เทคนิคสู้ PM2.5
ฝุ่นละออง PM2.5 กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้รัฐบาลประกาศแผนรับมือ
คณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดเชียงใหม่ ไฟเขียวใช้แผนรับมือ PM2.5 ตั้งแต่เนิ่นๆ
พื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ 1.พื้นที่ป่า ควบคุมพื้นที่เผาไหม้ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จ.กาญจนบุรี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เป้าหมายให้ลดลงร้อยละ 25
2.พื้นที่เกษตร ควบคุมพื้นที่เผาไหม้จากการเผาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน และควบคุมการเผาในกลุ่มพืชเป้าหมาย
3.พื้นที่เมือง ควบคุมการระบายฝุ่นในพื้นที่เมือง โดยควบคุมให้ยานพาหนะและโรงงานอุตสาหกรรมให้ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบ 100%
ระดับการปฏิบัติการ แบ่งเป็น
1.ระยะเตรียมการ เช่น จัดทำแผนที่เสี่ยงเผาและแผนปฏิบัติการจัดการไฟป่า รวมถึงจัดทำฐานข้อมูลพื้นที่ที่ทำการเพาะปลูกรายชนิดของพืชเกษตรที่เสี่ยงต่อการเผา
2.การจัดการไฟในป่า เช่น ประกาศจำกัดการเข้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ จัดตั้งจุดตรวจและจุดเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงเพื่อป้องกันการเผาป่า ควบคุม ฝุ่นละอองในเขตเมือง
ขณะที่ภาคเอกชนก็มีขยับ โดย CPP เข้าสแกนแหล่งที่มาของข้าวโพดในพื้นที่เมียนมา เพื่อป้องกันผลผลิตที่ได้มาจากไร่ที่สร้างมลพิษ
และที่กำลังลุ้น คือ การปฏิบัติการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ใช้กรมฝนหลวงเข้าช่วยเหลือ
ปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ภาคเหนือ และพื้นที่อื่นๆ
วันที่ 2 ธันวาคม เปิดปฏิบัติการครั้งแรก
นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังจากที่ได้รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้กำกับดูแลกรมฝนหลวง
และได้รับมอบหมายให้ติดตามโปรเจ็กต์นี้ก็ดูจะหมายมั่นปั้นมือว่าจะเอาชนะฝุ่น PM2.5 ให้ได้
ปฏิบัติการเริ่มเวลา 13.45 น. ด้วยเทคนิคการลดอุณหภูมิชั้นบรรยากาศผกผันด้วยการโปรยน้ำระบายฝุ่นละออง
ทำให้เกิดช่องระบายฝุ่นละอองขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้านบน
การปฏิบัติงานใช้เครื่องบินคาซ่า 2 ลำ ใช้น้ำปรับลดอุณหภูมิหรือน้ำเย็น จำนวน 1,600 ลิตร
บินทำการตั้งแต่เวลา 14.00 น. ถึง 14.17 น. และเวลา 14.47 น. ถึง 15.02 น.
บินโปรยเป็นวงกลมก้นหอยรัศมี 5-7 ไมล์ บริเวณพื้นที่ จ.เพชรบุรี และ จ.สมุทรสาคร
หลังการปฏิบัติการพบว่า ภาพรวมพื้นที่ กทม. มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ดีขึ้น
ช่วงเช้า จาก 154 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลดลงเหลือ 66 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
พื้นที่ภาคเหนือ ใช้ฐานหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ ขึ้นบินปฏิบัติการ
มีพื้นที่เป้าหมาย จ.เชียงใหม่ เริ่มปฏิบัติการบินเวลา 14.00 น. ใช้เครื่องบินคาซ่า 1 ลำ ใช้น้ำปรับลดอุณหภูมิ จำนวน 800 ลิตร
บินโปรยตั้งแต่เวลา 14.24 น. ถึง 14.52 น. โดยโปรยเป็นวงกลมก้นหอยรัศมี 5-7 ไมล์ บริเวณพื้นที่ จ.ลำพูน และ จ.เชียงใหม่
หลังปฏิบัติการพบว่า พื้นที่ จ.เชียงใหม่ มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ดีขึ้น
สำหรับเทคนิคที่ใช้ปฏิบัติการคือเทคนิคการแปรสภาพอากาศ 3 ขั้นตอน
หนึ่ง การปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอน “การก่อกวน”
ใช้สารฝนหลวงสูตร 1 (โซเดียมคลอไรด์) ปฏิบัติการบริเวณต้นลมและโดยรอบมวลของฝุ่นบริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อก่อเมฆและเพิ่มปริมาณเมฆในพื้นที่เป้าหมาย
สอง การปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอน “การเลี้ยงให้อ้วน”
ใช้สารฝนหลวงสูตร 8 แคลเซียมออกไซด์ หรือสูตร 6 แคลเซียมคลอไรด์ ปฏิบัติการบริเวณต้นลมและโดยรอบมวลของฝุ่นบริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมากที่สุด เพื่อเลี้ยงเมฆให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีแรงดูดซับฝุ่นละออง
และสาม การปฏิบัติการเทคนิค “การลดอุณหภูมิชั้นบรรยากาศผกผัน”
การปฏิบัติการนี้จะโปรยน้ำแข็งแห้งหรือการสเปรย์น้ำ เพื่อระบายฝุ่นละอองบริเวณระดับชั้นอุณหภูมิผกผัน (Inversion) หรือสูงกว่าระดับ Inversion เพื่อทำให้เกิดช่องระบายฝุ่นละอองให้ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทางด้านบน
ตามทฤษฎีแล้ว ฝุ่น PM2.5 เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นเพราะฝุ่นที่เกิดไม่สามารถระบายไปที่ไหนได้
การปฏิบัติการของกรมฝนหลวงจะช่วยให้ท้องฟ้าเกิดช่องระบายฝุ่น
เมื่อมีช่องระบายฝุ่นก็จะทำให้ปริมาณฝุ่นที่ฟุ้งอยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพลดน้อยถอยลง
เทคนิคนี้เริ่มใช้ดำเนินการในปีนี้ กระทรวงเกษตรฯทดลองใน 2 พื้นที่
หนึ่งคือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล อีกหนึ่งคือ จังหวัดเชียงใหม่
ผลเบื้องต้นที่ออกมาน่าพอใจ แต่ต้องลุ้นต่อไปว่าจะแก้ไขได้เรื่อยๆ หรือไม่
หากประสบความสำเร็จก็ต้องปรบมือให้รัฐบาล
ปรบมือให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปรบมือให้กรมฝนหลวง
แล้วถ้าไม่สำเร็จล่ะ
ก็อย่าท้อ ค้นหาวิธีใหม่ๆ เพื่อรับมือ PM2.5 กันต่อไป
นฤตย์ เสกธีระ

