หน้าแรก ประชาชื่น ‘สังคมสูงวัย’...

‘สังคมสูงวัย’ คือเรื่องของทุกคน ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ‘ผมมองเป็นโอกาส สร้างสังคมที่เกื้อกูล’

8.12.24 | 11:29 น.

‘สังคมสูงวัย’ คือเรื่องของทุกคน
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
‘ผมมองเป็นโอกาส สร้างสังคมที่เกื้อกูล’

นับเป็นสถานการณ์ที่สร้างความไม่สบายใจให้ผู้คนทั่วโลก

เมื่อ ‘เด็กเกิดใหม่’ น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงประเทศไทย

สถิติบ่งชี้ว่า ในอดีต อัตราเด็กเกิดใหม่ไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านคน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 4 แสนคนต่อปีเท่านั้น เรียกได้ว่าประเทศเราในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุระดับสมบูรณ์’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว (Complete Aged Society)

ก่อนที่ไทยจะกลายเป็น ‘สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด’ (Super-Aged Society) ตามแนวโน้มที่คาดการณ์กันไว้ ว่าในปี 2579 เราจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ทะลุร้อยละ 28 ของประชากรทั่วทั้งประเทศ

Advertisement

อาจถึงเวลาที่เราต้องเร่งจ้ำอ้าว ก้าวไปเตรียมความพร้อมให้เท่าทันสิ่งที่จะเจอในวันข้างหน้า

นี่คือภารกิจสำคัญ! บนหน้าตักของหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งท้าทายและจำเป็น ที่จะต้องอุดช่องโหว่ในทุกมิติ โดยรัฐบาลมอบหมายให้กรมกิจการผู้สูงอายุ เป็นเจ้าภาพหลักบูรณาการแผนและมาตรการ เพื่อสร้างความเสมอภาค เตรียมความพร้อมรองรับ ‘สังคมสูงวัย’ นับแต่ปี 2560 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

แม้ว่าเราจะมีการตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนผู้สูงอายุ หวังพิชิตเป้าหมายที่คนไทยวัย 25-59 ปี มีเงินเก็บ พร้อมเข้าสู่ชราวัยได้แบบ ‘มั่นคง’ มั่นคงทั้งทางกระเป๋าสตางค์ ทั้งทางสุขภาพ ร่ำรวยสังคมเพื่อนฝูง และบ้านพักอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อยู่ดีมีสุข

ทว่า ในบางมุมของสังคมภาพที่เห็นอาจดูสวนทางห่างไกลพอควร เพราะขณะที่คนเริ่มสูงวัยมากขึ้น จำนวนนับของคนว่างงานก็พุ่ง คนไร้บ้านเพิ่มขึ้นมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งหมดทั้งมวลล้วนมีผลสืบเนื่องสัมพันธ์ กระทบกับทุกระบบไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี การสื่อสาร และการจัดการของทุกภาคส่วน

ไหนจะปัญหาสุขภาพ คนสูงวัยจะล้นโรงพยาบาลหรือไม่ หมดยุคต้องตื่นเช้าเอารองเท้าไปต่อแถวหน้าโรงพยาบาลหรือยัง?

ทั้งหมดนี้คือความท้าทายของสังคมไทยที่กำลังเผชิญ

อีก 10 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไม่รีบขยับ?

ไม่นานมานี้ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นักวิชาการผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างและพัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยและความรู้ ในวัย 82 ชวน ‘คุยลึก’ ผ่านปาฐกถาพิเศษหัวข้อ สานพลังไทย รับมือสังคมสูงวัย ไปด้วยกัน บนเวที ‘สานพลังไทย รับมือสังคมสูงวัย ไปด้วยกัน’ ในการประชุมวิชาการ Smart Aging Society : Together, We can ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับมูลนิธิสานพลังเพื่อแผ่นดิน (มสผ.) และเครือข่าย ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

ศ.นพ.วิจารณ์ คือ ‘ปราชญ์การศึกษา’ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นมาแล้วทั้ง ผู้อำนวยการคนแรกของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), รองประธานกรรมการมูลนิธิสยามกัมมาจล, ประธานสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.), ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ฯลฯ

ใส่เสื้อกาวน์ สวมแว่นนักวิทย์ในวัยเกษียณ ใช้ความเชี่ยวชาญในศาสตร์และศิลปะของความเป็นมนุษย์ นั่งวิเคราะห์ฉากทัศน์ต่อไปในวันที่ไทยมีแท็กพ่วงท้ายว่า ‘สังคมสูงวัย’ ในขณะที่ริ้วรอยของวัยเปลี่ยนไปตามอายุขัย เราจะทำอย่างไรให้ประชากรไทย ไม่ห่างไกลออกไปจากวงโคจรของโลก ที่รวดเร็วฉับไวด้วยเทคโนโลยีดิสรัปต์

พลิกโฉม เชื่อมโยงกัน
สังคมไทยเผชิญสารพัด ‘ดิสรัปชั่น’

ปัจจุบันโลกของเรากำลังเผชิญกับปัญหา Disruption เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน และพลิกโฉมในหลากหลายมิติ สร้างผลกระทบในระดับ Local and Global ปรากฏการณ์ที่สำคัญคือ

1.การปฏิวัติเทคโนโลยี เช่น AI Machine Learning ที่เปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรม ทั้งการผลิต การแพทย์ และการเงิน

2.การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ มีภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น ทั้งน้ำท่วมและไฟป่า และคลื่นความร้อนจากภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิล ไปพลังงานสะอาด

3.การอพยพย้ายถิ่นฐาน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความขัดแย้งทางการเมือง

4.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ คือการขัดแย้งของมหาอำนาจ สหรัฐและจีน ทั้งการค้าและเทคโนโลยี สงครามและความไม่สงบ

5.การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมผู้บริโภค จากเศรษฐกิจดิจิทัลโดยเปลี่ยนแปลงไปสู่อีคอมเมิร์ซ (E-commerce) และการบริการออนไลน์ รวมถึงเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน

6.การเปลี่ยนแปลงในระบบสุขภาพ โดยการใช้เทคโนโลยีสุภาพ เช่น AI เพื่อให้บริการสุขภาพที่แม่นยำที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น หรือวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการดำรงชีวิตทั่วโลก

7.การเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาและแรงงาน จากการศึกษาแบบเดิมสู่การเรียนรู้แบบดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน โดยการทำงานจากที่บ้าน

8.การเกิดขึ้นของเศรษฐกิจของโลก เมตาเวิร์ส (Metaverse) หรือโลกเสมือนจริง การสร้างพื้นที่ออนไลน์ เช่น การค้าขาย บันเทิงและการทำงาน

9.การเปลี่ยนแปลงด้านประชากร ที่กำลังพาโลกเข้าสู่สังคมสูงวัยในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไทย และในยุโรปอีกหลายประเทศ

Disruption เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแยกส่วนกัน แต่มีความเชื่อมโยงและส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน การเข้าใจและเตรียมตัวกับสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้บุคคลและองค์กรได้ปรับตัวและสร้างโอกาสในโลกการเปลี่ยนแปลงที่ไวของโลกนี้

แรงงานลด สูงวัยเพิ่ม
มุมมองต้องขยาย ‘สังคมเกื้อกูล’ คือคำตอบ

สังคมสูงวัยมักเกิดขึ้นไวและเกิดขึ้นทั่วโลก ที่กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร ที่มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่วัยเด็กและวัยแรงงานลดลง ปรากฏการณ์นี้อาจดูเป็นเรื่องท้าทาย ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สุขภาพ การเมือง และสังคม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่เราจะใช้เป็นจุดเปลี่ยนการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันของสังคมไทย เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงและร่วมกันผลักดันการพัฒนาประเทศไทยในทุกมิติไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่สังคมไทยต้องยอมรับ นั่นคือ ‘มุมมองของคนไทยต่อสังคมคนสูงวัย’ ค่อนข้างแคบ หลายคนยังมองว่า สังคมสูงวัยเป็นของผู้สูงอายุเท่านั้น โดยเน้นที่ความจำเป็นของการดูแลสุขภาพ หรือการจัดบริการสำหรับผู้สูงวัย แต่ในความเป็นจริงสังคมสูงวัยคือเรื่องของทุกคน และทุกช่วงวัยในสังคมไทย

ในโอกาสนี้ ผมขอเสนอข้อคิดมุมมองของคนสูงวัยในการเตรียมรับมือ 5 ประการ ดังนี้

1.การรณรงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ปรับเปลี่ยนสถานะมุมมองของสังคมโดยรวมที่มีต่อสังคมสูงวัย ให้เป็นมุมมองที่ถูกต้องและสร้างสรรค์ในทางบวก สังคมสูงวัยเป็นเรื่องของทุกคนไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับประชากรการดำเนินชีวิตทุกคน ทุกช่วงวัย ยกตัวอย่างครอบครัว การที่หนุ่มสาวรับบทเป็นคนดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว อาจส่งผลต่อความสามารถในการทำงาน หรือส่งผลต่อการสนับสนุนที่ดี อาจทำให้ภาระหลักตกอยู่ในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังเกี่ยวพันไปที่การพัฒนาประเทศในทุกมิติทุกสาขา ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สภาพแวดล้อม ความรู้เทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งระบบกิจการผู้สูงอายุเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคมสูงวัย ผู้สูงอายุคือพลังไม่ใช่ภาระทางสังคม ผู้สูงวัยมีศักยภาพที่จะเป็น ‘ครูชีวิต’ ที่ดีได้ เพราะมีความรู้ประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิต สามารถแบ่งปันความคิดให้กับคนรุ่นใหม่ เป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน และยังสามารถมีบทบาททางกิจกรรม ทางเศรษฐกิจ ทางสังคมได้ เพราะการเรียนรู้ที่คุ้มค่าไม่มีคำว่าสายเกินไป

2.มีกลไกสานพลังแนวราบ เพื่อเป็นการสานพลังความร่วมมือในทุกภาคส่วนให้เข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนงาน โดยมีกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนา ร่วมมือกันจากการปฏิบัติจริง เพื่อรับรู้และเรียนรู้ร่วมกันทางสังคมอย่างต่อเนื่อง จะทำให้การสานพลังรับมือผู้สูงวัยเดินหน้าไปในทางที่สอดคล้อง และเสริมพลังกัน

3.ปรับสภาพแวดล้อมในเชิงพื้นที่และกลไก ให้เอื้อต่อการดำรงชีวิต สภาพแวดล้อมการทำงาน และการเรียนรู้ร่วมกันของผู้สูงอายุและคนทุกวัย เพื่อสร้างสานสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย รวมถึงช่วยให้สังคมเข้มแข็งในสังคมท้องถิ่น และส่งเสริมการพัฒนาสังคมไทยในมิติแห่งความเท่าเทียมและยั่งยืน

4.ใช้วัฒนธรรมสังคมเกื้อกูล อันจะเป็นจุดแข็งของสังคมไทยเป็นธงนำ เพื่อการขับเคลื่อนงานสานพลังรับมือสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน เพราะการเข้าสู่สังคมสูงวัยจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การใช้รูปแบบวัฒนธรรมการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เช่น การสร้างกลุ่มชมรม สมาคม การสร้างศูนย์ซ่อมและให้ยืมกายอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ และตัวอย่างที่ดีคือ ‘ธนาคารเวลา’ ที่ส่งเสริมให้คนไทยช่วยเหลือเพื่อใช้ในยามที่ตนเองต้องการความช่วยเหลือในอนาคต

และ 5.ส่งเสริมการขยายผลนวัตกรรมและรูปธรรมความสำเร็จ จากการปรับตัวเพื่อรับมือสังคมสูงวัยในบริบทต่างๆ ของทุกภาคส่วน เช่น การปรับตัวของภาครัฐ โดยเฉพาะนโยบายด้านสวัสดิการที่เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์สูงวัย การปรับระบบการศึกษาให้ทันโลกและเอื้อการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการปรับตัวด้านการบริหารภาครัฐในทุกสาขา โดยใช้เทคโนโลยีที่เท่าทัน ทันสมัยและสอดรับกับความจำเป็นขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นต้น

ผมมองการเข้าสู่สังคมสูงวัยให้เป็นโอกาส ที่เราจะร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมที่เป็นสุข สังคมที่เกื้อกูลกัน สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน

มุ่งมั่นที่จะใช้ศักยภาพตนเองและส่งเสริมการใช้ศักยภาพของผู้สูงวัยอย่างมีคุณค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทยในระยะยาว

ลองนึกภาพตัวเองดูว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะเป็นอย่างไร ถ้ายังทำกันอยู่ในแบบปัจจุบันนี้

ชญานินทร์ ภูษาทอง