‘บ้านเชียง’ คัมแบ๊ก
รอศูนย์วิจัยโบราณคดีฯ

ไม่ฮือฮาหวือหวาเท่า ‘โกลเด้นบอย’ หรือโบราณวัตถุงดงามเตะตาชิ้นอื่นๆ ที่ได้รับคืนจากต่างแดน
ทว่า ไม่อาจมองข้ามซึ่งความสำคัญ เพราะล้วนเป็นมรดกล้ำค่าของชาติ ตกทอดมาตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีรัฐชาติ หากแต่ถูกนิยามว่าเป็น ‘สมัยก่อนประวัติศาสตร์’
ส่งมอบและรับมอบอย่างชื่นมื่นไปเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สำหรับโบราณวัตถุจาก ‘แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง’ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี และแหล่งอื่นๆ ทางภาคกลางของไทย ที่เคยเก็บรักษาไว้ ณ สถานทูตสหรัฐ
ได้แก่ ภาชนะดินเผา กำไลข้อมือ และลูกกลิ้งทรงกระบอก 2 ชิ้น รวม 4 ชิ้นถ้วน
ประวัติโดยย่อระบุว่า โบราณวัตถุข้างต้นถูกมอบให้กับนายทหารชาวอเมริกันรายหนึ่งที่เคยประจำการ ณ ฐานบินอุดรธานี ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2513-2522

โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย กล่าวถ้อยแถลงยินดีคืนให้หลังเก็บรักษาไว้อย่างดี โดยถึงเวลาแล้วที่จะส่งคืนกลับสู่บ้านเกิดที่แท้จริง
สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นตัวแทนคนไทยทั้งประเทศรับมอบ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร พร้อมกล่าวเน้นย้ำถึงสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ 191 ปี โดยสหรัฐมีส่วนช่วยผลักดันและสนับสนุนโครงการศึกษาแหล่งโบราณคดีหลายแห่ง โดยเฉพาะความร่วมมือในการสำรวจขุดค้น
นอกจากนี้ ยังแย้มความคืบหน้าการติดตามโบราณวัตถุในต่างประเทศว่า ล่าสุด ได้รับแจ้งว่าสหรัฐจะส่งคืนโบราณวัตถุให้ไทยอีก 2 ชิ้น โดยเป็นประติมากรรมรูปเคารพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ย้อนเล่าว่า ได้รับการประสานจากสถานทูตสหรัฐว่าพบภาชนะบ้านเชียงที่เก็บรักษาไว้ที่สำนักงาน จึงขอให้กรมศิลปากรตรวจพิสูจน์ จึงพบว่าเป็นภาชนะดินเผาที่มีอายุ 2,000 ปีขึ้นไป จากนั้น สถานทูตจึงขอส่งคืนให้แก่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม


9 ปี โครงการ ‘ศูนย์วิจัยโบราณคดีบ้านเชียง’ วันนี้ถึงไหน?
ย้อนไปเมื่อ พ.ศ.2561 หรือเมื่อ 6 ปีก่อน มีการจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐ 185 ปี หนึ่งในกิจกรรมคือการบรรยายพิเศษ โดย ดร.จอยซ์ ไวท์ (Joyce White) ในฐานะ ผอ.สถาบันโบราณคดีภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ISEAA) หนึ่งในทีมขุดค้นบ้านเชียง ระหว่าง พ.ศ.2517-2518 ด้วยหัวข้อ ‘บทเรียนจากบ้านเชียงสำหรับการแก้ปัญหาระดับโลก’ ท่ามกลางโบราณวัตถุจากบ้านเชียง ในห้องก่อนประวัติศาสตร์ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
นับเป็นกิจกรรมสุดคึกคักในช่วงนั้นของวงการโบราณคดี จากแนวคิดที่กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศของไทยมองเห็นความสำคัญในความสัมพันธ์ ‘ภาคประชาชน’ จึงหวังสานต่อความร่วมมือทางวิชาการเพื่อต่อยอดการศึกษาเกี่ยวกับบ้านเชียงให้ลึกซึ้งและหลากมิติยิ่งกว่าเก่า พร้อมทั้งผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในท้องถิ่น รวมถึงการจัดการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงให้เป็นสากลมากขึ้น
ขณะที่กรมศิลปากรเองก็ยังคงศึกษาข้อมูลใหม่ๆ โดยในช่วงเวลาเดียวกัน มีการเปิดเผยข้อมูลจากการขุดค้นที่ วัดนาคาเทวี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดย ทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ นักโบราณคดีสำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น ซึ่งเปิดเผยถึงการพบหลักฐานในวัฒนธรรมบ้านเชียงในพื้นที่ดังกล่าว เด่นชัดด้วยภาชนะดินเผาแบบบ้านเชียงยุคต้น ซึ่งมีสีออกดำคล้ำ ตกแต่งด้วยลายขูดขีด ไม่เหมือนหม้อไหในภาพจำ ซึ่งเขียนลายสีแดงอันเป็นยุคท้ายๆ ของวัฒนธรรมบ้านเชียง ที่สำคัญคือมีการส่งตัวอย่างไปกำหนดอายุด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกา พบว่ามีอายุราว 3,200-3,400 ปี สอดคล้องกับข้อเสนอของ ศ.ดร.ชาร์ล ไฮแอม ม.โอตาโก นิวซีแลนด์ ซึ่งเคยยืนยันว่ายุคเก่าสุดของบ้านเชียงมีอายุเพียง 3,500 ปีเท่านั้น ไม่ได้เก่าไปถึง 5,600 ปี หรือกว่า 4,300 ปี ตามที่มีผู้สันนิษฐานไว้ก่อนหน้า
กระทั่ง 3 ปีต่อมา คือ พ.ศ.2564 ปรากฏภาพ ประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ให้การต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่ของกระทรวงวัฒนธรรม ในการเยี่ยมชม ‘โครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยโบราณคดีบ้านเชียง’ (Ban Chiang Archaeological Research Center)
ข้อมูลอย่างเป็นทางการโดยกรมศิลปากร ระบุว่า โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ.2558 และได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารระยะแรกใน พ.ศ.2562 โดยคาดว่าจะสามารถให้บริการได้ใน พ.ศ.2566 เคาะงบ 73 ล้านบาท
ศูนย์ดังกล่าวจัดสร้างเป็นอาคารคอนกรีต 2 ชั้น พื้นที่ 1,440 ตารางเมตร ชั้น 1 ประกอบด้วยพื้นที่คลัง ห้องบริการข้อมูลสารสนเทศ ห้องนิทรรศการถาวร ส่วนปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ และห้องสุขา ส่วนอาคารชั้น 2 ประกอบด้วยพื้นที่คลังจัดเก็บโบราณวัตถุ ห้องปฏิบัติงานสำหรับนักวิจัย และห้องอเนกประสงค์
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีข่าวคราวล่าสุด ซึ่งหากแล้วเสร็จ กรมศิลป์มุ่งหวังให้บริการทางการศึกษาสำหรับนักวิจัยหรือนักวิชาการ ที่จะช่วยบ่มเพาะและพัฒนานักวิชาการ และสามารถนำองค์ความรู้ไปส่งเสริมการพัฒนาประเทศต่อไป
เรียกได้ว่า บ้านเชียงไม่เคย ‘เอาต์’ ไปจากความรับรู้ ความทรงจำ วิถีชิวิต และการศึกษาวิจัยของนักโบราณคดีทั้งไทยและเทศ
ได้คืนหลายระลอก
ส่งเก็บ-โชว์ ‘พิพิธภัณฑ์บ้านเชียง’
สำหรับการได้คืนโบราณวัตถุบ้านเชียง นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ทว่า ทยอยได้คืนมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก่อนอื่นมาลองย้อนถึงการค้นพบแหล่งโบราณคดีดังกล่าว ตั้งแต่ประวัติการค้นพบที่ไม่ต่างจากหนังฮอลลีวู้ด กล่าวคือ ลูกชายทูตสหรัฐสะดุดโคนไม้ล้มไปเจอเศษหม้อไห กระทั่งนำไปสู่การขุดค้นครั้งใหญ่ที่กลายเป็นตำนานหน้าหนึ่งของโบราณคดีไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัย
เพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2517 ภายใต้ ‘โครงการโบราณคดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ’ และเริ่มจัดตั้ง ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง’ เมื่อ พ.ศ.2518
ส่งผลให้หมู่บ้านเล็กๆ ของอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก่อนยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อ พ.ศ.2535 ด้วยคุณสมบัติตามเกณฑ์ข้อที่ 3 ‘เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือสาบสูญไปแล้ว’
ข้อมูลจากกรมศิลปากรระบุว่า การดำเนินงานทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงตั้งแต่ พ.ศ.2510-2546 พบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากและมีการศึกษาวิจัยหลักฐานที่พบจากนักวิชาการหลากหลายสาขาวิชา
ต่อมา ใน พ.ศ.2560 กรมศิลปากรได้รับคืนโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือช่วง พ.ศ.2503-2517 และโครงกระดูกมนุษย์ที่ได้จากการขุดค้นที่บ้านเชียงโดยกรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ใน พ.ศ.2517-2518 ตลอดจนโบราณวัตถุที่สถาบันวิจัยของต่างประเทศส่งกลับคืนมาอีกหลายรายการ เพื่อนำมาเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง
ย้อนวาทะ ดร.จอยซ์ ไวท์ คนบ้านเชียง
‘กินดี อยู่ดี มีโอท็อป ไม่ชอบสงคราม’
ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่า เมื่อ พ.ศ.2561 เคยมีการจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐ 185 ปี ไฮไลต์ของกิจกรรมนี้ คือการส่งเทียบเชิญไปยัง ดร.จอยซ์ ไวท์ ผู้ร่วมทีมขุดค้นบ้านเชียงเมื่อครั้งเป็นนักศึกษาสาว ระหว่าง พ.ศ.2517-2518 มาบรรยายพิเศษ
ใจความสำคัญที่ชวนให้จินตนาการถึง ‘ชีวิต’ ของผู้คนที่เคยอยู่อาศัยในพื้นที่บ้านเชียงเมื่อหลายพันปีก่อน คือ การระบุว่า ผู้คนอายุหลายพันปีที่นอนเรียงรายในหลุม ไร้ร่องรอยการฟาดฟันด้วยอาวุธ ในขณะเดียวกันโครงกระดูกเหล่านี้ก็ยังบอกข้อมูลด้านสุขภาพที่ดีของคนในชุมชนที่กินดีอยู่ดี ภายใต้สภาพสังคมที่สามารถใช้คำว่า ‘สงบสุข’ ไม่มีการรบพุ่งครั้งใหญ่ๆ ให้ล้มตายอย่างกลาดเกลื่อนดังเช่นแหล่งโบราณคดีหลายแห่งในโลก แม้ว่าคนบ้านเชียงจะค้นพบโลหะผสมระหว่างทองแดงและดีบุก อย่าง ‘สัมฤทธิ์’ ซึ่งนับเป็นย่างก้าวสำคัญยิ่งของเทคโนโลยียุคโบราณ
ไม่เพียงเท่านั้น ยังอธิบายเพิ่มเติมถึงการผลิตข้าวของเครื่องใช้อย่างเช่นโลหะรูปแบบต่างๆ ได้ด้วยตนเองในชุมชน ‘ไม่ใช่ รวมศูนย์’ ในลักษณะที่มีศูนย์กลางการผลิตแล้วกระจายสินค้าไปยังแหล่งอื่นๆ หากแต่ทำเอง ใช้เอง ตามรสนิยมของตัวเอง
“เหมือนโอท็อป One Tambon, One Product เลย” ดร.จอยซ์ ไวท์ เอื้อนเอ่ยในครั้งนั้น
เชิงอรรถปฏิบัติการ
‘ยึดของกลาง’ พิพิธภัณฑ์โบเวอร์ส
เยอะกว่าเจอในหลุมขุดค้น 175 เท่า!
ไม่ใช่แค่สถานภาพการเป็นนักโบราณคดีในหลุมขุดค้น หรือคร่ำเคร่งอยู่ในห้องแล็บ แต่ ดร.ไวท์ยังมีบทบาทอย่างสูงในการช่วยเหลือทางการสหรัฐหลังปฏิบัติการครั้งประวัติศาสตร์ของการยึดของกลางซึ่งเป็นโบราณวัตถุมหาศาลจากกรณีลักลอบซื้อขายและนำเข้าโบราณวัตถุจากบ้านเชียงและแหล่งอื่นๆ อย่างผิดกฎหมายรวมนับหมื่นชิ้น สร้างความเสียหายด้านเศรษฐกิจแก่สหรัฐ เนื่องด้วยถูกใช้ในการฉ้อฉลหลอกขอคืนภาษีเกินจริงจากการบริจาคโบราณวัตถุให้พิพิธภัณฑ์
ดร.ไวท์ยกตัวอย่าง พิพิธภัณฑ์โบเวอร์สแคลิฟอร์เนีย ซึ่งสุดท้ายยอมจำนนไม่สู้คดี โดยยอมคืนโบราณวัตถุบ้านเชียงให้ไทย แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว ทั้งต่อทางการสหรัฐและต่อการศึกษาทางด้านโบราณคดี ที่น่าตกใจคือข้าวของเหล่านี้มีจำนวนมากกว่าที่ขุดค้นพบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีโดยกรมศิลปากรและ ม.เพนซิลเวเนียในทศวรรษที่ 70 ถึง 175 เท่า
หลายชิ้นยังมีสภาพสมบูรณ์และเป็นโบราณวัตถุชิ้นพิเศษที่ไม่ได้พบง่ายๆ ความสูญเสียที่ไม่อาจนำคืนกลับมาได้คือข้อมูลทางวิชาการ เพราะขาดบริบทแวดล้อมในการตีความ
นี่คือเรื่องราวของบ้านเชียง วันนี้ และเมื่อวานนี้ ส่วนพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ
พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

