หน้าแรก ประชาชื่น รวมมิตร (myth...

รวมมิตร (myth) มวลเมฆ @Bao Cafe บัญชา ธนบุญสมบัติ จัดเต็ม เรื่องเล่าเคล้าวัฒนธรรมจากฟากฟ้า

17.12.24 | 12:25 น.

รวมมิตร (myth) มวลเมฆ @Bao Cafe บัญชา ธนบุญสมบัติ จัดเต็ม เรื่องเล่าเคล้าวัฒนธรรมจากฟากฟ้า

ล้อมวงฟังอย่างอบอุ่นแน่น Bao Cafe สาขาสีลมซอย 7 บางรัก กรุงเทพฯ ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ใจกลางย่านเก่า รอซึมซาบเรื่องราว ‘รวมมิตร (myth) เรื่องมวลเมฆ’ โดย บัญชา ธนบุญสมบัติ นักวิทยาศาสตร์ผู้หลงใหลในมวลเมฆ ผู้เขียนหนังสือ “ยกเมฆ :
เรื่องเล่าเคล้าวัฒนธรรมก้อนเล็กๆ จากฟากฟ้า” และ “All about Clouds เล่มนี้มีเมฆมาก ฉบับปรับปรุง” และผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ ดำเนินรายการโดย อัญชัญ พัฒนประเทศ เมื่อช่วงบ่ายของวันศุกร์แห่งชาติ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา

บัญชา ธนบุญสมบัติ กับผลงาน ‘ยกเมฆ’ ผสานศาสตร์ศิลป์อย่างลงตัว

ชวรัตน์ พงศ์สถาพร รองกรรมการผู้จัดการ ซี.เจ.เอ็กซ์เพรสกรุ๊ป พรหมภัสสร ประมวลศักดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อ ซี.เจ.เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป ให้เกียรติร่วมรับฟัง พร้อมด้วย สรพันธ์ บุนปาน รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท งานดี จำกัด มณฑล ประภากรเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักพิมพ์มติชน

‘ยกเมฆ’มาจากไหน?

อดีต คำทำนาย ปัจจุบัน ความหมายลบ‘กุเรื่อง’

Advertisement

บัญชาย้อนเล่าถึงเรื่องราวของ ชมรมคนรักมวลเมฆ ในเฟซบุ๊ก ซึ่งมีสมาชิกกว่า 5.6 แสนคน ว่าแต่ละคนมีความรู้หลากหลาย ไม่ได้จำกัดแค่วิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องภาษาวัฒนธรรม โดยแต่ละภาคแต่ละจังหวัดมีชื่อเรียกปรากฏการณ์ทางธรรมชาติไม่เหมือนกัน เช่น คำว่าพระอาทิตย์ทรงกลด เป็นคำของคนภาคกลาง คนภาคเหนือเรียก 3 ชื่อ คือ “ตะวันก๋างจ้อง” ที่รู้กันเป็นส่วนใหญ่ “ตะวันซุบกรุ๊ป” จากลำปาง พะเยา “ตะวันตือเกิ่ง” เป็นคำที่ป้ออุ๊ยแม่อุ๊ยใช้กัน คำว่า ฝนตกปรอยๆ เป็นคำของคนภาคกลาง “ฝนริน” จากภาคอีสาน “ฝนอ่อย” จากภาคเหนือ “ฝนลงดอก” จากภาคใต้ “ฝนสิม” จากโซนเพชรบุรี

จากนั้นจึงเข้าสู่ที่มาของคำว่า “ยกเมฆ” ซึ่งตามสำนวนแปลว่า กุเรื่อง ส่วนสมัยก่อนคำนี้แปลว่า การมองท้องฟ้า การทำนายทายทัก เช่นเห็นท้องฟ้าสวยเป็นรูปเศวตฉัตร ถือเป็นฤกษ์งามยามดี ซึ่งทางตะวันตกก็มีวิชานี้ตั้งแต่ยุคเมโสโปเตเมีย เพื่อทำนายฤดูกาล เรื่องเมฆฟ้าฝน เป็นเรื่องที่ฝังอยู่ในอดีตทุกวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ศาสตร์ของอุตุนิยมวิทยาเกิดมาไม่ถึง 200 ปี เพราะต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในการทำนาย

จับไมค์แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างชื่นมื่นรื่นรมย์

‘หนังสือแสดงกิจจานุกิจ’

เล่มแรกวิทยาศาสตร์สยาม?

ไม่เพียงเท่านั้น ยังระบุถึง หนังสือแสดงกิจจานุกิจ ซึ่งอาจจะเป็นหนังสือวิทยาศาสตร์เล่มแรกของสยาม นักปราชญ์ในตอนนั้นจึงประมวลความรู้ตีพิมพ์ เพื่อให้ชาวตะวันตกรู้ว่าประเทศสยามมีองค์ความรู้ จะมายึดเป็นเมืองขึ้นไม่ง่าย ซึ่งหนังสือดังกล่าวมีการเขียนถึง “นาคเล่นน้ำ” หรือที่สมัยนี้เรียกว่าพายุงวงช้าง รวมถึงปรากฏการณ์ฟ้าผ่าที่โผล่จากพื้นดิน เรียกว่า Upward Streamers อย่างไรก็ตาม มีเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้ นักปราชญ์ก็จะเขียนไว้ว่าเป็นอจินไตย

“ลมว่าว เกิดในฤดูหนาว คนภาคกลางเรียกว่า ‘ลมล่อง’ ‘ลมข้าวเบา’ คนผู้ไท (ภูไท) เรียกว่า ‘ลมข้าวดอ’ แปลว่าเป็นลมหนาวแรกที่มาเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวเบาได้ อันนี้เป็นเสน่ห์ของภาษาถิ่น วัฒนธรรมที่ผูกโยงกับธรรมชาติ” บัญชาเล่า

วงพูดคุย ‘รวมมิตร (myth) เรื่องมวลเมฆ’ หนาแน่นชนิดเก้าอี้ไม่มีว่าง

‘วัฒนธรรม’ชนหมัด‘วิทยาศาสตร์’

ยิ่งเชื่อมโยง ยิ่งงดงาม

จากนั้นอธิบายถึงรุ้งกินน้ำ 8 ทิศ เกิดตรงข้ามดวงอาทิตย์ ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก โดยการตั้งคำถามง่ายๆ นำไปสู่ความรู้เชิงวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ ถ้านำ 2 ความรู้เชื่อมเข้าหากันเป็นความงดงามอย่างมาก

“ผมไม่เคยดูถูกความเชื่อวัฒนธรรม ผีสาง เทวดา เรื่องอะไรต่างๆ ผมว่าเป็นความเชื่อเชิงวัฒนธรรม ถ้าคุณดูถูกต้องให้ระวัง อย่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ถูกล้มตลอด เช่น การถกเถียงเรื่องแสงที่ไม่ได้เป็นคลื่นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นอนุภาคได้ด้วย เพราะฉะนั้นแม้แต่วิทยาศาสตร์สามารถปรับเปลี่ยนความเชื่อได้ อย่าไปบอกใครว่าอันนี้ผิดอันนี้ถูก ต้องระวังเรื่องนี้ให้ดี” บัญชาสะกิดแจ้งเตือน

ว่าแล้ว โฟกัสไปยังการอธิบายเมฆผ่านปกรณัมเทพต่างๆ เช่น เทพฟริกกา ทำหน้าที่ถักทอเมฆ ด้านเทพธอร์มีคู่ปรับเป็นพญางู ซึ่งนักภาษาศาสตร์ศึกษาวรรณกรรมเปรียบเทียบพบว่า กรีกมี “ซุส” สลาฟมี “เปรุน” อินเดียมี “พระอินทร์” ที่มีเรื่องคล้ายกับเทพธอร์ ที่พญางูขโมยเมฆจากท้องฟ้า ทำให้ไม่มีฝนเกิดภัยแล้ง โดยเทพเหล่านี้จะสู้กับพญางู โดยใช้สายฟ้าผ่าพญางู เสร็จแล้วฝนก็ตกลงมาจึงถูกยกย่องว่าเป็นเทพแห่งสายฟ้า เพียงแต่เมื่อไปอยู่ต่างที่ก็มีการตั้งชื่อใหม่ เติมรายละเอียดลงไป แต่แก่นของเรื่องเหมือนกัน

ผู้บริหารเครือมติชน, ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป ให้เกียรติร่วมรับฟังเรื่องมวลเมฆ

“หนังสือที่อริสโตเติลเขียน เช่น แผนภาพรุ้งคู่ แผนภาพการเกิดพระอาทิตย์ทรงกลด มีความน่าทึ่งอย่างมาก จากจินตนาการของคนไม่มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งลองไปอ่านหนังสือเก่าๆ บางทีมีความล้ำหน้ากว่าปัจจุบันอีกด้วย

สังเกตนาคเล่นน้ำ หรือพายุงวงช้าง จะมีหลายเส้น ส่วนใหญ่เกิดในฤดูฝน ส่วนพายุทอร์นาโด มาจากเมฆซุปเปอร์เซลล์ (supercell) เหมือนมีเทวดาคอยกวนเมฆ ทำให้เมฆลงเป็นรูปกรวย ซึ่งเมื่อแตะกับพื้นดินจะเรียกว่าเป็นทอร์นาโด ซึ่งมีความรุนแรงตั้งแต่ EF 0-5 ส่วนพายุงวงช้างเทียบความรุนแรงมากที่สุดแค่ EF 2 ในประเทศไทยจึงไม่มีข่าวพายุงวงช้างทำลายล้างจนสร้างความเสียหายกับบ้านเรือน ในสมัยก่อนมีการต่อสู้พายุงวงช้างโดยการเอาปืนยิง แต่ไม่ได้ผล

ในเชิงภาษา สำนวน a bolt out of the blue sky หรือแปลไทยได้ว่า ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เป็นปรากฏการณ์ฟ้าผ่าด้านข้าง โดยสายฟ้าออกมาจากเมฆมีความยาว 40 กม. ถึงแม้ว่าที่ที่เราอยู่จะไม่มีเมฆใดๆ ก็เกิดฟ้าผ่าได้ จึงให้ระวังไว้เสมอถ้าเห็นเมฆแว่บๆ ให้รีบเข้าที่ร่ม ส่วนสำนวน The calm before the strom ลักษณะคือเมื่ออยู่ตรงตาพายุลมจะสงบ ซักพักขยับมาอยู่ตรงขอบตาพายุลมจะแรงที่สุด และเกิดความเสียหายหนัก ส่วนคำว่า ‘วสันตฤดู’ คือฤดูใบไม้ผลิ ตามราชบัณฑิตยสถาน แต่คนส่วนใหญ่ใช้เรียก ฤดูฝน ซึ่งที่ถูกต้องเรียกว่า วัสสานฤดู

เสน่ห์ของเทพวีนัสมาจากสายคาดเอว มิได้มาจากความสวยงามของเธอ จึงเป็นที่มาของคำว่า ‘Belt of Venus’ เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นหรือตก ฝั่งตรงข้ามอีกด้านจะมีแถบสีเทาเป็นเงาของโลกและสูงขึ้นไปเป็นแสงสีชมพู” บัญชาอธิบายอย่างละเอียดลออ

นับเป็นวงเสวนาที่ได้รับทั้งความรู้ ความจริง ความบันเทิงครบจบทุกศาสตร์ทั้งวิทย์-ศิลป์ อย่างแท้จริง

ศศวัชร์ คมนียวนิช

ยกเมฆ

เรื่องเล่าเคล้าวัฒนธรรมก้อนเล็กๆ

จากฟากฟ้า

ในยุคปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึงปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ เรามักมุ่งเน้นไปยังข้อมูลข่าวสารการพยากรณ์อากาศรายวัน หรือการคาดการณ์อนาคตของภูมิอากาศโลกซึ่งเป็นการใช้ “วิทยาศาสตร์”

มาอธิบาย ทว่าความจริง เรื่องราวเกี่ยวกับลมฟ้าอากาศยังมีมิติอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งสอดคล้องกับไปวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ อาทิ

– “ยกเมฆ” วิชาทำนายทายทักในสมัยโบราณ

– ภูมิปัญญาไทยในหนังสือแสดงกิจจานุกิจว่าด้วย “ฝนฟ้าอากาศ” และว่าด้วย “ฟ้าผ่า”

– อริสโตเติลอธิบาย “ปรากฏการณ์ฟ้าฝน” อย่างไร?

– “General Winter” นโปเลียนแพ้ “ใคร” ในรัสเซีย?

– ฝนตก “ห่า” หนึ่งมากแค่ไหนกัน?

“ยกเมฆ: เรื่องเล่าเคล้าวัฒนธรรมก้อนเล็กๆ จากฟากฟ้า” คือ ผลงานใหม่ล่าสุดของ “บัญชา ธนบุญสมบัติ” นักวิทยาศาสตร์

ผู้หลงใหลในมวลเมฆผู้เคยบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าก้อนปุยสีขาวไว้ใน “All about Clouds เล่มนี้มีเมฆมาก” ที่ในครั้งนี้ กลับมาพร้อมกับสารพัดเรื่องน่ารู้ของลมฟ้าอากาศ

ช่องทางการสั่งซื้อ

ร้านหนังสือ Matichon Book Club สาขาประชานิเวศน์ 1

เวลาทำการ : จันทร์-ศุกร์ 09.00-18.00 น.

เว็บไซต์สำนักพิมพ์มติชน : https://www.matichonbook.com

Line Shopping : https://shop.line.me/@matichonbook

Shopee : https://shopee.co.th/matichonbook_officialshop

Lazada : https://www.lazada.co.th/shop/matichonbookofficialshop

TikTok : www.tiktok.com/@matichonbook