ว่ากันว่า ภาพยนตร์ทุกเรื่องมักซ่อนเร้นภาพสะท้อนทางการเมืองไว้เบื้องหลัง
ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่….ไม่ว่าจะจงใจหรือเปล่า
ไม่เพียงฉากในหนัง หาใช่เพียงเรื่องราวที่บอกเล่าผ่านตัวละคร ทว่า เริ่มต้นตั้งแต่ ‘โปสเตอร์’ ประชาสัมพันธ์ตั้งแต่ยุคแปะโชว์กันหน้าโรง จนถึงยุคโซเชียลที่มีให้แชร์ผ่านโลกออนไลน์
ล่าสุด พิพิธภัณฑ์สามัญชน ร่วมกับ BANGKOK THROUGH POSTER จัดงานเทศกาลโปสเตอร์ Bangkok Through Poster 2024: Thai Postlitical Fiction – Based on True Stories ภายใต้แนวคิดที่เชิญชวนให้นักออกแบบลองจินตนาการว่าหากจะหยิบเหตุการณ์ หรือคนในการเมืองไทยมาทำเป็นหนัง จะเลือกหยิบเหตุการณ์ไหนมาสร้างสรรค์งาน โดยภายในงานเทศกาลมีโปสเตอร์ที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการทั้งหมด 67 ชิ้น

นอกจากนี้ โปสเตอร์ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของศิลปินที่ได้รับการชักชวนมาร่วมโครงการ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลงานของนักออกแบบที่ส่งผลงานเข้ามาในรอบ Open Call
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเสวนาน่าฟัง อย่าง ‘การเมืองไทยบนจอเงิน ข้อจำกัดและความเป็นไปได้’ คุยกันแบบสบายๆ รับฟังมุมมองของครีเอทีฟ กับทรรศนะการตัดสินผลงานของเหล่ากรรมการตัวท็อปของวงการภาพยนตร์ นักประวัติศาสตร์ และนักออกแบบ ที่ KINJAI CONTEMPORARY บางพลัด กรุงเทพฯ
5 ปีที่พ้นผ่าน ประชาชนตื่นตัว เยาวชนตื่นรู้
เปิดประเด็นด้วยมุมมองของ ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีดัง อย่าง ‘ไกลบ้าน’ พ่วงดีกรีอาจารย์พิเศษด้านภาพยนตร์ และพิธีกรรายการ Cinefile Salmon Podcast ในฐานะกรรมการตัดสินโปสเตอร์ในครั้งนี้
“ผลงานโปสเตอร์ของทุกคนสะท้อนความรู้ออกมาผ่านผลงาน ซึ่งผมเห็นอยู่ 2 ข้อ คือ 1.การพูดถึงช่วงเวลาทั้งปี ในอดีตและปัจจุบัน อาจจะไม่ได้บอกว่าเป็นเหตุการณ์อะไรโดยตรง แต่สะท้อนถึงช่วงเวลาของการเมืองที่เห็นในช่วงปีที่ผ่านมา 2.เป็นงานประเภทที่เปิดความรู้สึกตัวตนของเขาออกมาผ่านกลไกการนำเสนอ ว่าฉันรู้สึกแบบนี้กับภาพรวมของการเมือง ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เห็นภาพของเขาที่ต้องการสื่อออกมาได้อย่างชัดเจน
การตีโจทย์เรื่องทรรศนะของหนังและงานดีไซน์โปสเตอร์เป็นชาเลนจ์ที่ยาก เพราะเวลาเราพูดถึงหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วเรื่องราวมันคืออะไร เขาจะสื่อเนื้อเรื่องในภาพยนตร์เรื่องนั้นออกมาเป็นภาพในโปสเตอร์ได้อย่างไร ซึ่งเป็นโจทย์ค่อนข้างกว้าง บางคนก็อาจจะมีภาพบางอย่างที่ชัดอยู่ในหัวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว รู้สึกว่าสิ่งนี้คือภาพจำที่จะไปทำเพื่อออกมาเป็นภาพถ่าย และอยากให้ทุกคนเห็นภาพที่อยู่ในหัวของเขาให้สื่อออกมาให้ได้ ส่วนมากขั้นตอนโปสเตอร์มักอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการถ่ายทำ” ธีรพันธ์อธิบาย
จากนั้น ยังย้ำว่า ความท้าทายในการตัดสินครั้งนี้ คืองานทุกชิ้นที่สร้างสรรค์ออกมามีความหมายและความหลากหลายในตัวมันเอง

“ผมว่ามันยากที่เราจะไปตัดสินว่า อะไรจะอยู่ อะไรจะไป เราพยายามหาว่าภาพนี้เขาต้องการสื่ออะไร Mood & Tone อารมณ์ในการออกแบบที่เขาเลือก ดูแล้วเรารู้สึกอย่างไร แต่อาจจะไม่ได้มองเทคนิควิธีการมาก ภาพไหนที่เราเห็นภาพไปกับมัน และเราไปกับมันได้ เราก็เลือกชิ้นนี้เข้ามา
โปสเตอร์ส่วนมากที่ส่งมา จะเป็นเรื่องการเมือง เพราะว่า 5 ปีหลังมานี้รู้สึกว่า กระแสทางการเมืองตื่นตัวขึ้นมาก การเห็นผลงานเหมือนเป็นการแชร์เรื่องราวร่วมกันของความรู้สึกคนในสังคม ผมคิดว่า ถ้าเราจัดงานเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ความหมายอาจจะเปลี่ยนไปเลย มันต่างที่เทคนิควิธี ความคิดที่หลากหลายสไตล์”
‘ผมแค่ทนไม่ไหว’ความคับคั่งใจ Shutdown กรุงเทพฯ
จุดเริ่มสารคดี ‘ไกลบ้าน’
นอกจากนี้ ธีรพันธ์ยังย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำภาพยนตร์สารคดี ‘ไกลบ้าน’ ว่า แรกเริ่มมาจากความรู้สึกที่ว่า ‘ผมแค่ทนไม่ไหว’
“ผมจำได้ว่าเริ่มรู้สึกคับคั่งใจตั้งแต่ช่วง Shutdown กรุงเทพฯ อึดอัดกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ การเมืองมันตึงมาก เราไม่รู้ว่าเราทำอะไรได้แค่ไหน ผมแค่รู้สึกว่าผมทนไม่ไหวแล้ว ต้องทำอะไรสักอย่างที่เอาความรู้สึกทนไม่ไหวนั้นออกมา ความยากคือเราไม่รู้ว่าเรากำลังจะทำความผิดอยู่หรือไม่ เราไม่รู้ว่าสิทธิเสรีภาพทางการแสดงออกเรามีมากแค่ไหน อยู่ตรงไหนหรือต้องถามใคร

การทำหนัง ถ้าพูดเรื่องการเมืองต้องมักต้องซ่อนอยู่เสมอ เวลามีการซ่อน มันรู้สึกไม่สื่อสารออกมา เราควรพูดออกมาตรงๆ ได้แล้ว แต่ถ้าตรงมาก มันก็มีความเอ๊ะ! มีความเปลือย ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน
การทำหนังมันใช้ทุนมหาศาล ผมอยากทำ แต่ไม่มีตังค์ มันก็มีข้อจำกัดว่าทำได้แค่ไหน ถ้าเราทำหนังหักเหลี่ยมเรื่องการเมือง ก็ต้องคำนึงว่าใครจะดูไหม แล้วเส้นแบ่งความคลุมเครือคือ อะไรเล่าได้ อะไรเล่าไม่ได้ เราเห็นคนทำหนังพยายามท้าทายกรอบสังคม วิจารณ์สังคมมากขึ้น แต่บางอย่างก็ยังพูดไม่ได้อยู่ดี ก็ต้องคำนึงว่าทำแล้วจะถูกจับไหม ใครก็ตอบไม่ได้ ทางการค้าก็ไม่มีใครอยากไปยุ่งกับสิ่งที่สุ่มเสี่ยง เพราะการทำหนังใช้ทุนเยอะมาก นี่จึงเป็นสิ่งที่หนังการเมืองมักไม่ค่อยแมส” ธีรพันธ์เล่าหมดเปลือก
พี่มากฯ หลานม่า วิมานหนาม
มิติเศรษฐกิจ บริบทสังคม หลากเงื่อนปม หนุน ‘ไปไกล’ กว่าดราม่า
‘กูจะไม่เป็นทหารละ กูจะกลับไปหาเมีย’ คือ หนึ่งในไดอะล็อกของ พี่มาก..พระโขนง ภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่ถือเป็นวาทะ ‘ขัดต่อชาตินิยมของรัฐ’
“หนังทุกเรื่องมีความเป็นการเมืองหมด เราอยู่ภายใต้การเมืองบางอย่างอยู่ที่เรายากจะอธิบายว่าอะไร อย่างหนังเรื่อง พี่มาก..พระโขนง มีแนวคิดต่อต้านความเป็นชาตินิยม ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นได้ เพราะมันไม่ใช่หนัง Realistic (สมจริง) เราไม่ได้รู้เลยว่ากองทัพอะไรไปรบกับใคร ไม่ได้ตั้งใจแสดงออกเชิงวิพากษ์วิจารณ์ เจตนามันดูเป็นเชิงประชดประชัน เป็นมุขตลก คนแค่ดูแล้วปลุกความเป็นนักสู้ขึ้น แต่ถ้าหนังเรื่องใดสร้างขึ้นมาแล้วดูล้อเลียนแน่ๆ หนังเรื่องนั้นก็อาจจะโดน

สิ่งที่น่าสนใจในการผลัดบทสนทนาคือการอ่านงานหลังจากนั้น การอ่านงานที่เราตั้งคำถามนี้ขึ้น หรือการมองมันในมิติการเมือง อำนาจรัฐและชาตินิยมมันครอบคลุมหรือเข้าถึงชีวิตเราขนาดไหน
ยกตัวอย่าง หลานม่า เป็นภาพยนตร์ไทยแนวดราม่า ถ้าเรามองในมิติในการเมืองเรื่องลูกผู้หญิงอาศัยอยู่ในบ้านคนจีน มันก็ขยายบริบทขอบเขตของตัวละครออกไปได้ไกลขึ้น นอกจากตัวละครจะบอกอะไรเราแล้ว ผู้ดูยังได้วิเคราะห์ขอบเขตความสัมพันธ์ทางการเมืองขยายออกไปไกลขึ้น อาจจะไกลกว่าตัวละครที่จะเล่าอีกด้วย
และ วิมานหนาม เป็นภาพยนตร์ภาษาไทยถิ่นเหนือแนวดราม่า โรแมนติก ถ้าเรามองหนังในมิติตรงๆ ก็เป็นหนังที่ว่าด้วยการแย่งสมบัติกันของคน 2 คน แต่ถ้ามองมิติทางด้านการเมือง เศรษฐกิจล่ะ ผมคิดว่าทำให้หนังมันไกลมากขึ้นกว่าเดิม” ธีรพันธ์วิเคราะห์อย่างน่าสนใจ
ชินวัตร–เพื่อไทย ฮิตจัด! ม็อบ 63-ลุงนวมทอง มาด้วย
ถัดมาเป็นคิวของนักประวัติศาสตร์อย่าง ผศ.ดร.โดม ไกรปกรณ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ที่มารับบทกรรมการงานศิลป์ โดยมองว่า โปสเตอร์ภาพยนตร์ หรือคำไทยๆ ว่า ‘ใบปิดหนัง’ ที่ส่งเข้ามา สะท้อนเรื่องราวประวัติศาสตร์ ทำให้เห็นว่ามีความสนใจประวัติศาสตร์ทางการเมืองใน 2-3 ช่วงประวัติศาสตร์ใหญ่ๆ บางคนส่งโปสเตอร์เรื่องราวของพรรคการเมือง เช่น พรรคเพื่อไทย ตระกูลชินวัตร หรือเหตุการณ์ทางการเมืองที่อยู่ในช่วง พ.ศ.2563 สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลง และความเคลี่อนไหวทางการเมืองในช่วง 4-5 ปีที่แล้ว รวมถึงภาพเหตุการณ์ทางการเมืองย้อนไปถึง พ.ศ.2549 ภาพของ ‘ลุงนวมทอง’ นวมทอง ไพรวัลย์ แท็กซี่ผู้อาจหาญขับชนรถถัง แสดงออกถึงการต่อต้านรัฐประหาร
“โปสเตอร์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่เรามองเห็นในปัจจุบัน เป็นผลมาจากประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา และยังมีภาพยุคแรกเริ่มของการเมืองไทย ยกตัวอย่างภาพ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งแปลว่า คนที่ตีความโจทย์การเมือง เขาตีความการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองถึง 80-90 ปี ซึ่งบางคนก็ใช้ช่วงเวลาใกล้กับตัวเองที่เกิดเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น และมีช่วงปัจจุบันเป็นหลักด้วย

ความท้าทายในการตัดสิน คือ ถ้ามีภาพออกไปลักษณะเดียวกันหรือถ้าภาพมันซ้ำ เราก็ต้องดูตัวคอนเทนต์ที่มันต่าง และการสื่อความ ว่าออกมาเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างภาพ ตระกูลชินวัตร มีคนส่งมาเยอะมาก คำอธิบายของเขามันสอดคล้องกันอย่างไร หรือเทียบกับโจทย์ที่ทางผู้จัดให้มา รวมทั้งเรื่องจินตนาการสังคมของเขาเป็นอย่างไร ผมเสียดายรูปภาพที่สื่อความหมายมากแต่ไม่ตรงโจทย์ เพราะจินตนาการก็สำคัญ ผมติดความเป็นอาจารย์ไปหน่อย ก็จะพิจารณาจากตรงนี้ด้วย” ผศ.ดร.โดมกล่าว
อาจารย์ประวัติศาสตร์ยังอธิบายว่า การเมืองมันมีหลายระดับ ส่วนมากหนังจะพูดเรื่องการเมืองในระบบ แต่แท้จริงแล้วยังมีเรื่องการเมืองของตัวบุคคลในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างภาพยนตร์ ‘โหมโรง’ ซึ่งออกฉายใน พ.ศ.2547 มีเนื้อหาเกี่ยวกับดนตรีไทยในยุคที่รัฐพยายามเข้าไปควบคุมกิจการในชีวิตประจำวัน
“การที่สามัญชนคนหนึ่งลุกขึ้นมาสร้างยุติธรรมบนสังคม จนเขาได้รับผลกระทบ ก็สามารถนำมาทำหนังได้ แต่ถ้าจะให้ปลอดภัยก็นำมาเล่าผ่านภาพการ์ตูน หรือแอนิเมชั่น ยกตัวอย่างชีวิตของลุงนวมทอง สามัญชน ที่มีอุดมการณ์ มีความมุ่งมั่น เมื่อเรามองเรื่องการเปลี่ยนแปลง การทำเรื่องนี้ก็จะขยายให้สังคมได้รับรู้” ผศ.ดร.โดมแนะ
สัญญะ สี ฟอนต์ ‘ซ่อนรหัส’ ในงานดีไซน์
การเมืองเรื่อง ‘โปสเตอร์หนัง’
ปิดท้ายที่กรรมการสายงานนักออกแบบ อย่าง กนกนุช ศิลปวิศวกุล คิวเรเตอร์ ผู้ก่อตั้ง Bangkok Illustration Fair และผู้ร่วมก่อตั้ง Practical School of Design
“โปสเตอร์คือหนึ่งพื้นที่ในการดีไซน์งานสื่อสาร จังหวะการรับรู้ของผู้คน ทั้งระยะไกล ระยะใกล้ และบางครั้งโปสเตอร์ก็ซ่อนรหัสอะไรบางอย่างไว้ในภาพ
การตัดสินผลงานเหมือนการเอาใจเขามาใส่ใจเรา การดีไซน์รายละเอียดที่ใช้ในการสื่อสารมันหลากหลายมากและน่าสนใจ บางครั้งเราปะทะกับโปสเตอร์ เราก็รู้ว่าเจ้าของผลงานต้องการจะสื่อถึงเรื่องอะไร ดึงให้เราคิดต่อและกลับไปหาข้อมูลต่อเพื่อเพิ่มความรู้ให้กับตัวเอง

การเลือกเทคนิควิธีการสร้างสรรค์งานออกมา เรื่องสัญญะต่างๆ เรื่องการใช้สี การใช้ฟอนต์อักษร การหยิบยืมเส้นเรื่องในอดีตนำมาวิพากษ์วิจารณ์ จนมาเป็นงานออกแบบซึ่งสะท้อนในสิ่งที่เป็นไป” กนกนุชกล่าว
จากนั้น ยังเปรียบเทียบให้เห็นภาพกว้างของการสร้างสรรค์โปสเตอร์จากประเทศต่างๆ ในเอเชียที่มีความแตกต่างหลากหลาย
“งานออกแบบโปสเตอร์ในประเทศญี่ปุ่น เขาก็มีพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์แสดงตัวตนออกมาผ่านงานภาพ อยู่ที่คอนเทนต์ของแต่ละบุคคล หากเป็นจีน ก็ต้องดูศิลปินที่จะส่งผลงานว่าคือใคร อาจจะต้องส่งไฟล์งานมาก่อน แล้วค่อยส่งชิ้นงานไป อะไรที่รู้สึกสุ่มเสี่ยงเขาก็จะไม่ให้แสดง อาทิ ภาพเปลือย ไม่ได้เลย การทำโปสเตอร์หนังที่ไม่เคยฉายในจีนก็ไม่ได้ ซึ่งแต่ละประเทศก็มีวัตถุประสงค์การจัดงานไม่เหมือนกัน” กนกนุชทิ้งท้าย
สำหรับเทศกาลโปสเตอร์ Bangkok Through Poster 2024: Thai Postlitical Fiction – Based on True Stories เปิดให้เข้าชมทุกวันไปจนถึง 22 ธันวาคมนี้ ตั้งแต่ 11.00-19.00 น. ยกเว้นวันจันทร์ ที่ KINJAI CONTEMPORARY บางพลัด เดินทางด้วย MRT ลงสถานีสิรินธร ทางออก 1 เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ชญานินทร์ ภูษาทอง

