หน้าแรก ประชาชื่น ‘ต้นไม้=สมบัต...

‘ต้นไม้=สมบัติเมือง’ FEED MUSIC 2024 ‘กรีนเฟสต์แห่งปี’ ถึงเวลากฎหมายต้องมา มายด์เซตต้องมี

13.12.24 | 12:37 น.
‘ต้นไม้=สมบัติเมือง’ FEED MUSIC 2024 ‘กรีนเฟสต์แห่งปี’ ถึงเวลากฎหมายต้องมา มายด์เซตต้องมี
ปราโมทย์ วิเลปะนะ ขับกล่อม ‘คืนที่ดาวเต็มฟ้า’ และอีกหลายบทเพลงดังติดหูยุค Y2K

‘ต้นไม้=สมบัติเมือง’
FEED MUSIC 2024 ‘กรีนเฟสต์แห่งปี’
ถึงเวลากฎหมายต้องมา มายด์เซตต้องมี

อุณหภูมิความชิลเอ่อล้น มิวเซียมสยาม

ทำนองเสียงร้อง ‘คืนที่ดาวเต็มฟ้า’ ขับกล่อมให้อบอุ่น

แฟลชจากสมาร์ทโฟนถูกเปิดอย่างพร้อมใจ สั่นไหวซ้าย-ขวา คล้ายส่งต่อคลื่นความหวังว่าคนในสังคมนี้จะเป็นเพื่อนสนิทกับ ‘ธรรมชาติ’ อยู่ร่วมและเลือกใช้ทรัพยากรอย่างเป็นมิตรต่อกัน

เพราะโลกของเราตอนนี้ร้อนผ่าวราวกับอุ่นไมโครเวฟที่ 440 วัตต์

Advertisement

เราคงได้สัมผัสกันแล้วว่า หน้าหนาวปีนี้สวนทางกับชื่อ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา FEED สื่อผู้นำเสนอคอนเทนต์แนวไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมร่วมสมัย ในเครือมติชน จัดงาน “FEED MUSIC 2024 : GREEN FEST” เทศกาลดนตรี (ฟรี) ในสวน กลางเขตเมือง กรุงเทพฯ ชั้นในที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์อย่าง ‘พระนคร’

ชวน 2 กูรู-เซเลบสายกรีน มาปลุกพลังคนตัวเล็ก

ขนศิลปินดังต่างยุค 4 วง 4 สไตล์ แต่อินดี้สุดสุด มาปลดปล่อยจังหวะ รัก(ษ์) โลก

ไม่ว่าจะเป็น YONLAPA วงอินดี้ป๊อปร็อกเมดอินเชียงใหม่ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของ Dream Pop และ Shoegaze, วงนั่งเล่น ส่วนผสมของเหล่าคนดนตรี ‘ชั้นครู’, Street Funk Rollers วงดนตรี 3 ชิ้น แนววินเทจร็อกยุค 90’s ที่มีทั้งความ ฟังก์, บลูส์, เฮฟวี่ร็อก, บัลลาด ร็อก และปิดจบด้วย ปราโมทย์ วิเลปะนะ เจ้าของน้ำเสียงเปี่ยมเอกลักษณ์ เพลงดังติดหูแห่งยุค Y2K (2000) ไม่ว่าจะเป็น แค่บอกว่ารักเธอ, คืนที่ดาวเต็มฟ้า, เหตุเกิดจากความเหงา ฯลฯ

วงนั่งเล่น

เรียกได้ว่า ‘ผลงานคุณภาพ’ และมีฐานแฟนเพลงเฉพาะทาง แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังแวะนอนฟัง

ทั้งยังร่วมจอยตอบคำถามรับหนังสือจากสำนักพิมพ์มติชนไปปลูกความรู้ ซึ่งผู้ร่วมงานต่างยกมือแย่งกันตอบ ถูกทุกข้อ! ไม่ว่าจะเป็น ‘ต้นไม้ 1 ต้น’ ลดอุณหภูมิบ้านได้ 3-5 องศา, ดักจับฝุ่นได้ 6.4 ตัน, ปล่อยก๊าซออกซิเจน ให้มนุษย์ได้ 2 คนต่อปี

ปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บมจ.มติชน (กลาง), สมปรารถนา คล้ายวิเชียร รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย เครือมติชน (ขวา) กับศิลปินวง YONLAPA และวงนั่งเล่น

พื้นที่ป่ายังน้อยไป
‘ต้นไม้ใหญ่=สมบัติเมือง’ ชงตราเป็นกฎเหมือนสิงคโปร์

“คนเมืองจำนวนมากรังเกียจต้นไม้ ไม่อยากกวาดใบไม้

ใจนึงก็อยากได้ร่มเงา อันนี้ก็เป็นปัญหาว่าทำให้ธรรมชาติมันเสียสมดุล”

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล หนนี้ไม่ได้มาในฐานะคณะนิติศาสตร์ รั้วธรรมศาสตร์ แต่มาว่าความในบทบาทหมอ

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

ต้นไม้ หรือ ‘รุกขกร’ มืออาชีพ ทอล์กในหัวข้อ ‘เมืองสีเขียว บทบาทของต้นไม้ในการสร้างสมดุลให้กับชีวิต’

 

“เราตัดไม้ทำลายป่าไปแล้ว 2 ใน 3 ของต้นไม้ที่เคยมี”

“ประชากรโลกทะลุ 8,000 ล้านคนแล้ว ในวิถีชีวิตทุกวันนี้ เปิดแอร์ก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว 80% เป็นคาร์บอนที่สะสมไว้กลับสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้โลกร้อนขึ้นจากการกระทำของมนุษย์” เป็นข้อมูลที่ฟังแล้วน่าใจหาย

เมื่อครั้งเป็นรองอธิการบดี มธ. จึงระดมพรรคพวก ก่อตั้งกลุ่ม ‘Big Trees’ ไปพบผู้ว่าฯ (อัศวิน ขวัญเมือง) เสนออบรมหลักสูตรรุกขกรให้ทั้ง 50 เขต เน้นตัดแต่งต้นไม้ในเมืองต้องให้ก้านแผ่ เป็นร่มเงาด้านบน

ได้แรงบันดาลใจครั้นไปเยือนสิงคโปร์ ในปี 2555 อากาศไม่ร้อนเลย เพราะต้นไม้เยอะกว่า กทม.ถึง 4 เท่า! เป็นตัวอย่างของเมืองที่ต้นไม้อยู่ร่วมกับอาคาร-ถนนได้ น่าชื่นใจที่เริ่มเห็นอาคารต่างๆ เริ่มมีการใส่ต้นไม้เข้าไป กทม.เองก็มีนโยบายปลูกต้นไม้ล้านต้น ช่วยให้ร่มรื่นขึ้น

“ร่มเงาจากต้นไม้ เย็นกว่าสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพราะมีการออสโมซิส ส่งน้ำไปถึงใบแล้วคายน้ำ ทำให้ใต้ต้นไม้เหมือนแอร์ไอน้ำ”

ยกงานวิจัยรองรับ ถ้าเด็กโตมากับต้นไม้ ชีวิตจะมีจินตนาการ สมดุล มีความสุข ขณะที่โตมากับปูน หรือไอแพด ชีวิตจะแห้งแล้งมาก และจะทำลายธรรมชาติหนักกว่าเดิม

“สภาวะโลกร้อนจะร้อนเกิน 1.5 องศาไม่ได้ ตอนนี้อยู่ที่ 1.1 องศาแล้ว ประมาณปี 2573 จะแตะขึ้นไปที่ 1.5 ไปถึงจุดที่แก้ไม่ทัน ต่อให้ทำอาณานิคมที่ดาวอังคารสำเร็จก็ไม่เพียงพอ เลิกพูดไปหาบ้านที่ 2 มีอยู่บ้านนี้บ้านเดียว รักษาไว้ให้ได้ เครื่องมือคือ ‘ต้นไม้’ นอกจากปลูกใหม่แล้ว ต้องรักษาของเดิมด้วยการตัดแต่งให้ถูกวิธี” ผศ.ดร.ปริญญาย้ำ

วง Street Funk Rollers

มองการแก้โลกร้อนส่วนหนึ่ง คือ ระบบขนส่ง แต่ละมื้อในจานต้องผ่านการเดินทางไกล ปล่อยก๊าซพิษ ฝุ่น PM2.5 จากการขนส่งมหาศาลขนาดไหน? แนวทางคือ เน้นสินค้าท้องถิ่นให้มากขึ้น หรือปลูกผักกินเอง

ทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอต่อ ผู้ว่าฯชัชชาติ อยากให้ผลักดันข้อบัญญัติ กทม. ให้ต้นไม้ใหญ่เป็นสมบัติของเมือง เหมือนที่สิงคโปร์มีกฎหมาย ‘ต้นไม้ใหญ่เป็นสมบัติของชาติ’ ห้ามตัดทิ้งเอง เพราะเป็นชีวิตของเมือง

ทั้งไทยตอนนี้ มีพื้นที่ป่าไม้อยู่แค่ราว 33% ต้องเพิ่มให้ได้อย่างน้อย 40% แนะนำปลูกในพื้นที่รกร้าง สาธารณะ และชวน 3 จังหวัดในไทยที่ยังไม่มีป่าไม้

“ขอท้า นนทบุรี ปทุมธานี อ่างทอง แข่งเพิ่มพื้นที่ป่าประเทศไทยให้ถึง 40%”

เปลี่ยนกิจวัตรก่อนอยู่ไม่ไหว
มันเอฟเฟ็กต์เราแล้ว

เมื่อโลกอยู่ในขั้นวิกฤต มนุษย์จะแสดงความเป็นมิตร และช่วยอะไรได้บ้าง?

มารีญา พูลเลิศลาภ

มารีญา พูลเลิศลาภ Miss Universe Thailand ปี 2017 นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม และผู้ผลักดันแนวคิด “One Health” การเชื่อมโยงระหว่าง สุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

ทอล์กลงลึกในหัวข้อ ‘พลังเล็กๆ การเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อปกป้องโลก’ ท่ามกลางผู้คนหลากหลายรายล้อมสนามหญ้า

PM2.5 และน้ำท่วม คือสิ่งที่มารีญาชี้ว่า คือ ผลกระทบล่าสุดที่เห็นชัดสุดว่าโลกกำลังรวน

“สิ่งที่เราเจอมันจะถีบขึ้น แรงขึ้น เราทุกคนเริ่มสัมผัสแล้วว่ามันเอฟเฟ็กต์เรา”

“แค่เราเป็นหวัด อุณหภูมิเพิ่มขึ้นแค่ 1-2 องศา ระบบร่างกายก็รวนแล้ว ไม่ต่างจากโลก ปีนี้เห็นชัดในเรื่อง ‘ปะการัง’ มันอาจจะฟื้นตัวเองได้ แต่เราจะอยู่ได้หรือเปล่า นี่คือคำถาม”

หน้าหนาวปีนี้ ค่อนข้างร้อน หรือโลกเปลี่ยนแล้วจริงๆ ? มารีญาบอกเลยว่า รู้สึกห่อเหี่ยวที่โลกแย่ลง แต่อยากให้ทุกคนมีความหวัง

“เราจะมีอิมแพกต์ไหม? แต่อยากบอกว่าเราคือ ประชาชน ไม่ใช่ผู้บริโภค การเปลี่ยนที่อิมแพกต์มากคือ ‘เปลี่ยนมายด์เซต’ เวลาเห็นโฆษณาอะไร ก่อนที่เราไปซื้อเสื้อผ้า ลองคิดดูว่าจำเป็นไหม ยืมหรือแลกกันใส่ได้ไหม” สำหรับ มารีญา เลือกเวย์เสื้อผ้ามือสอง

เคยลองเปรียบปริมาณขยะ ซึ่งน่าทึ่งที่เทียบได้กับ ‘ช้างเอเชีย’ 23 ล้านตัว!

วง YONLAPA

“โลกนี้ไม่จำเป็นต้องผลิตเสื้อผ้าใหม่แล้ว เรามีเยอะพอแล้ว แต่อาจจะต้องคิดระบบใหม่ (Cycle) ตอนนี้มีเทรนด์การ Swap (แลกกันใส่) มันมีสไตล์และสตอรี่เฉพาะ” แอบเล่าว่าส่วนตัวมีทริคคือนึกในใจว่า ‘เราไม่ซื้อตัวนี้ จะตายหรือเปล่า’

ถามถึงสิ่งที่ทำในกิจวัตรประจำวัน แล้วอยากแนะนำ? ไม่ว่าจะเป็น ‘เลือกสิ่งที่อยู่บนจานเรา’ ‘สิ่งที่มีอยู่แล้วซ่อมแซมได้ บำบัดใจให้เบาสบายขึ้นด้วยการเห็นสีเขียวจิตใจ ซึ่ง ‘การอาบป่า’ ก็เริ่มเป็นที่นิยม

แม้จะอยู่ในเมืองก็สามารถหาบาลานซ์ให้ตัวเองได้

“มารีญาชอบไปสวนเบญจกิติมาก ทำได้ดีมาก มีนกฮูก มีค้างคาวด้วย มีดอกไม้-ต้นไม้ในสวนสวย ถ้าเรามีพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงธรรมชาติได้ น่าจะดี สามารถเดินไปสูดอากาศบริสุทธิ์ได้ สังเกตได้เลยว่าเวลาเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ อุณหภูมิร่างกายจะลดลง 1-2 องศาเลย” มารีญาเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย

พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องมา
ชวน ‘เปลี่ยนมายด์เซต’ แสดงความกล้าอยากมี

ชวนทุกคนรีเสิร์ชเพิ่มขึ้นว่า สิ่งที่ซื้อมีกระบวนการอย่างไร ทำลายธรรมชาติไหม

“มันคือการโหวต มันคือพลังอย่างหนึ่งที่เรามีได้ เช่น อาจจะสนับสนุนบริษัทที่เปิดเผยข้อมูล แสดงความโปร่งใส” มารีญายกตัวอย่างเรื่อง ‘ไข่ไก่’

“มีคำว่า Cage Free คืออาจจะไม่ได้ถูกเลี้ยงในกรง แต่ก็อยู่ระบบปิด อาจจะต้องดูคำว่า Free-range อะไรที่เราซื้อซ้ำๆ ลองเริ่มดูฉลาก เราจะเห็นอะไรคล้ายๆ กัน ถ้ามีคำอะไรที่เราไม่เข้าใจก็ไม่ควรใช้ อย่าง Fragrance หรือ Perfume ถ้าไม่ได้ระบุว่ากลิ่นมาจาก Essential Oil มันก่อมะเร็งได้ เราใช้ทุกวัน ลองพลิกฉลาก มันอาจจะฟังดูจุกจิก แต่ถ้าเราใช้เวลานิดเดียวตอนนี้ เราจะใช้เวลาป่วยน้อยลงในอนาคต อาจจะเติมเงินลงไปอีกไม่กี่บาท แต่ในอนาคตสิ่งที่เราจ่ายจะน้อยลง”

มารีญาจดใส่กระดาษ อยากมีความสุขที่ลิงก์กับสุขภาพที่ดี อิงอยู่กับแวลู่นี้ ได้แก่ ครอบครัว สุขภาพ Sustainability และสัตว์ ซึ่งยังเป็นเงื่อนไขในการรับงานด้วย

มารีญายังเคยลองเก็บทุกอย่างที่บริโภคใน 2 สัปดาห์ไว้ในกระเป๋า เพื่อให้เห็นปริมาณ

“You are what you trash มีคนจอยด้วย เขาก็ช็อก ขยะภายในไม่กี่วันมันมากขนาดนั้น รู้เลยว่าเราต้องกินขนมน้อยลงแล้ว (หัวเราะ)”

ล่าสุดหันมาสนใจ ‘พลังงาน’ บุกเบิกมูลนิธิ Solar for solar เพื่อซัพพอร์ต ทั้งโรงเรียน ชุมชน โรงพยาบาล ให้เอาเงินไปจ้างครูเพิ่ม หรือทำอาหารกลางวันของเด็กให้ดีขึ้น

คาดหวังในระดับภาครัฐ ว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องมา

การที่เราสูดสิ่งนี้เข้าไป มันอยู่ในเส้นเลือด สมอง เอฟเฟ็กต์เราโดยตรง ภาคเหนือต้องใช้เครื่องฟอกอากาศ เด็กๆ ควรได้ออกมาเล่น ไม่ใช่หมกอยู่ในห้อง การที่สูดฝุ่นเข้าไป มันลดไอคิวเราได้ คนที่จะมาเป็นบุคลากรสำคัญของชาติต้องสูดฝุ่น มันเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ ฝุ่น PM2.5 มาจากไร่ข้าวโพดเป็นส่วนใหญ่ ในการทำอาหารสัตว์” มารีญาหวังฝั่งผู้ผลิตมีความรับผิดชอบมากขึ้น

ขอฝากถึงคนไทย ‘เราเป็นพลโลก ไม่ใช่ผู้บริโภค’ เปลี่ยนการใช้ชีวิต มีพลังที่สุด

“ลองกล้าที่จะ express ความอยากของเรา อยากมีน้ำ อากาศที่ดี”

คนตัวเล็ก ช่วยคัดแยก-ใส่ใจวัสดุ
คนในสภา ผลักดันกฎหมาย

ไม่พลาดตั้งแต่จัด FEED RETRO

สำหรับ ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ หรือ บูม ส.ส.กรุงเทพมหานคร เขต 1 พรรคประชาชน

ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์

ประทับใจที่งานนี้เน้นสร้างความตระหนักรู้เป็นวงกว้างเกี่ยวกับการรักษ์โลก

เป็นโอกาสดีที่เราจะช่วยกันประชาสัมพันธ์ เพราะทุกวันนี้เราเห็นแล้วจากน้ำท่วม ต้องดูแลเอาใจใส่สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่เราใช้ แก้ว พลาสติก หลอด ต้องพยายามลด”

ช่วงเดือนที่ผ่านมา เห็นความพยายามร่วมรณรงค์ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลลอยกระทง คัดแยกขยะ ทิ้งให้ถูกประเภท เพื่อคัดกรองเอาไปโรงไฟฟ้าชีวมวล ทำไฟฟ้า จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องการความสามัคคี หากทุกท่านคัดแยกขยะ ก็สามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปเป็นเชื้อเพลิงที่ดีได้”

แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น ปลายทางก็มีค่าเท่าเดิม เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า ไทยจะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 ก็อาจจะไปไม่ถึง

ลองขอไอเดีย หากมีนวัตกรรมอะไรที่เกิดขึ้นใน กทม.ได้ หรือภาครัฐลงทุนแล้วจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคน และสิ่งแวดล้อมดีขึ้น สิ่งนั้นควรจะเป็นอะไร?

ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร อยากจะผลักดัน เรื่องของยานยนต์ไฟฟ้า ลงทุนเปลี่ยนเป็น EV ทั้งรถสาธารณะ รถตุ๊กตุ๊ก รถราชการ รวมถึงเจรจาและหาทางออกร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องหมอกควันจากการเผา

“ในบางเรื่องที่เราจะต้องนำนวัตกรรมมาใช้โดยด่วน ก็อยากให้รีบผลักดันกฎหมาย มาคุยกันที่สภา กฎหมายอะไรที่มันติด ก็ควรจะแก้ไขเสีย” ส.ส.เขตพระนคร พร้อมช่วยเป็นเรี่ยวแรง เปิดประตูทางออกให้อีกบาน