ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ที่ผ่านมา สังคมไทยมักตีตราบีบบังคับผู้หญิงที่ ‘ท้องไม่พร้อม’ ต้องออกจากสังคมไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกเปลี่ยน กฎหมายไทยก็ปรับ โดยปัจจุบัน หญิงอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ที่ทำแท้ง ไม่ถือว่ามีความผิดทางอาญา ส่วนหญิงที่มีอายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ ก็สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ แต่ต้องได้รับการตรวจและให้คำปรึกษาจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและผู้ประกอบวิชาชีพอื่น
ทว่า ความเชื่อและค่านิยมที่ฝังรากลึก ยังคงมีผลต่อมุมมองและการตัดสินใจ
‘กลุ่มทำทาง’ ที่ต่อสู้รณรงค์ประเด็นดังกล่าวตลอดมา จัดเวที ‘Bangkok Abortion 2024 : ขอบคุณ… ที่ยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย’ ณ ห้องประชุมรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ชวนบุคคลต่างๆ ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนประเด็น #ทำแท้งปลอดภัย ที่เป็นทางเลือกให้ผู้หญิงได้ขีดเส้นชีวิตของตนเอง

ความเหลื่อมล้ำทำคน ‘รู้ไม่เท่ากัน’
‘เพราะฉะนั้นรัฐไทยต้องรับผิดชอบ’
เปิดเวทีด้วยปาฐกถาพิเศษ ‘ไม่บังคับท้อง ไม่บังคับแท้ง’ โดย ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เผยว่า การเจริญพันธุ์ในมนุษย์อาจจะถูกมองเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครหลายๆ คน แต่จริงๆ แล้ว กลับเป็นเรื่องที่โต้เถียงกันมาก ทั้งสู้กันในทางการเมือง และยังถูกเชื่อมโยงกับความเป็นธรรม
การเจริญพันธุ์ไม่ใช่เป็นกระบวนการในเนื้อเดียว แต่มีจุดที่คนสามารถจะเลือกได้อยู่หลายประการ อาทิ เลือกได้ว่าจะร่วมเพศหรือไม่ร่วม จะเป็นไปเพื่อการเจริญพันธุ์ หรือความพึงพอใจทางเพศนั้น ต้องทำให้สังคมเห็นว่า การร่วมเพศเป็นสิ่งที่เลือกได้ทุกการร่วมเพศในสังคม อย่าทำให้สิ่งไหนทำให้ไม่ร่วมเพศหรือร่วมเพศเป็นเพราะกฎกติกา
สำหรับคนที่ไม่คุมกำเนิดจนเกิดการตั้งครรภ์ มนุษย์ที่เป็นผู้ตั้งครรภ์ก็เลือกได้ว่าจะทำอะไรกับการตั้งครรภ์ จะท้องต่อหรือไม่? หากคลอดออกมาเป็นทารกก็เลือกได้ว่าจะทำอย่างไรกับทารกนั้น แต่ยังมีมนุษย์ที่ไม่สามารถจะเจริญพันธุ์ได้ด้วยเหตุต่างๆ คนที่มีมดลูกไม่ได้แปลว่าท้องได้ทุกคน และคนมีวิถีชีวิตทางเพศที่ไม่สามารถจะเจริญพันธุ์ได้เอง อยากเจริญพันธุ์ก็ต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านการแพทย์เพื่อช่วยการเจริญพันธุ์

“สังคมไทยเกิดอาการบังคับให้ท้อง และไม่บังคับท้อง เราไม่ได้ปล่อยให้ประชาชนได้เลือกเองในเรื่องต่างๆ ทางเลือกถูกกำหนดไว้โดยกฎหมายของรัฐ หรือนโยบายสาธารณะของรัฐไม่ได้อำนวยความสะดวกหรือเสริมสร้างความสามารถของคนในการเลือก เช่น การคุมกำเนิด การยุติการตั้งครรภ์โดยการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์” ศ.ดร.ชลิดาภรณ์กล่าว จากนั้นยังยิงคำถามชวนคิดว่า แล้วใครจะเป็นคนเลือก?
“สถานะของการตั้งครรภ์ ถูกกำหนดอยู่ในกติกาของสังคมว่าด้วยเรื่องเพศ เพราะฉะนั้นทุกการตั้งครรภ์มีสถานะที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง สังคมรับได้ หรือรับไม่ได้ พร้อมหรือไม่พร้อม สถานะการตั้งครรภ์ได้เองถูกกำหนดอยู่ในเรื่องต่างๆ เหล่านี้
เรื่องเพศที่ถูกต้อง เชื่อมโยงกับการตั้งครรภ์อยู่ด้วย การตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นมันขึ้นอยู่กับสถาบันการแต่งงาน Sex ที่ถูกต้องก็เป็น Sex เพื่อการเจริญพันธุ์ ต้องเกิดขึ้นในสถาบันการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว แปลว่าการเจริญพันธุ์ที่เกิดขึ้นนอกการสมรส หรือในความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ผัวเดียวเมียเดียว กลับถูกตีตราตัดสินว่าผิดเกือบทั้งสิ้น แล้วจะทำอย่างไรกับมัน?”
กติกาว่าด้วยเรื่องเพศที่ถูกต้องของสังคม มอบหมายบทบาทในการเลี้ยงดูทางร่างกาย กล่อมเกลาทางอารมณ์ จิตใจและจิตวิญญาณให้กับคนที่ทำให้เกิดคือ ‘พ่อแม่’ เมื่อทำให้เกิดแล้วต้องรับผิดชอบ ในเรื่องการเลี้ยงดู เรื่องการกล่อมเกลาปลูกฝัง แต่ปรากฏการณ์จะเกิดทุกครั้งต่อเมื่อเด็กๆ ทำอะไรผิดซึ่งคนที่โดนด่ามักจะเป็น ‘แม่’
เวลาที่มนุษย์คนหนึ่งประเมินสถานการณ์ตัวเองว่า หากตั้งครรภ์เกิดขึ้นโดยความไม่พร้อม ไม่ตั้งใจ แล้วทางเลือกมีอะไรบ้าง? แต่อย่าลืมว่ารัฐเลือกไว้ให้ก่อนแล้ว
กว่า 16 ประเทศบนโลกใบนี้ห้ามยุติการตั้งครรภ์ในทุกกรณี แปลว่าเลือกมาให้แล้วว่า ยุติการตั้งครรภ์ไม่ได้ ไม่ว่ากฎหมายรัฐจะบอกอย่างไร เมื่อผู้หญิงต้องถูกตระหนักอยู่ในสถานการณ์ท้องไม่พร้อม เขาก็เลือกในสถานการณ์ที่มันดีที่สุดสำหรับตัวเขา ท่ามกลางปัจจัยสิ่งแวดล้อมในชีวิต

การท้องต่อ นำไปสู่ปรากฏการณ์ Unsafe abortion (การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย) กลายเป็นกฎหมายและนโยบายสาธารณะของรัฐนั้นทำร้ายประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่กำลังจะพัฒนา
“นโยบายสาธารณะของรัฐ หล่อเลี้ยงความเหลื่อมล้ำในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ ให้ประชาชนคนไทยต้องเดือดร้อนและเป็นอันตรายมากมาย อย่างหนึ่งในนั้นคือ การถูกบังคับให้ท้อง และบังคับให้แท้งด้วย คนที่ไม่มีกำลังในทางเศรษฐกิจ เข้าไม่ถึงการคุมกำเนิด การจะรู้ว่ารัฐมีบริการฟรีและเข้าถึงบริการได้ต้องอาศัยข้อมูลข่าวสาร ความเหลื่อมล้ำทำให้คนรู้ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นรัฐไทย ต้องรับผิดชอบต่อการบังคับท้อง บังคับแท้งด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขอบคุณผู้คนมากมายที่ร่วมกันทำให้ทางเลือกยุติการตั้งครรภ์ของผู้คนในสังคมนี้เป็นไปได้ ขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำให้มนุษย์ได้เลือก การจัดการตั้งครรภ์ของเขาสามารถทำได้อย่างที่เขาเลือก” ศ.ดร.ชลิดาภรณ์จบปาฐกถาด้วยน้ำเสียงทรงพลัง

การเมืองเรื่อง ‘ทำแท้ง’ ทัศนคติตามไม่ทันกฎหมาย
เมื่อคนไทยยังแก้กรรม ‘ผีเด็ก’
อีกมุมมองน่าสนใจ มาจากหญิงแกร่งรันวงการประชาธิปไตยผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต อย่าง ช่อ–พรรณิการ์ วานิช แห่ง ‘คณะก้าวหน้า’ ที่จับไมค์เล่า ‘มายาคติ เศรษฐกิจและการเมืองของการทำแท้ง’ โดยมองว่า ปัจจุบันกฎหมายไทยในประเด็นดังกล่าวถือว่าทันสมัยแล้ว แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการทำแท้งของผู้หญิงกลับกลายเป็นเรื่องทัศนคติที่ไม่ผันผวนไปตามกฎหมายที่เกิดขึ้น
คนต่างจังหวัดยังเข้าไม่ถึงการทำแท้งเพราะกลัวบาป กลัว ‘ผีเด็ก’ หลอก
คนไทยหนีไม่พ้น ‘แก้กรรมทำแท้ง’ ซึ่งยังคงเป็นความเชื่อของสังคมไทย
“มันเป็นความรู้สึกที่ไม่สบายใจ เขาต้องการทำอะไรสักอย่างเพื่อจัดการความรู้สึกที่ไม่สบายใจของเขา เช่นเดียวกันการดูแลสุขภาพจิตหลังจากการทำแท้ง ย่อมไม่ได้เป็นเรื่องที่พูดถึงมากนัก ถ้าเรามีการฟื้นฟูสภาพจิต เราก็จะพ้นจากวิกฤตผู้รับผิด ก็จะทำให้เขามีความพร้อมในการทำงานอย่างปกติก็เชื่อมโยงไปถึงเศรษฐกิจด้วย เพราะฉะนั้น เราต้องมี
ยาทำแท้งให้ทุกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) คุณจะอยู่ตรงไหนของประเทศไทยคุณต้องเข้าถึงยาทำแท้ง”
พรรณิการ์ยังเล่าเรื่องที่เรียกเสียงปรบมือกึกก้อง โดยเป็นเรื่องราวของนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง ที่เคยท้อง และเคยทำแท้ง ในวันที่กฎหมายไทยยังไม่ไฟเขียว
“ดิฉันขอยกตัวอย่างเรื่องราวของนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว เธอเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของไทย นักศึกษาคนนี้มีแฟนและตั้งครรภ์แบบไม่ทันตั้งตัว ทั้งแฟนเองและตัวเธอไม่พร้อมที่จะมีลูก ณ วันนั้นกฎหมายไทยไม่ได้อนุญาตให้ทำแท้ง จึงมี 2 ทางเลือก คือ 1.ทำแท้งเถื่อน 2.คลอดลูกออกมา แต่คุณภาพสังคมในขณะนั้น ถ้าไม่ดร็อปเรียนไปก่อนก็คงจะเป็นเรื่องยาก เธอจึงเลือกตัดสินใจสั่งยามาจากต่างประเทศ แล้วทำแท้ง
นี่เป็นเรื่องราวของนักศึกษาคนหนึ่ง ณ วันนั้นที่ตัดสินใจทำแท้ง จนมาวันนี้กลายเป็น ส.ส. ที่มีความรู้ความสามารถปฏิบัติงานอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนหน้านี้ก็เป็นทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันเธอก็มีลูกถึง 2 คน ซึ่งเขาคนนั้นคือ ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือทนายแจม ทนายแจมบอกว่า ถ้าต้องหลุดจากเก้าอี้ ส.ส. เพราะจะมีคนมาร้องจริยธรรมสำหรับเรื่องการทำแท้ง ส.ส.แจมบอก แจมยอมค่ะพี่! เขาเป็นผู้หญิงที่มีเพียงไม่กี่คนที่จะยอมพูดเรื่องการทำแท้งในประเทศไทย” พรรณิการ์เล่า ตามมาด้วยเสียงปรบมือกึกก้อง
จากนั้น ฉายข้อมูลเชิงสถิติว่า คนที่ทำแท้ง 80% อายุมากกว่า 20 ปี เขาคือคนวัยทำงานไม่ใช่วัยเรียน 56% ของคนทำแท้งเป็นคนที่มีลูกหรือเคยตั้งครรภ์มาแล้ว แต่ในวันที่ตัดสินใจทำแท้งเพราะคำว่า ‘ไม่พร้อมที่จะมีลูกเพิ่ม’ นอกจากนั้นยังมี 60% คุมกำเนิดแล้วแต่ก็ยังตั้งครรภ์ และ 75% ของคนที่ทำแท้งมีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งส่วนมาก 21% ของคนที่ทำแท้ง จากหมายเลขโทรศัพท์ 1163 สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ หากนำสถิติคนทำแท้งทั้งหมดมาขมวดมาเป็นตุ๊กตา 1 ตัวได้ว่า ‘คนที่ตัดสินใจทำแท้งเป็นผู้หญิงวัยทำงานในเมืองใหญ่ที่มีรายได้น้อย’

พรรณิการ์ชวนกระตุ้นต่อมเอ๊ะว่า แล้วจะทำแท้งที่ไหน?
“ส่วนมากข้อมูลที่ขึ้นมาในกูเกิลจะเป็นโรงพยาบาลเอกชนหมดเลย ต้องเสิร์ชลงไปลึกมากๆ ถึงจะเจอสถานบริการทำแท้งในสังกัด กทม. นึกภาพผู้หญิงที่ทำงานในเมืองรายได้น้อย หากต้องไปโรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท แต่สามารถเบิก สปสช.ได้ 3,000 บาท แล้วส่วนต่างที่เหลือจะทำอย่างไร
แต่อย่าลืมว่าเทรนด์ปัจจุบันประชาชนไม่ได้เสิร์ชกูเกิลแล้ว เขาเสิร์ชติ๊กต็อกกันก็จะขึ้นมาเลย ยาเถื่อน! ถ้าเราไม่มีข้อมูลที่เพียงพอให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการทำแท้งโดยการใช้ยาเถื่อน ถ้าศึกษาไม่ดีนอกจากกินแล้วไม่แท้งก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุครรภ์”
มาถึงตรงนี้ ไม่เข้าประเด็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานไม่ได้ ช่อพรรณิการ์ คว้าไมค์กล่าวถึงสิทธิว่า 1.ผู้หญิงมีเสรีภาพเหนือร่างกายที่จะทำแท้ง 2.เป็นสิทธิตามกฎหมายที่สถานพยาบาลต้องให้บริการทำแท้งกับผู้หญิงที่มีอายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ ในเมื่อกฎหมายเอื้อให้ผู้หญิงทำแท้งได้ในขณะนี้แล้ว รัฐควรจะเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดการให้ผู้หญิงที่จะแท้งต้องเข้าถึงสิทธินั้นจริงๆ ไม่ใช่เพียงอยู่บนกระดาษแต่ทำจริงไม่ได้
“ถ้าแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐทั่วไปไม่เต็มใจที่จะทำ ก็ต้องมีคลินิกการทำแท้งฟรีขึ้นมาโดยเฉพาะ สามารถเบิกได้โดยประกันสังคม สปสช. ดิฉันเชื่อว่าคนที่คิดจะไปทำแท้งที่โรงพยาบาลเขาหวาดกลัวและวิตกกังวล เพราะความซับซ้อนหลายขั้นตอนในโรงพยาบาล แต่ถ้าเป็นคลินิกเพียง 2 ขั้นตอนคงจบ เราคาดหวังจะเห็นว่า รัฐต้องไม่ปล่อยให้เป็นภาระทางเศรษฐกิจแก่ผู้ที่ต้องการทำแท้งให้ต้องซัพพอร์ตตัวเอง ถ้าคนมีสุขภาพจิตดีก็เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่มีคุณค่าของสังคมไทย” หญิงแกร่งแห่งคณะก้าวหน้า ฝากไว้ให้คิด
เปิดมุมมอง (จริยธรรม) แพทย์
จากเรื่อง ‘แอบๆ ซ่อนๆ’ สู่เรื่อง ‘ถูกกฎหมาย’ ขอเคารพใน ‘ความไม่พร้อม’
ว่าแล้ว มาฟังเสียงของคุณหมอในหัวข้อ ‘จริยธรรมของแพทย์ กับการให้บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย’ โดย อาจารย์นายแพทย์ วรัญญู เลิศรัตน์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ย้อนเล่าอดีตขณะยังเป็นนักศึกษาแพทย์ ในช่วงยุคที่การทำแท้ง ยังเป็น ‘เรื่องสีเทา’
“ตอนนั้นยังเป็นเรื่องที่ต้องแอบๆ ซ่อนๆ แต่ก็มีการให้ดูแลรักษาคนที่จะทำแท้งอยู่เสมอ การต่อต้านมีแน่นอน ผมเป็นนักศึกษาแพทย์รามาฯ ข้อดีคือ แพทย์รามาฯ ไม่ว่าอาจารย์หรือใครก็ตาม เราให้ความสำคัญกับทุกความคิดเห็น เขาสอนเรื่องการฝึกการรับฟัง และนำมาใช้จนเรามาตกผลึกกันเองว่าจะใช้ความคิดแบบใดในการรักษา
เมื่อระยะเวลาผ่านไป 10 ปี กฎหมายการทำแท้งถูกกฎหมาย ประเด็นยุติการตั้งครรภ์เปลี่ยนไปแล้ว มีการรับฟังมากขึ้น นำมาสู่เรื่องของหลักสูตรของนักศึกษาแพทย์
สิ่งที่เป็นตัวก้าวผ่านคือ การได้อยู่กับคนไข้ ในคนคนหนึ่งที่มายุติการตั้งครรภ์ เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง กว่าจะเดินทางมาถึงเส้นนี้ เขาก็มีเหตุผลของเขาทั้งทางครอบครัว ทางสังคม จึงเป็นจุดที่เรารู้สึกว่า เราให้ความเคารพในความกล้าที่จะตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างกับร่างกาย”

สำหรับประเด็น ‘จริยธรรมแพทย์’ อาจารย์นายแพทย์วรัญญูเผยว่า ต้องเคารพการตัดสินใจของคนไข้ อยากให้คนไข้ได้รับการดูแลที่ดีที่สุด ไม่เกิดอันตรายกับคนไข้ แม้ปัจจุบันกฎหมายจะสามารถยุติการทำแท้งได้แล้ว แต่ยังมีบุคลากรทางการแพทย์หลายคนที่ทราบว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในแง่ของความสบายใจ ความเชื่อ หรือศาสนา ก็ยังรู้สึกว่าไม่พร้อม
“การที่เราให้ความเคารพในการไม่พร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องก็ต้องคำนึง
อย่างไรก็ตามอยากให้ทุกคนที่เข้ามารับบริการยุติการตั้งครรภ์ต้องได้เจอบุคลากรทางการแพทย์ แม้จะมาขอรับบริการยุติการตั้งครรภ์ แพทย์จะต้องประเมิน และสอบถามทำไมถึงยุติการตั้งครรภ์ บางครั้งก็ไม่ได้เกิดจากสังคม ครอบครัว อาจจะเป็นเรื่องความกังวลสุขภาพก็ได้ หากเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่แข็งแรง ตรงนี้แพทย์พยาบาลก็จะช่วยดูแล เขาก็จะสามารถตั้งท้องต่อไปได้
ความสำคัญจริยธรรมของแพทย์ เราต้องดูสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายให้กับคนไข้ ในฐานะที่เป็นแพทย์ ยังไม่มีใครชี้ชัดเจนกับจริยธรรมทางการแพทย์กับเรื่องยุติการตั้งครรภ์กับเด็กที่อยู่ในท้อง” อาจารย์นายแพทย์วรัญญูกล่าว
คอมเมนต์ทั้งหลายข้างต้น คือมุมมองที่ชวนให้ร่วมกันขบคิดต่อไปในหลากมิติ แม้ในวันที่ทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ยังมีประเด็นลึกซึ้งมากมายในบริบทสังคมไทยที่ต้องร่วมกันก้าวผ่าน
ชญานินทร์ ภูษาทอง

