#Saveสะเอียบ #Saveป่าสักทอง
35ปี ต้านเขื่อนแก่งเสือเต้น
‘ถ้าจะรื้อฟื้น ต้องฝ่าด่านอีกเยอะ’
นับเป็นเวลาถึง 35 ปีเต็ม ที่ประวัติศาสตร์ภาคประชาชนได้ปรากฏบทบันทึกการต่อสู้ของชาวบ้านในการคัดค้านการก่อสร้าง ‘เขื่อนแก่งเสือเต้น’ ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ยักษ์ของภาครัฐเมื่อ พ.ศ.2532 ภายใต้โครงการผันน้ำ กก-อิง-ยม-น่าน หวังแก้ภัยแล้ง และสกัดท่วมบริเวณลุ่มน้ำยมตอนล่าง
หลังการแห่ต้าน เคยถูกพับ เคยถูกพยายามปัดฝุ่น กระทั่งปัจจุบันแม้ยังไม่มีการเดินหน้า ทว่า ไม่อาจไว้วางใจในอนาคตอันไกลและใกล้ เมื่อถูกนักการเมืองส่งสัญญาณ ‘รื้อฟื้น’ เกิกระแสขึ้นมาอีกครั้งในคราวน้ำท่วมสุโขทัย เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
กระทั่งปลายพฤศจิกายน ชาวบ้านตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ จัดกิจกรรม 35 ปี แห่งการต่อต้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ยืนยันและยืนหยัดให้พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์นี้ยังอยู่คู่ลูกหลาน
‘พิธีบวชป่า’ ถูกจัดขึ้นอย่างขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นพลังทางใจแก่นักต่อสู้ภาคประชาชนที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของการอนุรักษ์ผืนป่าไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ท่วมทีไรก็ถูกกล่าวหาว่า ‘ใจแคบ’
ร่วมลุ้น ‘สะเอียบโมเดล’ แก้ปัญหาน้ำแทนสร้างเขื่อน

ณัฐปคัลภ์ ศรีคำภา ประธานคณะกรรมการคัดค้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เผยว่า จิตวิญญาณของพี่น้องชาวสะเอียบถูกกระทำมาโดยตลอด จากกรณีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งชาวบ้านได้ยื่นข้อเสนอแนวทางแก้ไขโดยขอให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วม ขณะที่ภาครัฐยังคงไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา แต่กลับหันมากล่าวโทษชาวบ้านว่า ‘ใจแคบ’
“เวลาที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขึ้นมาทีไร มักจะอ้างว่า พี่น้องชาวตำบลสะเอียบเป็นคนใจแคบ เราใจแคบเพราะอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศ เราใจแคบเพียงแค่กับรัฐบาล กับบุคคลที่มีความคิดถอยหลัง ไม่เหมือนต่างประเทศที่เจริญแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกาที่ทุบเขื่อนทิ้ง แต่รัฐบาลไทย คิดแต่จะสร้างเขื่อน เอาความหายนะมาให้พวกเรา” ณัฐปคัลภ์กล่าว
ทั้งยังเผยว่าไม่เพียงการดูแลรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติไว้ได้เป็นอย่างดี ชาวสะเอียบยังมีรัฐวิสาหกิจกว่า 100 แห่งที่สามารถเติบใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์แบบในระดับประเทศได้ สะท้อนเศรษฐกิจชุมชนที่ดี
ฉายภาพสังคมที่พัฒนาตัวเองจนก่อเกิด ‘สะเอียบโมเดล’ โครงการแก้ท่วมที่ กรมชลประทาน นำทัพเดินหน้าโดยมีชาวบ้านร่วมหนุนอย่างปราศจากความขัดแย้ง
เตรียมก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่สะกึ๋น 2 มีความจุที่ระดับเก็บกักปกติ 19.67 ล้าน ลบ.ม. และ อ่างเก็บน้ำห้วยเป้า มีความจุที่ระดับเก็บกักปกติ 2.35 ล้าน ลบ.ม. สามารถส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกรวมทั้งสิ้นราว 10,250 ไร่ จ่อตั้งของบประมาณก่อสร้างต่อไป โดยวางแผนคิกออฟก่อสร้างในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ
วิศวกรรม สร้างได้ ‘แต่ในแง่เศรษฐศาสตร์ถือว่าไม่คุ้ม’
แลกไหม? เสีย ‘พันธุกรรมไม้สัก’ ดีสุดในโลก
จากเสียงของชาวบ้าน มาฟังมุมมองนักวิชาการ อย่าง ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งเผยข้อมูลว่า หากมีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะส่งผลกระทบชัดๆ 2 ส่วน คือ ชุมชน และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

“ถ้ามีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเราจะสูญเสียพันธุกรรมไม้สักที่ดีที่สุดในโลกไป พื้นที่หลายหมื่นไร่ในอุทยานแห่งชาติแม่ยมจะถูกน้ำท่วม โดยบริเวณที่มีการวางแผนสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้น ในอดีตเคยเป็นภูเขาไฟ และยังเป็นรอยเลื่อนแพร่ที่ขนานกับแม่น้ำยม เป็นรอยเลื่อนที่มีศักยภาพที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้ และในอดีตรอยเลื่อนแพร่นี้ก็เคยเกิดแผ่นดินไหว มันเป็นรอยเลื่อนที่ยังมีการ Active

แน่นอนว่า สามารถสร้างเขื่อนบนรอยเลื่อนของเปลือกโลกได้ แต่จะต้องเพิ่มค่าจี ซึ่งหมายถึง ค่าต้านทานแผ่นดินไหว เพื่อป้องกันไม่ให้เขื่อนแตก การเพิ่มค่าจีลงไปในการก่อสร้างถือเป็นการลงทุนมหาศาล เพราะฉะนั้นราคาเขื่อนที่คิดไว้ตั้งแต่ต้นก็อาจต้องเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ดังนั้น แม้ทางวิศวกรรมสามารถสร้างได้ แต่ในแง่ทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าไม่คุ้ม” ดร.ไชยณรงค์ยืนยัน
นอกจากนี้ทางด้านองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เคยศึกษาพบว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นจะสามารถป้องกันน้ำท่วมบริเวณที่ราบริมฝั่งแม่น้ำยมได้เพียงเล็กน้อย ตั้งแต่หมู่บ้านสบยาว จังหวัดน่านไปจนถึงจังหวัดแพร่
“พอได้ดูรายงานเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นแทบจะไม่มีประโยชน์ในเรื่องของการป้องกันน้ำท่วม แต่ที่พูดกันทั้งหมด ตั้งแต่นักการเมือง เป็นเรื่องโมเม เนื่องจากไม่มีข้อมูลที่ผ่านการศึกษาอย่างเหมาะสมมายืนยัน เพราะฉะนั้นน้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัย การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นก็ไม่สามารถช่วยได้เท่าที่ควร
ในแง่ของเศรษฐศาสตร์แทบจะไม่สามารถเอาประโยชน์ทางด้านการป้องกันน้ำท่วมได้ ที่พูดกัน คือมั่วโดยไม่มีหลักฐาน อาศัยความเดือดร้อนของประชาชนที่สุโขทัยมาอ้างเป็นเหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมในการสร้างเขื่อน” อาจารย์สังคมวิทยาฯ ชี้
‘ไม่มีที่อื่นอีกแล้ว’ ยืนหนึ่ง คัดง้างโปรเจ็กต์รัฐ ยาวนาน 35 ปี
เชื่อ รื้อฟื้น-ปัดฝุ่นไม่รอด!
นักวิชาการท่านเดิม ยังกล่าวชื่นชมชาวบ้านตำบลสะเอียบที่สามารถยืนหยัดต่อสู้คัดค้านโครงการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นได้ยาวนานถึง 35 ปี ซึ่งหายากมากๆ ในประเทศไทย ถือว่าเป็นพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จในการยันโครงการขนาดใหญ่ที่ทำลายชุมชนและสิ่งแวดล้อมเอาไว้ได้นานที่สุด ไม่มีที่อื่นอีกแล้ว


“ในระยะแรกชาวบ้านก็ไม่เชื่อว่าเขาจะสามารถหยุดเขื่อนนี้ได้ ตอนที่ผมมีโอกาสพูดถึงผลกระทบเขื่อนแก่งเสือเต้น มีคนฟัง 4 คน พระสงฆ์อีก 1 รูป ที่เหลือเขาไม่เชื่อว่าจะสามารถหยุดเขื่อนนี้ได้
ส่วนหนึ่งมาจากการเข้าร่วมลาดตระเวนกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อไม่ให้มีการทำไม้เถื่อน โดยมีการตั้งด่านไม่ให้คนนำรถเข้ามาตัดไม้ในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยม
นอกจากนี้ก็มีการปลูกป่า ร่วมกันฟื้นฟูป่า ซึ่งหลังจากที่ชาวบ้านช่วยกันหันมาอนุรักษ์ในช่วงปี 2535-2536 ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า ประชาชนที่นี่มีเจตนารมณ์ที่จะปกป้องป่าผืนนี้ไว้”

ดร.ไชยณรงค์ยังฟันธงด้วยว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ หากรื้อฟื้นโครงการนี้ เชื่อว่าจะต้องฝ่าด่านอีกเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด่านจากชุมชนที่ไม่ยินยอม
“สิ่งที่น่าเห็นใจคือพี่น้องตำบลสะเอียบถูกเกลียดชัง เนื่องจากการต่อสู้ของชาวบ้านไม่ได้เป็นเรื่องง่าย ในอดีต เวลาเราลงพื้นที่จังหวัดแพร่มักถูกเหยียดหยาม ถูกกดดัน ถูกกล่าวหาว่าไม่เสียสละ เด็กๆ ก็ถูกกดดันจากคุณครูที่โรงเรียน ว่าชาวบ้านตำบลสะเอียบไม่ยอมอพยพ ไม่ยอมเสียสละ เป็นพวกเห็นแก่ตัว แต่ตอนนี้บุคคลเหล่านั้น กลายเป็นคนที่มีโอกาสขึ้นมาเป็นแกนนำ และไม่ยอมให้มีการสร้างเขื่อนแน่นอน”
คน-ป่า อยู่ร่วม ‘เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน’

มาถึงความเห็นของ ก้องไมตรี เทศน์สูงเนิน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่ยม ซึ่งเผยว่า อุทยานแห่งชาติแม่ยม เป็นป่าเบญจพรรณที่มีแต่ไม้สัก พอถึงหน้าแล้งก็จะทำการทิ้งใบ สามารถเห็นชัดได้ว่า จุดนี้เป็นป่าสักทั้งผืน
“จากที่ได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติตั้งแต่ปี 2529 และทำการสำรวจในปี 2535 ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่พร้อมกับการบินเพื่อตรวจสภาพของป่าของประเทศไทย เมื่อได้มีการบินทั่วภูมิภาค เขาบอกว่าที่นี่เป็นพื้นที่ป่าใหญ่ที่สุด ถือได้ว่าเป็นระบบนิเวศที่สำคัญ ถ้าเราสามารถรักษาเอาไว้ได้คุณค่าของประเทศไทยก็ยังคงมีอยู่
นอกจากนี้ในส่วนของป่าไม้สักนั้น กรมป่าไม้ในยุคก่อนที่จะมาเป็นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็ได้มีการสำรวจป่าไม้โดยการเก็บสำรวจว่าจะมีต้นไม้เหลือเท่าไหร่ และมีความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างไร ซึ่งเราก็จะสามารถที่จะจำแนกออกมา ในเรื่องของป่าสักที่มีความหนาแน่นมาก และค่อยไล่ระดับลงมาซึ่งในตอนนี้เราก็มีข้อมูล เพียงแต่ว่าอยู่ในกระบวนการเก็บข้อมูลซ้ำอีกที ในทุกปีก็จะมีต้นไม้ที่เพิ่มพูนมากขึ้น”

สำหรับประเด็นการอยู่ร่วมกันระหว่างป่าไม้และผู้คน ก้องไมตรียืนยันว่า อุทยานแห่งชาติแม่ยม ให้ความสำคัญต่อชุมชนที่อาศัยอยู่ตั้งแต่ดั้งเดิม ไม่ได้รบกวนสิทธิของกันและกัน ซึ่งทางชุมชนก็ได้ให้ความเคารพสิทธิของสัตว์ป่าด้วยเช่นเดียวกัน
“เรามีความพยายามที่จะจัดการประชุมอย่างต่อเนื่อง อุทยานแห่งชาติแม่ยมจะนำปัญหาทุกอย่างมานั่งคุยกันและหาทางแก้ปัญหาไปด้วยกัน ท้ายที่สุดผืนป่านั้นมีความเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศที่สามารถสนับสนุนให้คนสามารถอาศัยอยู่ได้ ให้ระบบการเกษตรของคนไทยอยู่ได้ และถ้าหากประชาชนให้ความสำคัญ ผืนป่าก็สามารถจะอยู่ได้”
ทั้งหมดนี้คือเสียงจากหลากภาคส่วน ทั้งชาวบ้าน นักวิชาการ และหน่วยงานรัฐที่ดูแลอุทยานแห่งชาติ โดยผสานสุ้มเสียงไปในท่วงทำนองเดียวกัน นั่นคือ ต้องรักษาผืนป่าไม้สักนี้ไว้ให้คงอยู่คู่ประเทศสืบไป

