที่ ผศ.ดร.ภาสพงศ์ ศรีพิจารณ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ รั้วแม่โดม ไม่รีรอ เห็นว่าสังคมไทยจำเป็นต้องรู้สิ่งนี้ให้ลึกมากพอ

ไม่นานมานี้ หลักสูตรอาณาบริเวณศึกษา สาขาวิชาเอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดบ้านท่าพระจันทร์ ‘ผ่าภูมิทัศน์การเมืองความมั่นคง บนแนวชายแดนไทย-เพื่อนบ้าน’ เชื้อเชิญคนวงในมาจับเข่านั่งเล่าละเอียดยิบ เพื่อสำรวจ รีแคปก้าวย่างที่เพื่อนบ้านกำลังเดินไป มั่นใจว่าหลายเรื่องไม่เคยรู้มาก่อนแน่

Advertisement

ในขณะที่เพื่อนบ้านหลายล้านคนทะลักเข้ามาเป็นแรงงาน สถานการณ์ตามตะเข็บชายแดนตอนนี้ถลำลึกไปถึงไหน?

เกมพลิก 180 องศา

เมื่อจีนเลี้ยวหนุน ‘กองทัพ’

เซอร์ไพรส์สุดๆ หลังได้ยิน รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษา อัพเดตให้ฟังว่า ล่าสุด ‘สงครามกลางเมืองเมียนมา’ สถานการณ์กำลังเปลี่ยน!

“ล่าสุดเปลี่ยนไป สภากอบกู้รัฐฉานของ พล.อ.เจ้ายอดศึก เสนอว่าควรตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อคุยเรื่องปรองดองก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง ซึ่งผิดกับแผนของกองทัพ น่าจับตามอง”

‘จีน’ มาวันนี้พลิกนโยบายหักศอก 180 องศา การที่ปักกิ่ง-คุนหมิง ลดสนับสนุนกองกำลังชาติพันธุ์ หันไปให้น้ำหนักกับรัฐบาลทหารนั้น มีอะไรอยู่เบื้องหลัง?

นายกสมาคมภูมิภาคศึกษาวิเคราะห์ว่า นักวางแผนของจีนคงเห็นทีท่าว่า 1.กองทัพเมียนมาใหญ่เกินกว่าล่มสลาย 2.เชื่อว่ารัฐบาล NUG หรือบางกลุ่มติดอาวุธ เช่น คะฉิ่น สนิทกับอเมริกามาก และ 3.ทฤษฎีบอลข่านภิวัฒน์

“คือเอาแหลมบอลข่านไปยุยูโกสลาเวีย ว่ามีสงครามกลางเมือง มหาอำนาจแทรกแซงจนแตกกระจายเป็นรัฐอิสระ แล้ว ‘เมียนมา’ จะเป็นบอลข่านตัวถัดไปในทวีปเอเชียหรือไม่ แต่ถ้าอย่างนั้นผลประโยชน์จีนที่ร้อยเรียงในเมียนมา อาจจะกะพร่องกะแพร่ง สู้ไปหนุนกองทัพให้ประเทศนี้ไม่ล่มสลายดีกว่า”

ขอไฮไลต์ว่า นับจากนี้ไป ก๊ก SAC, ตัดมาดอว์ และบทบาทจีน จะมีความหมายให้จับตา ขณะที่ฝ่ายต่อต้านเองก็แบ่งออกเป็นหลายขา จะพิชิตกองทัพได้หรือไม่

(จากซ้าย) อ.อดิศร เสมแย้ม, รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช และ พล.ท.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว

กับ ‘เมียนมา’ เอาอย่างไรดี

แนะไทยเล่นบท ‘มิดเดิลพาวเวอร์’

โฟกัสไปที่ภาพตะเข็บขายแดนไทย-เมียนมา 2,401 กิโลเมตร มี 2 จุดที่ต้องจ้อง

1.เทือกเขาแดนลาวและถนนธงชัย จ.เชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน ลงมาถึงลุ่มน้ำเมย

2.เทือกเขาตะนาวศรี ติดกับ จ.กาญจนบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์ เป็นกองกำลัง KNU กลุ่มต่างๆ รวมถึงมอญใหม่

เมื่อลองเอาไปประกบกับเมียนมา ทั้งรัฐฉาน, กะยา, กะเหรี่ยง, มอญ และตะนาวศรี พบว่ามีกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธคุมอยู่

“แต่ละพื้นที่มีปัญหาต่างออกไป เช่น เหนือ ติดกับรัฐว้าและรัฐฉาน มีว้าแดง แต่ก็มีกองกำลังกอบกู้รัฐฉานอยู่ด้วย ที่มีปัญหาเรื่องทิศทางน้ำไหล, หมอกควัน, ยาเสพติด และความขัดแย้งบนดอย 32 ตร.กม. ขณะเดียวกันแถว ‘อ.แม่สะเรียง’ ก็เป็นจุดเด่นที่ไทยได้เห็นแม่น้ำสาละวิน จะงอยปากนกแก้ว เป็นแหลมลึกไปยังดินแดนเมียนมา

การที่ ‘แม่น้ำเมย’ ไหลขึ้นเหนือไปสบกับ ‘สาละวิน’ ก็มีปัญหาเรื่องศูนย์พักพิง และแม่น้ำเมยเปลี่ยนทิศทางน้ำไหล, การทำเขื่อน แนวกั้นตลิ่ง รวมถึงด่านเจดีย์ 3 องค์ มีปัญหากรรมสิทธิ์เขตแดน ในชายแดน มีกองกำลัง ทหารและตำรวจ ของทั้งไทยและเมียนมา รวมถึงกองกำลังชาติพันธุ์ ประดังประเดตลอดแนว จากเหนือจรดใต้ คร่อมตั้งแต่เชียงรายถึงระนอง”

 

รศ.ดร.ดุลยภาคพยายามชี้ให้เห็นปัญหาและกลุ่มอำนาจ ซึ่งถ้าผ่าตรงกลางอาจจะมองลึกได้อีก กล่าวคือ มีกองกำลังชาติพันธุ์ UWSA, RCSS, KNPP, KNU, NMSP, ABSDF ไล่ลงไปเป็นแถบยาว อาจเชื่อมโยงเค้าหน้าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ชัดขึ้น

เพื่อที่ไทยจะเข้าไป ‘พูดคุย’ หรือ ‘แผ่อิทธิพลบางประการ’ เบรกไม่ให้ปัญหาลามมาถึง

เพราะหากขยับไปมองที่ ‘รัฐฉานใต้’ มหาอำนาจหลักคือ ‘ว้าแดง’ มีการตั้งฐานทหารว้าและระบบมวลชน ซึ่งคนหลายหมื่นไปออกันที่เชียงราย, เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน ข้างๆ กันก็ยังเป็นกลุ่มสภากอบกู้รัฐฉาน ยันกำลังกันอยู่

แล้วใครจะมีอำนาจมากกว่า?

ถ้า ‘ว้าแดง’ สัมพันธ์กับจีนมากขึ้น แล้ว RCSS อยู่โดดเดี่ยว ถือว่าถูกบีบคั้นเสียเปรียบว้า แต่หากร่วมมือกับไทยได้อำนาจก็อาจเปลี่ยนไป

“ที่อยู่ติดกับ 3 จังหวัดภาคเหนือยังมี ‘การเมืองปะโอ’ น่าสนใจที่ ‘ปะโอขาว’ ช่วยทหารรบ ‘ปะโอแดง’ จับกลุ่มกับอดีตพรรคคอมมิวนิสต์ กองทัพไทยใหญ่เหนือไล่ตีทหาร ซึ่งอยู่ใกล้ตะเข็บชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน มาก”

ส่อแววก่อตั้ง ‘รัฐว้า’

สแกนภัยคุกคาม ขุมอำนาจใกล้บ้าน

ยังไม่หมดแค่นั้น ‘การเมืองกะเหรี่ยง’ KNU ก็ซับซ้อนไม่ต่างกัน บางกองพลมีอุดมการณ์เฉพาะทาง เช่น 6 และ 7 ดูไม่ได้ต่อต้านกองทัพเต็มที่ ต่างจากกองพลที่ 5 ของ พล.อ.บอจ่อแฮ ที่อยู่แถว จ.แม่ฮ่องสอน

“ขุมอำนาจของกะเหรี่ยงก็มีผลต่อไทย เพราะ ‘สแกมเมอร์ ‘จีนเทา’ กองกำลังของหม่องชิดตู่ ก็อยู่ในบริบทของการเมืองกะเหรี่ยง ตอนนี้จีนเทาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ชเวโก๊กโก่ หรือเคเคปาร์ค แต่เริ่มเคลื่อนลงใต้ เข้ามาแถว อ.สังขละบุรี มีบ่อนรองรับ เป็นฐานอำนาจของ DKBA ส่วนหนึ่ง ในอนาคตจะพุ่งใต้ไปถึง ‘เกาะสอง’ หรือไม่ (ตรงข้าม จ.ระนอง)”

แล้วไทยจะเพิ่มอำนาจต่อรองอย่างไร? ขอกางแผนที่สแกนให้เห็นชัดขึ้นว่าเรามีภัยคุกคามและโอกาสความร่วมมืออยู่ตรงไหนบ้าง

“ในเมียนมาจะมี ‘แนววงโค้งพระจันทร์เสี้ยว’ ที่ตีตวัดจากรัฐคะฉิ่น, ภาคสะกาย รัฐชิน รัฐยะไข่ และติดพรมแดนบังกลาเทศ อินเดีย วันนี้กลายเป็นเขตปลดปล่อย เป็นแหล่งบ่มเพาะของกองกำลังปฏิวัติเพื่อสู้กับเนปยีดอ”

ในฟากที่ติดกับไทย รัฐกะยาและรัฐกะเหรี่ยงมี PDF เข้าไปอยู่เยอะ และมีแนวโน้มจะสถาปนาเขตปลดปล่อยในบางพื้นที่ รวมถึงสมัยก่อน KNU ก็มีความฝันที่จะตั้งรัฐกอทูเล เป็นรัฐชาติพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่

“แต่สิ่งที่หวือหวาที่สุดคือ ‘การเติบโตของรัฐว้า’ ซึ่งกองทัพสหรัฐว้า ‘ประกาศจะตั้งรัฐว้า’ ซึ่งองค์ประกอบของความเป็นรัฐสมัยใหม่ ‘ต้องมีเขตแดนที่แน่นอน’ ด้วย

‘ว้าใต้’ ที่อยู่ติดกับชายแดนไทย จะมีการขยับเขยื้อน คงที่ หรืออย่างไร ก็น่าติดตาม”

ประกาศเขตประกันความเสี่ยง

เล่นบท ‘ทูตการพัฒนา’ ไม่รอตั้งรับ

กวาดตาไปดูที่ปีกด้านขวา ‘สนามบินเชียงขวาง’ สร้างโดยกองทัพรัสเซีย อยู่ที่ สปป.ลาว หมายความว่า ‘หมีขาว’ ไม่ได้หายไป แต่มอนิเตอร์ความมั่นคงในลุ่มน้ำโขงอยู่ที่ลาว และยังสัมพันธ์กับเวียดนามและกองทัพเมียนมา

“จังหวัดชายโขงของเราเชื่อมโยงกับ EEC สีหนุวิลล์ โครงการดาราสาคร, ขุดคลองฟูนันเตโช ของรัฐบาลพนมเปญ มันจะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์อ่าวไทย บทบาทจีนจะเพิ่มแค่ไหน

ถ้าจะให้มีปริมณฑลแห่งอำนาจที่กว้างไกลขึ้นในเอเชียอาคเนย์ เราต้อง ‘ประกาศเขตอิทธิพลเป็นแนววงกลม’ ไปครอบทับปัญหาต่างๆ ที่อยู่นอกบ้าน แล้ว Identify ว่านี่คือเขตประกันความเสี่ยง เข้าไปเล่นบทบาททูตการพัฒนา ยับยั้งความขัดแย้งล่วงหน้ามากกว่าที่จะตั้งรับ

สมการง่ายๆ คือ ขอให้มี 1 ขวานทอง (อาณาเขตทางบก) + 2 ถุงทอง (อ่าวไทยและอันดามัน) และเขตอิทธิพลอีกสักหน่อย เชื่อว่าไทยจะเป็นดาวจรัสแสงมากขึ้น”’

รศ.ดร.ดุลยภาคเสนอสิ่งนี้เพราะ 10 ปีก่อน เห็นอินโดฯ ทำสำเร็จมาแล้ว ในฐานะที่เชื่อมทั้งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก และเป็นเซ็นเตอร์ เขาจึงประกาศแผนวิสัยทัศน์ Global Maritime Fulcrum เป็น ใจสมุทรโลก

“ประเทศไทยเราเชื่อมทั้งอินโดแปซิฟิก, BRI ของจีน เขตมวลเขาถนนธงชัย, ตะนาวศรี สิ่งนี้ต่างหากคือคุณค่าของไทย

ผมไปได้แผนที่นี้มาจากจีน เป็นแผนที่จากคุนหมิงไปชายแดนจีนเลยถ่ายเก็บเอาไว้ นี่คือกลยุทธ์ 3 วงแหวนของจีน คือให้ ‘ด่านหวั่นติน’ กับ ‘ด่านการค้าหมู่เจ้-รุ่ยลี่’ ที่อยู่ชายแดนเมียนมาเป็นแกนกลางหลักรับพลังจาก 3 วงแหวนมาประกบกัน จากจุดนั้นอำนาจของจีนจะโบกไสวไปยังเอเชียใต้ แล้วก็รับสินค้า-บริการ พลังการตลาด เข้าไปด้วย

ทำไมจีนถึงคิดได้แบบนี้ แล้วทำไมไทยขอแค่มีวงแหวนปริมณฑลอำนาจประมาณนี้หน่อย จะมีไม่ได้ ซึ่งผมคิดว่าควร” รศ.ดร.ดุลยภาคให้เหตุผลที่ทำเอาพยักหน้าตามไม่รู้ตัว

‘ทหารทำอะไร’

ความท้าทายใหม่ สกัดสารพัดภัยมั่นคง

ถึงคิว พล.ท.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร

ที่ผ่านมานับว่าทหารเป็นเพลย์เมกเกอร์สำคัญ ‘บริหารชายแดน’ ทั้งอำนวย บาลานซ์ระหว่างการค้ากับความมั่นคง ยังไม่นับภัยคุกคาม ซึ่ง ‘เส้นเขตแดน’ เป็นตัวหลักที่ทำให้มีปัญหาตามมา เช่น อาจจะอยู่มาก่อน คนข้ามไป-มา อย่างเช่นที่ อ.แม่สาย มี Fixed boundary แต่อยู่ไปอยู่มาลำน้ำเปลี่ยนไปทางพม่า รวมถึงที่หาดทรายฟองในลาว ก็แก้ด้วยการคุยกันว่าจะทำเขื่อนป้องกันตลิ่ง

รวมถึงสกัดสินค้าหนีภาษี, การโจรกรรม, การข้ามพรมแดน, ควบคุมโรค, อพยพหนีภัยจากการสู้รบฝั่งเมียนมา ไม่หยุดสกัดปัญหาลักลอบค้ามนุษย์และอาชญากรรมทางไซเบอร์ ไม่ว่าจะฝุ่น PM2.5 หรือปัญหายาเสพติด ล้วนเป็นภัยคุกคามร่วมกัน จึงเข้าไปคุยเพื่อร่วมมือด้านการข่าว สืบสวน สกัดกั้น

“เราไปทำห้องวอร์รูมที่ท่าขี้เหล็ก ประเทศลาว ส่วนที่พม่าจะไปทำที่เชียงตุง ซึ่งจาก 10 ปีที่ผ่านมาสถิติการดับไฟป่าของเราดีขึ้น

“เจรจาให้เมียนมาหยุดตักโคลนลงแม่น้ำ ที่สำเร็จแล้วคือช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ผลักดันในการแก้ปัญหา ‘เล้าก์ก่าย’ ด้วยการทำหนังสือส่งไปขอความร่วมมือ”

เรียกว่าเป็นกรมที่รับบท ‘การทูตฝ่ายทหาร’ เจรจาเพื่อไม่ให้รบ แต่ก็พร้อมหากภัยมา ความท้าทายสำหรับไทยในมุมของ พล.ท.ณัฐพงษ์ จำเป็นต้องมองให้ครบทุกมิติ ตามให้ทันทั้งในข้อจำกัด ‘นโยบายที่ไม่ชัดเจน’ และ ‘พื้นที่ความขัดแย้งจากสงคราม’ ทั้งในมุมน่านน้ำ น่านฟ้า และไซเบอร์

 

ชายแดนลาวเริ่มซับซ้อน

วิเคราะห์ลึก สายเครือข่าย จีนเทา-กาสิโน

หันมาถามผู้เชี่ยวชาญ ด้านโครงสร้างอำนาจในลาวและลุ่มน้ำโขง

อ.อดิศร เสมแย้ม ผู้อำนวยการศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จากรั้วจุฬาฯ ยกหลายงานวิจัยที่ศึกษาจนพบสมการบางอย่าง กล่าวโดยย่อ ‘โครงสร้างการเมืองของลาว’ นั้นเกี่ยวพันกับครอบครัวเครือญาติ ตอบแทนเจ้านายเก่า คล้ายกัมพูชา กระทั่งเรื่องการ ‘ดอง’ ของลูกนักการเมือง

เมื่อลาวเปลี่ยนเป็น ‘สังคมนิยม’ พรรคประชาชนปฏิวัติ โดยโครงสร้างเป็นพีระมิด พรรคคุมทั้ง 3 อำนาจ ผูกขาดการแต่งตั้ง-เลื่อนชั้นคนในรัฐบาล จึงไม่ได้วัดที่ความเก่ง

“กลไกเช่นนี้ออกแบบมาเพื่อรักษาฐานอำนาจ และการดำรงอยู่ของพรรคคอมมิวนิสต์ลาว คำตอบอยู่ใต้สมการนี้ แต่ก็ต้องดูจีนและเวียดนามด้วยที่อาจจะไม่อยากให้เปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย เพราะกระทบทางการเมือง ซึ่งระบบพรรคคอมมิวนิสต์ของลาวกับเวียดนามต่างกัน ลาวคล้ายกัมพูชามากกว่า และอย่างมาก

 

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่า ‘เรือนใหญ่ สายใต้’ ต่อรองให้แลก การลงจากอำนาจ ให้บุตรหลานของตัวเองขึ้นสู่ตำแหน่ง พรรคจึงมีลักษณะเป็นเครือข่าย ประนีประนอมไม่ให้เกิดความขัดแย้ง และส่วนหนึ่งไปพัวพันกับธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ เขื่อน เหมืองแร่ ฯลฯ ในลักษณะทุนนิยมพวกพ้อง ซึ่งมาจากธุรกิจก่อสร้าง ก้าวไปสู่ธุรกิจอื่นๆ เช่น โรงแรม ธนาคาร

ที่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐ เช่น กาสิโน ธนาคาร ส่วนหนึ่งเจ้าหน้าที่ราชการลาวคุ้มครอง กุมสัมปทานการสร้างเขื่อน ร้านค้าปลอดภาษี เป็นความสัมพันธ์ผ่านคนในครอบครัว พูดง่ายๆ วิ่งเต้นผ่านเครือญาติ คนกลุ่มนี้จึงกลายเป็นชนชั้นนำ elite ของลาว แม้ไม่มาก แต่กุมเศรษฐกิจของลาว

“ถ้าเคยข้ามจากหนองคายไปเวียงจันทน์ จะเห็นกาสิโนอยู่ติดกับด่านเลย ตรงนี้ก็ขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างนักลงทุน ปรากฏว่าตำรวจลาวก็เข้ามาคุม พูดง่ายๆ มีการปกป้องผลประโยชน์อยู่” อ.อดิศรชี้

‘คิงส์โรมัน’ ที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ซึ่งนอกจากกาสิโนยังมีเรื่อง ‘สแกม’ ที่ย้ายมาจากฟิลิปปินส์ การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน อาชญากรรมทางไซเบอร์อย่างเป็นเครือข่าย

ไม่ได้มีแค่เรื่องนี้ หรือการจัดระเบียบเรือ, ด่าน ยังมีเรื่อง ‘สมรภูมิบ้านร่มเกล้า’ และ ‘กรณีห้วยน้ำขาว’ ที่ม้งทะลักข้ามมาเพื่อคว้าโอกาสไปอเมริกา ต่อสู้ระหว่างม้งข้างใน ส่วนหนึ่งเวียดนามหนุน เมื่อเรื่องไปถึงอเมริกาจึงคว่ำบาตรลาว และเราก็ส่งม้งกลับคืน

“ถ้าจะเปรียบเทียบความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างไทยกับลาวอาจจะไม่เวิร์กเท่าไหร่ ไทยกับกัมพูชาและมาเลเซียยังพอตีกอล์ฟกันได้ กับเมียนมาอาจจะลำบากหน่อย”

ปัญหาที่ยังอยู่คือ ‘การตามล่ากลุ่มต่อต้านรัฐบาลลาว’ รวมถึง ‘การดูดทรายแม่น้ำโขง’ ที่อาจบานปลายและซับซ้อนขึ้น

“จีนแผ่ขยายเข้ามาลาวตั้งแต่การเดินเรือ การระเบิดเกาะแก่ง ที่มีการต่อต้านเพราะทำให้เส้นเขตแดนเปลี่ยน ลาวจึงหยุด ยุทธศาสตร์ส่วนใหญ่ของจีนในลาวเกี่ยวข้องกับรถไฟ นิคมอุตสาหกรรม ถนน ไฮเวย์ เขื่อน ซึ่งเขื่อนทำให้จีโอโพลิติกส์เปลี่ยนไป เพราะกระทบเวียดนาม น้ำเค็มเข้ามาในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ซึ่งมีจีดีพี 1 ใน 3 ทำให้ความที่เคยเป็นทหารร่วมรบระหว่างกัมพูชา ลาว เวียดนาม กระทบกระทั่งกัน” 

อ.อดิศรขยายภาพกลยุทธ์ที่มีผู้เล่นหลักวางไว้ ซึ่งยังรวมถึงเรื่องจีนเทา, บ่อน, ค้ามนุษย์, อาชญากรรมไซเบอร์ และฟอกเงิน

เหล่านี้คือความมั่นคงทางด้านชายแดนรูปแบบใหม่ที่เชื่อมร้อยกันเป็นเครือข่าย คงเวิร์กแน่ถ้าแก้ได้ลงตัว นอกจากจะปิดสนามรบ ยังเปิดประตูการค้า นำพางานและเม็ดเงินมหาศาลงานมาสู่คนไทยก็เป็นได้