หน้าแรก ประชาชื่น มลายู ผู้ชำนา...

มลายู ผู้ชำนาญทะเล “บรรพชนร่วม” ของไทย

12.12.24 | 18:34 น.
มลายู ผู้ชำนาญทะเล “บรรพชนร่วม” ของไทย

มลายู ผู้ชำนาญทะเล
บรรพชนร่วม” ของไทย

น้ำท่วมปัตตานี ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ อ. ยะรัง, . แม่ลาน, . ทุ่งยางแดง, . หนองจิก, . มายอ, . ไม้แก่น และ อ. โคกโพธิ์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 (ภาพจาก https://www.matichon.co.th/region/news_4926525)

ภาวะโลกเดือดสร้างความเดือดร้อนใหญ่หลวงให้ประชาชนภาคใต้ตอนล่างที่หนาแน่นด้วยประชาชนชาติพันธุ์มลายูที่ประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักมองข้ามความสำคัญ

มลายูเป็นบรรพชนร่วม” กลุ่มหนึ่งที่เกี่ยวดองใกล้ชิดของไทย (ตั้งแต่ยังไม่ไทย)

แต่ถูกทำให้เป็นอื่นด้วยประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยที่เสกสรรปั้นแต่งโดยคนชั้นนำเมื่อศตวรรษที่แล้ว

Advertisement

บรรพชนร่วม” มลายูกับไทยดูได้จากการละเล่นของมลายู โดยเฉพาะนาฏศิลป์กับดนตรี เป็นที่คุ้นเคยกว้างขวางตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยา

มลายูเป็น “บรรพชนร่วม” คนพื้นเมืองดั้งเดิมของอุษาคเนย์ นับถือศาสนาผี พูดตระกูลภาษามลายู มีหลักแหล่งดั้งเดิมทั้งกลุ่มเกาะและภาคพื้นทวีปบริเวณใกล้ทะเลสมุทร โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ก่อนคนเรียกตนเองว่าไทย)

ชำนาญการค้าทางทะเลสมุทรก่อนจีนและอินเดียเข้ามาติดต่อค้าขายกับอุษาคเนย์ ครั้นหลังจีนและอินเดียเข้ามาจึงเป็นที่รู้จักมลายูในนามเครือข่าย “ศรีวิชัย”

ฮินดูพุทธ มลายูรับอารยธรรมอินเดียทั้งศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ฮินดู มีรัฐจามพูดภาษามลายู อยู่ภาคกลางของเวียดนาม มีอำนาจควบคุมการค้าทางทะเลสมุทรเชื่อมจีนอินเดีย และมีรัฐปัตตานีทางภาคใต้ของไทย พบหลักฐานจำนวนมากร่วมสมัยวัฒนธรรมทวารวดี อยู่ลุ่มน้ำปัตตานี หลัง พ.. 1000

อิสลาม นับถือศาสนาอิสลาม เป็นรัฐอิสระมีอำนาจควบคุมเส้นทางการค้าสองมหาสมุทร คือมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก หลัง พ.. 1900

มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐอยุธยา (ผ่านทางเจ้านายรัฐสุพรรณภูมิ) มีชุมชนมลายูมุสลิมอยู่นอกเกาะเมืองฟากตะวันตก ด้านทิศใต้ ย่านคลองคูจาม (คลองตะเคียน)

วัฒนธรรมมลายูมุสลิมแพร่หลายเป็นที่นิยมกว้างขวางในพระนครศรีอยุธยาและบางกอก ทั้งเครื่องประดับ, เครื่องแต่งตัว, อาหารการกินคาวหวาน ฯลฯ รวมถึงละครและเพลงดนตรี

ในราชสำนักของรัฐสมัยแรกๆ จึงมีคนมลายูรับราชการแล้วสืบเนื่องถึงรัฐอยุธยา แล้วพบขุนนางระดับสูงจำนวนไม่น้อยรับราชการในรัฐอยุธยา ได้แก่ กรมท่าขวา, กรมอาสาจาม

กรมท่าขวา ชำนาญการค้าทางทะเลสมุทร มีเจ้ากรมเรียก “จุฬาราชมนตรี” (ถือศักดินา 1400) พูดภาษามลายู มีหน้าที่ดูแลการค้าทางทะเลอันดามัน ติดต่อแขกอินโดเปอร์เซีย (ตะวันออกกลาง) และฝรั่ง

กรมอาสาจาม ชำนาญการรบทางเรือทะเลสมุทร มีเจ้ากรมเรียก “พระราชวังสัน” (ถือศักดินา 2000) พูดภาษามลายู กลุ่มที่เรียกตนเองว่าจามพบทั่วไปทั้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา, ลุ่มน้ำโขง และในภาคกลางของเวียดนาม

เครื่องประโคมชั้นสูง ปี่ชวา กลองมลายู เป็นเครื่องประโคมชั้นสูงในพระราชพิธีที่รับแบบแผนจากราชสำนักวัฒนธรรมมลายูตั้งแต่รัฐทวารวดี, รัฐละโว้, รัฐสุพรรณภูมิ ก่อนมีรัฐอยุธยา แล้วสืบเนื่องถึงรัฐอยุธยา

เครื่องประโคมอย่างนี้เอง ใช้ประกอบรำเต้นเล่นอาวุธ เรียกกระบี่กระบอง (ซึ่งได้แบบแผนจากมลายูเรียก ซิละ) และชกมวย เมื่อประโคมทำเพลงบัวลอยในงานเผาศพ เรียก “กลอง 4 ปี่ 1”

ละคร มีรากคำจากตระกูลภาษามลายู หมายถึงร้องระบำทำเพลง เช่น ดาหลัง, อิเหนา มีตำนานบอกความเป็นมาชัดเจนว่าราชสำนักอยุธยาได้จากกลุ่มวัฒนธรรมมลายู

อิเหนา พระราชนิพนธ์ ร.2 เป็นที่รับรู้กว้างขวางอย่างยิ่ง จนมีผู้แต่งล้อเลียนเสียดสีสังคมเรื่องระเด่นลันได ตัวละครเอกเป็นแขกมลายู

เพลงดนตรีมลายู (เรียกหน้าทับแขก) เป็นที่รับรู้นิยมยกย่องแพร่หลายทั้งในกลุ่มคนชั้นนำ และในหมู่สามัญชน ตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยาถึงตลอดสมัยอยุธยา สืบเนื่องกรุงธนบุรี, กรุงรัตนโกสินทร์

ถูกผนวกดินแดน ในแผ่นดิน ร.1 มลายูปัตตานีถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่ พ.. 2329

ปืนใหญ่นางพญาตานีถูกขนย้ายเข้ากรุงเทพฯ (ปัจจุบันตั้งอยู่หน้กระทรวงกลาโหม ตรงข้ามวัดพระแก้ว)

ชาวมลายูมุสลิมจากปัตตานีถูกกวาดต้อนขึ้นไปตั้งหลักแหล่งบ้านเรือนในกรุงเทพฯ มีกลุ่มสำคัญอยู่ย่านวัดชนะสงครามต่อเนื่องถนนข้าวสารและบางลำพู (ถนนตานี ได้ชื่อจากชุมชนคนปัตตานีที่ถูกกวาดต้อนขึ้นมาสมัย ร.1) กระจายถึงคลองเมืองและเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์

ทำให้มีกลอนบทละครเรื่องระเด่นลันได [ของพระมหามนตรี (ทรัพย์) แต่งสมัย ร.3] ตอนหนึ่งความว่านางประแดะซึ่งเป็นเชื้อสายปัตตานีที่ถูกกวาดต้อน มีอาชีพเลี้ยงวัว กล่าวถึงความสิ้นไร้ของตนเองว่า “โคตรพ่อโคตรแม่ก็ไม่มี อยู่ถึงเมืองตานีเขาตีมา”

หลังจากนั้นในแผ่นดิน ร.3 มลายูมุสลิมถูกกวาดต้อนอีกหลายระลอกเข้าไปตั้งหลักแหล่งมากขึ้นในกรุงเทพฯ มีชุมชนมุสลิมทั่วไปโดยเฉพาะสองฝั่งแม่น้ำลำคลองชานพระนคร

สนับสนุนให้การละเล่นดิเกร์ เป็นที่รู้จักกว้างขวางในชื่อไทยว่าลำตัด หมายถึง ลำแล้วตัดสั้นๆ กล่าวคือร้องลำนำเพลงโต้ตอบแก้กันระหว่างหญิงชาย แต่ตัดลงเหลือสั้นๆ ไม่เยิ่นเย้อ

ลิเก มีต้นทางจาก “ดิเกร์” ของมลายู

ลิเกเป็นภาษาทางการที่มีขึ้นสมัยหลัง โดยปรับจากภาษาปากชาวบ้านสมัยแรกสุดว่ายี่เก ซึ่งกลายจากคำมลายู (ที่รับอีกทอดหนึ่งจากคำอาหรับ, เปอร์เซีย, อินเดีย) ว่า ดิเกร์ หมายถึงการละเล่นของชาวมลายูมุสลิมสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า ในพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม ด้วยการร้องเพลงรวมหมู่พร้อมโยกตัวเป็นจังหวะเข้ากับทำนองตีกลองรำมะนาหนึ่งสำรับ (คือหนึ่งชุด มีกลอง 4 ใบ) พร้อมเครื่องตีกระทบประกอบจังหวะตามสมควร

ดิเกร์ฮูลู คณะนิโนะ บ้านบูกิต ต. บูกิต อ. ระแงะ จ. นราธิวาส (เมื่อ 22 ธันวาคม 2522) [ภาพจากหนังสือ ลักษณะไทย เล่ม 3 ศิลปะการแสดง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พิมพ์ครั้งที่สอง พ.. 2551 หน้า 280-282]

การละเล่นดิเกร์ มี 2 แบบ แตกต่างทางสำเนียงภาษาและแหล่งที่มา ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกันว่าดิเกร์ฮูลู (มาจากทางเหนือของมาเลเซีย) กับดิเกร์บารัต (มาจากทางตะวันตกของมาเลเซีย)

ดิเกร์เป็นการละเล่นด้วยภาษามลายู แม้คนต่างชาติภาษาฟังเนื้อร้องไม่เข้าใจ แต่ได้ยินทำนองกับสำเนียงร้องเข้าจังหวะรำมะนาด้วยท่าทางโยกตัวไปมาของกลุ่มคนเล่น ก็ดึงดูดเร้าใจเข้าถึงไม่ยาก จึงแพร่หลายรวดเร็วเป็นที่รับรู้กว้างขวาง ทั้งในกลุ่มคนชั้นสูงตลอดจนคนทั่วไปในชุมชนหมู่บ้าน

กว่าจะเป็นลิเก

ลิเก มาจากคำมลายูอาหรับ ว่า “ดิเกร์” กลายเป็นยี่เก หลังจากนั้นไม่นานจนถึงปัจจุบันเรียกว่าลิเก (เคยถูกกำหนดให้เรียกนาฏดนตรี แต่ไม่เป็นที่นิยมเลยหายไป)

ลิเกมีต้นทางจากดิเกร์ของมลายูปัตตานี คือการละเล่นสวดแขก (หมายถึงสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า ศาสนาอิสลาม) ผสมสวดไทย (หมายถึงสวดคฤหัสถ์) แล้วปรับเล่นเป็นละครชาวบ้าน (หมายถึงละครชาตรี) ร้องเองรำเองด้วยลักษณะสร้างสรรค์ใหม่

กว่าจะเป็นลิเก เริ่มจากต้นแบบสวดแขกด้วยภาษามลายู แล้วดัดแปลงเล่นเป็นภาษาไทย เรียก ลำตัด, ลิเก ในที่สุดเติบโตกว้างขวางเป็นลิเกทรงเครื่องจนแตกแขนงมากมายเรียกลิเกต่างๆ ดังนี้

(1.) สวดแขกเป็นภาษามลายู นักสวดชาวมลายูหลายคนนั่งล้อมเป็นวงสวดแขก ร้องภาษามลายู และตีกลองรำมะนาพร้อมด้วยเครื่องประกอบจังหวะ

เมื่อคนต้นบทร้องนำขึ้นแล้ว พวกรำมะนาก็ร้องพร้อมกันเป็นลูกคู่และตีกลองไปด้วย

กระบวนทั้งหมดนี้เรียกอย่างมลายูว่าดิเกร์ (ต่อไปข้างหน้าพวกคนไทยในกรุงเทพฯ เรียกว่ายี่เก แล้วกลายคำเรียกลิเก)

(2.) เล่นเป็นภาษาไทย ลำตัด, ลิเก เมื่อมีผู้นิยมสวดแขกภาษามลายู ชาวมลายูกลุ่มหนึ่งในกรุงเทพฯ จึงร่วมกันแปลงเป็นภาษาไทย แล้วพลิกแพลงสร้างสรรค์ออกเป็น 2 สาขา ได้แก่ ลำตัด กับลิเก

ลำตัด เล่นว่ากลอนด้นเป็นเพลงโต้ตอบแก้กันระหว่างหญิงชาย (ภาษามลายูเรียกลำตัดว่า “ละกูเยา”)

ลำตัด หมายถึง ร้องแล้วรับด้วยลูกคู่ มนตรี ตราโมท อธิบายลำตัดว่ามาจาก “ขับลำรับด้วยร้องเพลงตัด” ลำ คือการร้องเพลงของต้นเสียง (และคอสอง) ส่วน ตัด คือลูกคู่รับด้วยทำนองที่ตัดมาจากเพลงร้องหรือเพลงดนตรี (การละเล่นของไทย.. 2540 หน้า 100)

ลิเก เล่นเป็นชุดต่างๆ (ภาษามลายูเรียก “ฮันดาเลาะ”) เช่น ชุดเบ็ดเตล็ด, ชุดภาษา เป็นต้น ยังไม่เล่นเป็นเรื่องอย่างละคร (แต่จะเล่นอย่างละครต่อไปข้างหน้า)

เริ่มจากตีกลองรำมะนาโหมโรง แล้วร้องเพลงภาษามลายู (เรียก “บันตน”) ตามสมควร จากนั้นเล่นชุดต่างๆ

ชุดแขกรดน้ำมนต์ ต้องเริ่มเล่นก่อนทุกครั้ง

ชุดลาว (จากขุนช้างขุนแผน ตอนไอ้ป่องไอ้เป๋อพบพลายบัวกับนางแว่นแก้ว), ชุดมอญ (จากราชาธิราช ตอนพระยาน้อยชมตลาด) ฯลฯ ต่อไปเป็นการละเล่นมีแพร่หลายมาก่อนแล้วตั้งแต่ครั้งกรุงเก่าต่อเนื่องกรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ เพราะอยู่ในเพลงเรื่อง

ชุดภาษา เล่นภาษาต่างๆ ได้แก่ แขก, จีน, ญวน, มอญ, ฝรั่ง ฯลฯ เหล่านี้มีในสวดคฤหัสถ์งานศพ

ลิเกทรงเครื่องสมัยแรก ยุคลิเกพระยาเพชรปาณี (ตรี) แต่งเลียนแบบชุดข้าราชการในสมัย .5 สวมปันจุเหร็จยอดและสวมถุงเท้าสีขาวแบบฝรั่ง [ภาพจาก สารานุกรมสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 27 พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2546]

(3.) ลิเกทรงเครื่อง หมายถึงคนเล่นแต่งตัวเข้าเครื่องเลียนแบบละครรำ (ของหลวง) มีปักดิ้นเลื่อมแพรวพราว แล้วเรียก “ลิเกทรงเครื่อง” เน้นชุดออกภาษา (สิบสองภาษา) อวดเครื่องลิเกแต่งเป็นชาติภาษาต่างๆ

พระยาเพชรปาณี (ตรี) [รับราชการกระทรวงวัง] เป็นผู้คิดสร้างสรรค์ครั้งแรกเป็นลิเกทรงเครื่อง ปิดวิกแสดงประจำอยู่ตรงข้ามวัดราชนัดดา บริเวณป้อมมหากาฬ ชานกำแพงพระนคร ริมคลองโอ่งอ่าง (ใกล้ภูเขาทอง วัดสระเกศ)

เมื่อเล่นปิดวิกประจำ กำหนดปี่พาทย์บรรเลงประโคมรับอย่างเดียว ให้งดตีกลองรำมะนา

เริ่มแสดงมีเล่นออกแขก (เป็นสัญลักษณ์ว่าลิเกมีรากเหง้าจากดิเกร์สวดแขกมลายู) ต่อจากนั้นมีเล่นเจรจาติดตลกตามสมควร แล้วบอกเรื่องที่จะเล่นต่อไป

เมื่อบอกหมดก็เริ่มแสดงเข้าเรื่อง มีทำนองร้องดำเนินเรื่องโดยเฉพาะ เรียกเพลงหงส์ทอง (ชั้นเดียว) ร้องด้นบอกสิ่งจำเป็นต่างๆ ตามต้องการ

นับแต่นั้นมา เพลงหงส์ทองชั้นเดียวใช้เป็นเพลงร้องสำหรับดำเนินเรื่อง (เช่นเดียวกับเพลงร่ายของละคร) แล้วถือเป็นประเพณีของลิเก

แต่งสวย เล่นสนุก ถูกใจคนดู

คนชอบลิเกเพราะแสดงถูกใจใน 3 อย่าง ดังที่พระยาเพชรปาณี (ตรี) บอกว่าถ้าฝืนความนิยมใน 3 อย่างนี้ คนก็ไม่ชอบดู ได้แก่ (1.) แต่งตัวสวย (2.) เล่นตลกขบขัน (3.) เล่นให้เร็วทันใจ

ลิเกแต่งตัวสวยสดฉูดฉาดปักดิ้นเลื่อมแพรวพราว ผู้หญิงเห็นว่าสวย มักติดใจชอบไปดู เมื่อมีผู้หญิงไปดูมาก พวกผู้ชายก็พากันไปดูพวกผู้หญิง

ลิเก แสดงโดยชายจริงหญิงแท้ สวมถุงเท้าแบบฝรั่ง [จากหนังสือ Postcards of Old Siam, Singapore 2005]

ลิเกสวมถุงเท้ายาวสีขาว โดยไม่สวมรองเท้า (ตัวโกงสวมถุงเท้าสีดำก็ได้บางครั้ง) ถุงเท้ายาวสีขาวเพื่อพรางท่อนล่างผิวคล้ำถึงดำของตน ที่พื้นเพเป็นคนพื้นเมืองมีอาชีพชาวสวนชาวนาชาวไร่ ถ้าเป็นละครซึ่งมีมาแต่เดิมต้องพรางด้วยการ ทาแป้ง “ผัดฝุ่น” ให้ขาวนวล

อีกด้านหนึ่ง ถุงเท้าเป็นการแสดงออกถึงความทันสมัยและใกล้ชิดฝรั่ง เพราะผรั่งคืออำนาจและเกียรติยศ และความทันสมัยเป็นเป้าหมายสำคัญของลิเกที่ต้องการสร้างสรรค์เสน่ห์ดึงดูดคนดู

น้ำท่วม จ. สงขลา เมื่อวันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2567 ส่งผลให้จังหวัดสงขลาต้องประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ (ภาพจาก สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา)

น้ำท่วม จ. นราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 1 ธันวาคม พื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกลงมาอย่างหนักอยู่ในพื้นที่ อ. สุไหงโกลก รองลงมาในพื้นที่ อ. แว้ง แต่ก็ยังส่งผลทำให้มีน้ำท่วมขังขยายเป็นวงกว้าง 11 อำเภอ (ภาพจาก https://www.matichon.co.th/region/news_1779083)