Dialogue with the Father ปากคำจากครอบครัว ‘วัฒน์ วรรลยางกูร’ เปล่งเสียงที่ไม่อยากให้เงียบหาย

24.12.24 | 12:30 น.

Dialogue with the Father ปากคำจากครอบครัว ‘วัฒน์ วรรลยางกูร’ เปล่งเสียงที่ไม่อยากให้เงียบหาย

ขอให้ประชาธิปไตย จงผลิดอกเบ่งบาน

คือเสียงประกาศสุดท้าย ก่อนไฟสตูดิโอจะถูกหรี่ลงส่งสัญญาณถึงผู้ชมว่า การแสดงเดี่ยวเชิงสารคดี ‘วัฒน์ วรรลยางกูร’ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

ชีวิตและผลงานของวัฒน์จะกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง

“บทมันออกมาจากความทรงจำของพวกเรา (ลูก) ทั้ง 3 คน เรานำความทรงจำมารวมกันเป็นชีวิตของพ่อ มันเป็นเรื่องบทบาททางการเมือง ความสัมพันธ์ของพ่อลูก และเรารู้สึกอย่างไรกับ สิ่งที่เกิดขึ้น”

Advertisement
(จากซ้าย) วนะ วรรลยางกูร, วจนา วรรลยางกูร และวสุ วรรลยางกูร

หนึ่งในถ้อยคำของ วจนา วรรลยางกูร หรือเตย ทายาทคนเล็กของวัฒน์ ชูแก่นของการแสดงสดเชิงสารคดีชีวิต วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนเจ้าของผลงานชิ้นอมตะ ‘มนต์รักทรานซิสเตอร์’ ควบคู่กับบทบาทนักต่อสู้ทางการเมือง มาจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งคือหนึ่งในผู้ตกอยู่ในสถานะ ‘ผู้ลี้ภัยทางการเมือง’

การแสดงเดี่ยวเชิงสารคดีครั้งนี้ ถูกถ่ายทอดด้วยแนวคิด Dialogue with the Father ผ่านการกลั่นความทรงจำของลูกทั้ง 3 ออกมาเป็นไดอาล็อกอันทรงพลัง นำแสดงโดย ‘วนะ วสุ และ วจนา วรรลยางกูร’ หรือ ตุ๋ย-ตั๊กแตน-เตย ที่ร่วมกันปัดฝุ่นและขุดค้นเศษเสี้ยวความทรงจำ และสายสัมพันธ์ระหว่างลูก-พ่อเมื่อครั้งวันวาน

ถ่ายทอดเรื่องราว ผ่านทั้งข้อความ งานเขียน ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพวาด บทเพลง บทกวี วัตถุพยาน และหลักฐาน ที่เป็นเหมือนบทบันทึกประวัติศาสตร์ส่วนตัวและสังคมไทย จากวิชั่นผู้กำกับอันแหลมคม ปฏิพล อัศวมหาพงษ์ (มิสโอ๊ต) กับ วิชย อาทมาท ณ ห้องสตูดิโอ (ชั้น 4)หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14-15 ธันวาคมที่ผ่านมา

ไดอะล็อกชีวิต จากเสี้ยวความทรงจำเข้มข้น

วจนา วรรลยางกูร หรือเตย ทายาทคนเล็กของวัฒน์ ตั้งต้นเล่าถึงการขัดเกลาบทละครที่พูดถึงพ่อในหลายแง่มุมพาร์ตแรก พูดถึง ‘หนังสือ’ ของพ่อ จากมุมมองของลูกๆ

พาร์ตสอง พูดถึง ‘บทบาททางการเมือง’ ของพ่อ จากความทรงจำของลูกๆ ซึ่งแต่ละคนจดจำเรื่องราวได้ไม่เหมือนกัน

ส่วนพาร์ตสุดท้าย เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของพ่อลูก และความรู้สึกที่มีต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น

“ที่ผ่านมาพวกเราในฐานะลูก อาจมีโอกาสพูดเรื่องของพ่อออกสื่อหลายครั้ง แต่อาจจะไม่ได้กลับมานั่งอ่านหนังสือของพ่อ หรือพูดถึงหนังสือของพ่อกันจริงจัง คือ พอมันมีโจทย์ขึ้นมาว่า หนังสือเล่มไหนที่เราชอบ มันก็เป็นโอกาสพิเศษ เพราะปกติคุยกันเล่นๆ ไม่เคยจริงจังขนาดนี้

ระหว่างที่เราคุยกัน มันเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็อยู่ในระหว่างสายธารนี้ มันมีทั้งอดีต ปัจจุบัน แล้วมันก็มีอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เรื่องราวเหล่านี้ควรถูกส่งต่อไปถึงอนาคตด้วยเหมือนสายธารที่ไหลต่อเนื่อง และยังไม่สิ้นสุด” วจนาเริ่มเปลือยถึงแก่น

จากนั้นลงดีเทลความเข้มข้นว่า เรื่องราวการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ลูกๆ มาร่วมกันเล่า อาจไม่ได้ถูกเก็บครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะพ่อทำกิจกรรมการเมืองเยอะมาก

“เราจดจำมันเป็นช่วงตอน และมาร่วมกันประกอบเท่าที่เราจำได้ มันอาจจะเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่ง แต่มันเป็นเสี้ยวที่เข้มข้นมากๆ

พ่อมีปมทางเรื่องการเมืองมาตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลา พอเผชิญหน้ากับประเด็นการเมืองตรงๆ มันก็เลยเป็นความจริงจัง ความซีเรียสที่หลายคนได้เห็น แต่ในชีวิตประจำวันเขาก็เป็นคนตลก สนุก ชอบร้องเพลงกันตลอด

เราก็ไม่ได้อยากจะยกพ่อเป็นฮีโร่ทางการเมือง เพราะในสังคมไทยก็มีหลายคนทำอะไรแบบนี้อยู่แล้ว พ่อก็เป็นแค่อีกคนที่ทำแบบนี้ แล้วเราก็คิดว่าประเทศนี้สังคมนี้ ก็ต้องการคนที่คิดจริงจังกับเรื่องการเปลี่ยนแปลง คิดและลงมือทำอีกเยอะมากๆ

การแสดงครั้งนี้ เราอยากให้เห็นชีวิตคนหนึ่งที่ ไม่ได้เป็นฮีโร่ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลง อยากเห็นประเทศดีขึ้น แต่สิ่งที่เขาต้องเจอมันหนักหนา แล้วมันก็ยังเกิดกับครอบครัวของผู้ลี้ภัยอีกหลายคน

เราคิดว่ามันควรถูกส่งเสียงออกมา แล้วพอส่งเสียงออกมาแล้ว ก็อยากให้มีคนรับฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัฒน์ หรือเรื่องของคนลี้ภัยคนอื่น เราไม่อยากให้เรื่องพวกนี้มันเงียบหายไป” วจนาทิ้งโจทย์ให้สังคม

‘ถ้ามองพ่อเป็นหนังเรื่องหนึ่ง’

โศกเศร้า ทุกข์ยาก ตัวละครผู้กล้าหาญ

จากนั้น หันมาฟังมุมมอง วนะ วรรลยางกูร หรือตุ๋ย ลูกชายคนโต ซึ่งเล่าว่า เวลาที่เราทำงานพ่อมักจะบอกว่าเฮ้ย! ถ้าจะทำงานเรื่องการเมืองแนวโน้มมันจะเป็นอย่างไรถ้าเราไม่รู้เราก็ไปดู ถ้าเราไม่รู้ เราก็ไปหาอ่าน ถ้าเราไม่เข้าใจเราก็ไปฟังคนอื่นพูด เราก็ไปเจอชาวบ้าน เขาจะชอบหาวิธีสอนเราแบบธรรมดามากๆ

ถ้าตนต้องบอกลูกเกี่ยวกับเรื่องของปู่ มันไม่ยากเลย เขาก็คงเห็นในสาธารณะไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง หรือเขาอาจจะคิดว่า เฮ้ย! ใครทำปู่ของเขาแบบนี้ มันเกิดอะไรขึ้น?

“นอกจากลูกของเราแล้ว ลูกคนทุกคนก็เช่นกัน เขาก็คงเอะใจกับสิ่งแปลกๆ ที่ไล่คนออกนอกประเทศ จับคนที่คิดต่าง หรือแม้กระทั่งคนยุคข้างหน้า ก็คงยังต้องมองเรื่องแบบนี้อยู่ เพราะมันเป็นเรื่องที่วิปริตผิดเพี้ยนที่สุด ก็คิดว่ามันคงไม่ใช่แค่ลูกหลานเราที่คิด” วนะชวนมองภาพข้างหน้า

ด้าน วสุ วรรลยางกูร หรือ ตั๊กแตน ลูกชายคนกลาง เติมข้อมูลจากมุมมองของตนเองว่า ถ้ามองพ่อเป็นหนังเรื่องหนึ่ง ก็เหมือนหนังคอมเมดี้อยู่เหมือนกัน เริ่มต้นมาตลกแบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าปลายทางมันจะเป็นอย่างไร

“เรานึกถึงหนังเรื่อง life is beautiful (ยิ้มไว้โลกนี้ ไม่มีสิ้นหวัง) จำได้ว่าแม่เช่าวิดีโอหนังเรื่องนี้มาดู ไม่ว่าจะเจอเรื่องร้ายอะไร สุดท้ายมันจะจบด้วยความอบอุ่น สุดท้ายมันจะผ่านไปด้วยกัน

เรื่องที่พ่อแม่เขาเล่าให้ฟังก่อนนอน เกี่ยวกับนักศึกษาเข้าป่า 6 ตุลา เรื่องความตาย หรือคนที่เขาสูญเสียไปในชีวิต แต่เขาก็ไม่เคยเล่าให้มันน่ากลัวเลย เขาก็จะเล่าว่า มันคือความกล้าหาญ ความสนุก หรือชวนคิดว่า เราจะเปลี่ยนแปลงได้จริงไหม?

แต่พวกเราก็เชื่ออย่างนั้น ถึงเราจะรู้สึกว่ามันโศกเศร้าทุกข์ยากแต่ตัวละครก็ไม่เคยทรมาน หรือทำให้ชีวิตเป็นสิ่งที่น่าสมเพช

ถ้าจะต้องเล่าเรื่องพ่อ (วัฒน์) ให้ลูกฟัง เราจะบอกว่า ปู่เป็นคนตลกมากเลยนะ ปู่เป็นคนที่เขียนหนังสือเยอะมากเลย ถึงปู่ไม่เคยเจอลูก แต่ปู่อยากเจอเรามากที่สุดเลยนะ เพราะเรารู้ว่าปู่คงอยากเจอหลาน

ถึงเราจะเป็นคนที่เซนซิทีฟมาก เรามักจะร้องไห้ได้ง่ายมากโดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องของเขา แต่ลึกๆ แล้วเราก็จะเห็นว่า ไอ้ความตลกของเขานี่แหละ มันเป็นความเข้มแข็งของเขาเลย ที่ชอบหัวเราะได้กับเรื่องเศร้าๆ แล้วเวลาคิดถึงเขา ก็มักจะคิดถึงเสียงหัวเราะนั้นตลอด” บุตรชายนักเขียนดัง เอ่ยปากเล่าเคล้าเสียงขำขื่น

ทวงรัฐแอ๊กชั่นช่วยผู้ลี้ภัยการเมือง

รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์

ปิดท้ายด้วยความเห็นของ รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ร่วมรับชม เผยว่า วันนี้ ได้เห็นการต่อสู้ของวัฒน์ วรรลยางกูร ผ่านเรื่องราวบนงานเขียน นวนิยาย บทกวี จากสายตาของลูกทั้ง 3 คน

“จากที่ดูแล้วเห็นว่า 6 ตุลา มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อชีวิตของคุณวัฒน์ ทั้งชีวิตและความคิด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา แล้วโดยเฉพาะการรัฐประหาร 2557 มันส่งผลกระทบต่อเขามาก

มันทำให้เราสะเทือนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันเห็นผลกระทบต่อครอบครัวนี้ ซึ่งการจะมีความฝันในสังคมนี้มันยากมากๆ ยิ่งคุณสู้มากเท่าไหร่ คุณยิ่งถูกผู้มีอำนาจลงโทษและรังแกอย่างรุนแรง และดูเหมือนว่าสังคมส่วนใหญ่จะไม่ได้รับรู้ว่าเขาถูกทำให้เจอกับอะไรบ้าง

แต่คุณวัฒน์เป็นทั้งนักต่อสู้ นักเขียน ศิลปิน และก็เป็นพ่อที่ดีมากๆ และก็คิดว่าความผูกพันตรงนี้ ความรักตรงนี้ มันก็ยังคงดำรงอยู่ในตัวเด็กทั้ง 3 คน” รศ.ดร.พวงทองกล่าวถึงความ ‘ทัชใจ’ ในการแสดง ก่อนขยายถึงประเด็นที่ใหญ่ขึ้น

“ทุกคนที่ลี้ภัยจะตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากกันทั้งนั้น เราอาจจะไม่ได้รับรู้เรื่องราวมากนัก แต่ว่าการแสดงวันนี้ทั้ง 3 คน สามารถเล่าเรื่องราวที่มันมีหลายแง่มุมมาก ทั้งเรื่องคุณวัฒน์ที่ต่อสู้ตั้งแต่วัยหนุ่มจนเสียชีวิต

คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ หรือแม้กระทั่งคนร่วมกิจกรรม อาจจะไม่ได้สนใจแล้วว่าเพื่อนฝูงที่เคยร่วมต่อสู้กันมาในขณะนี้ ทยอยลี้ภัยออกไปเรื่อยๆ เขาเจอความยากลำบากแค่ไหน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลที่เคยประกาศตกปากรับคำ อยากที่จะปฏิรูปการเมือง อยากที่จะปฏิรูปกองทัพ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ไม่สนใจที่จะทำแล้ว ทำเหมือนกับไม่รู้ร้อนรู้หนาว” นักวิชาการชื่อดังย้อนถาม พร้อมเอ่ยว่า อยากให้คนเหล่านั้นได้ชมการแสดงชุดนี้เพื่อที่จะได้ตั้งคำถามว่า

ขณะนี้เพื่อนคุณ หรือคนที่ลี้ภัย เขาเจอกับภาวะยากลำบากอย่างไร เผื่อคิดอยากจะทำอะไรเพื่อพวกเขาขึ้นมาบ้าง

ภูษิต ภูมีคำ