ในแต่ละวันข่าวสารที่ปรากฏผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งผ่านทางโซเชียลมีเดีย ปรากฏจำนวนประชาชนที่ถูกมิจฉาชีพ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แม้ว่าจะมีการประชาสัมพันธ์บอกเล่ากลวิธีต่างๆ ที่เหล่ามิจฉาชีพใช้ทำมาหากิน กระนั้นก็ยังไม่สามารถป้องกันได้ ยังมีคนหลงเชื่อโดนหลอกให้เสียทรัพย์ แม้กระทั่งเสียชีวิตในที่สุด

ล่าสุด ตัวเลขจากคณะทำงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 ถึง 22 เมษายน 2566 บันทึกว่ามีรายชื่อหน่วยงานของรัฐที่ถูกคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างนำไปหลอกลวงประชาชน รวมทั้งสิ้นจำนวน 20,937 เคส
ตั้งแต่กรมสรรพากร บริษัทไปรษณีย์ไทย สถานีตำรวจ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไปจนถึงกรมที่ดิน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การประปานครหลวง เป็นต้น รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 3,400 ล้านบาท
ความเสียหายที่เกิดจากการหลอกลวงดังกล่าวนับวันจะยิ่งพัฒนาและยกระดับร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ หากไม่มีการเคลื่อนไหวรับมือหรือป้องกันให้เข้มข้น แน่นอนว่าภัยด้านไซเบอร์จะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และความน่าเชื่อถือของประเทศไทย
ดังนั้น เพื่อสร้างความตระหนักรับรู้ และพัฒนาทักษะผู้นำขององค์กรต่างๆ และเครือข่าย ในการบริหารจัดการและดำเนินการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงสร้างเสริมศักยภาพขององค์กรในการปฏิบัติตามกฎหมายด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ “สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ” (สกมช.) จึงจัดอบรมหลักสูตรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับผู้บริหาร “Executive Education Certificate Program in Cybersecurity” หรือ Executive CISO (Chief Information Security Officer) มีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานของภาครัฐและองค์กรเอกชน เข้าร่วมกว่า 100 คน ที่โรงแรมโซฟิเทล สุขุมวิท 4 เมื่อ 17 ธันวาคม 2567

อาทิ เกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย, โชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, ฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง, นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ,
วิญญู พิชัย ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา, พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร, พล.ร.ท.วีรุดม ม่วงจีน รองเสนาธิการทหารเรือ, สมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน,
สุภาภรณ์ เกียรติสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย, พล.ต.ชาติชาย ชัยเกษม ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์ทหาร, จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ฯลฯ

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทำหน้าที่ประธานเปิดการอบรม พร้อมกล่าวถึงหลักสูตรนี้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคนที่นั่งอยู่ตรงนี้คือผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงในอนาคต
จึงมีความสำคัญต่องานความมั่นคงและความปลอดภัยด้านไซเบอร์ในอนาคตด้วย เพราะยุคดิจิทัลทุกวันนี้เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีเหตุการณ์ที่ประเทศไทยถูกโจมตีทางด้านไซเบอร์เป็นประจำ และมาในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่า แฮกข้อมูลขาย หรือนำเอาข้อมูลเหล่านั้นไปทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชน
และบริษัทที่เป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน ยกตัวอย่าง แก๊งคอลเซ็นเตอร์โจรกรรมข้อมูล หรือได้จากการซื้อขายในตลาดมืด แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นไปหลอกลวงพี่น้องประชาชน แม้แต่แฮกข้อมูลจำนวนมาก แล้วนำไปขายในราคาถูกมาก เท่าที่ทราบ 300,000 ข้อมูล ขายเพียง 1,500 บาท แต่ผลเสียหายที่เกิดขึ้นมีค่ามหาศาล ดังนั้น การรับมือเรื่องภัยไซเบอร์จึงมีความสำคัญ ขณะนี้ไม่ใช่แต่ประเทศไทย แต่ทั่วโลกก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้
“ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่างๆ จำเป็นต้องมีความรู้เพื่อความเข้าใจในระดับที่สามารถบริหารหน่วยงานหรือองค์กรได้ เมื่อรู้ว่าถูกโจมตี” รัฐมนตรีกระทรวงดีอีกล่าว
พร้อมบอกอีกว่าสิ่งที่กระทรวงดีอีเป็นห่วงคือเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ซึ่งมีทั้งภาพและการเลียนเสียง AI สามารถให้ทั้งคุณและโทษ ดังนั้น การใช้งาน AI ต้องคำนึงถึงจริยธรรมด้วย และต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน
“กระทรวงดีอีออกนโยบายที่เรียกว่า The Growth Engine of Thailand เครื่องยนต์ใหม่ที่ใช้ขับเคลื่อนประเทศ มี 3 เรื่องหลัก คือ 1.เพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัล 2.สร้างความมั่นคงและปลอดภัยของเศรษฐกิจ สังคมดิจิทัล 3.เพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ด้านดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยังมีนโยบาย Cloud First Policy ผลักดันการใช้ระบบคลาวด์เป็นหลัก มุ่งสู่การเป็น Cloud Hub ของภูมิภาค โดยยกระดับการทำงานของภาครัฐด้วยการนำเทคโนโลยี และระบบดิจิทัลมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ
“ดังนั้น การสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้ามีความปลอดภัยมั่นคง ต่างประเทศรวมถึงบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ก็อยากเข้ามาลงทุนในไทย”

ในการอบรมหลักสูตร ดร.พีรเดช ณ น่าน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
และคณะกรรมการดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หนึ่งในวิทยากร บรรยายถึงภัยด้านไซเบอร์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมยุคดิจิทัลและการดำเนินชีวิต ทำให้เกิดมิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาหลอกลวง ที่ผ่านมามีหลายรูปแบบ และเกิดรูปแบบใหม่ๆ ผ่านอีเมล์ มีการสร้างเว็บไซต์ปลอมขึ้นมาที่เรียกว่า “ฟิชชิ่ง” เป็นการส่งเมล์มาเพื่อให้คลิกลิงก์ต่างๆ ซึ่งใช้เทคนิคเดิมแต่เปลี่ยนรูปแบบ และยังมีภัยด้านไซเบอร์ที่เป็น “Deepfake” คือเทคนิคการปลอมแปลงข้อมูลด้วย AI ผ่านการประมวลผลการเคลื่อนไหวทางกายภาพ ลักษณะใบหน้า
หรือแม้กระทั่งเสียง ทำให้สามารถสร้างภาพและเสียงปลอมแบบสมจริงจนแทบแยกไม่ออก Deepfake ถูกนำไปใช้ในเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นกับประเทศไทยหรือไม่
ปัจจุบันอัตราของผู้ถูกหลอกลวงด้วย Deepfake ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น และอยู่ใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนำไปใช้ในมุมของวิดีโอแล้ว ยังเป็นภาพนิ่งด้วย ในประเทศไทย มิจฉาชีพใช้ Deepfake ปลอมเป็นตำรวจ วิดีโอคอลขู่เหยื่อให้โอนเงิน เพราะฉะนั้น Deepfake จึงเริ่มมีความพยายามรวมตัวกันเพื่อฟ้องแพลตฟอร์มให้มีการดูแล นอกจากการหลอกแล้ว ยังมีการให้ข้อมูลที่ผิด บิดเบือน หรือสร้างความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการตัดหน้าคนดังบนคลิป บิดเบือนข่าวสารใส่ร้ายคนดัง ผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม
ถึงแม้หลายประเทศจะมีการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงแบนการใช้งาน Deepfake ในหลายแพลตฟอร์มแล้วก็ตาม เพราะฉะนั้น Deepfake เหมือนจริงมาก แต่ขัดกับความรู้สึก ยากที่จะตัดสินได้ว่าอะไรคือความจริง ต้องใช้วิธีสังเกตอย่างละเอียดเท่านั้น

ในเรื่องของเจเนอเรทีฟ เอไอ ดร.กิตติกล่าวว่า มีทั้งภาพและวิดีโอภาพที่พัฒนามาจากเอไอ จนบางทีแยกแยะไม่ออกว่าจริงหรือเท็จ ในด้านการแพทย์มีความกังวลว่าภาพถ่ายไม่ว่าจะเป็นเอ็มอาร์ไอ (Magnetic Resonance Imaging) หรือภาพ CT สแกน (Computerized Tomography) อาจถูกแฮกเกอร์เจาะเข้าไปในระบบแล้วไปเปลี่ยนภาพจากที่สุขภาพดีกลายเป็นป่วยหนักก็ได้
ดังนั้น ในมุมของการป้องกันภัยไซเบอร์ จึงต้องใช้ AI ด้วยความระมัดระวัง หากอยากรู้ให้ทันกลยุทธ์การหลอกต้องรู้จักสังเกตโดยละเอียด การใช้ AI เปรียบเสมือนเราให้กินอาหารอะไรก็ออกมาเป็นสิ่งนั้น ให้กินอาหารพิษ ก็ออกมาเป็นพิษ
ภัยไซเบอร์นั้นมีหลากหลายรูปแบบ และส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล ไม่เฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือความน่าเชื่อถือที่ลดทอนลงไป ดังนั้น ความตระหนักรู้และเท่าทันภัยไซเบอร์จึงเป็นสิ่งสำคัญ
พลอากาศตรี อมร ชมเชย
เลขาธิการ สกมช.
‘ปี 2568 ระวังภัยคุกคาม AI’

“หลักสูตร Exclusive CISO เป็นส่วนหนึ่งของการเร่งรัดพัฒนาบุคลากรของประเทศ รอบนี้เป็นการอบรมผู้บริหารระดับสูง ซึ่งสำคัญมาก เพราะเมื่อผู้บริหารระดับสูงมีความรู้ความเข้าใจเรื่องของภัยไซเบอร์
จะได้เปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์วางแผนระยะยาวได้ ประเทศเราก็จะเข้มแข็งมากขึ้น ภัยคุกคามเรื่องไซเบอร์ไม่ได้เป็นคนดูแลคอมพิวเตอร์อย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนที่ดูแลในหน่วยงาน ในองค์กรด้วย
ขอบเขตของเราเวลานี้มุ่งเน้นในหน่วยงานรัฐและหน่วยงานข่าวกรองเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วทุกคนทุกหน่วยงานต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ประจำ คอยทำหน้าที่ดูแล ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กบริษัทใหญ่หรือธุรกิจส่วนตัว
เพราะเวลาเกิดปัญหาขึ้นมา สามารถส่งผลทางเศรษฐกิจ ส่งผลกับความเชื่อถือของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทุกครั้งที่มีข่าวออกมา ไม่ว่าเป็นหน่วยงานรัฐหรือเอกชน จะสั่นคลอนความเชื่อมั่นหมด”
“ทุกวันนี้การโจมตีด้านไซเบอร์ของพวกมิจฉาชีพ มุ่งเป้าไปทุกอย่างที่เขาจะแฮกได้ ไม่มีเลือก มีตั้งแต่ลองแฮกเพื่อประกาศศักดา ทำให้เสียชื่อไป จนกระทั่งถึงแฮกแล้วฝังโฆษณาในนั้น โดยเฉพาะเว็บพนันออนไลน์
เพราะบ้านเราซื้อโฆษณาเว็บพนันไม่ได้ เลยใช้วิธีนี้แทน ส่งผลทำให้เกิดการล่อไปเล่นพนันจนกระทั่งถึงการแฮกเอาข้อมูลไปเรียกค่าไถ่ เรียกให้โอนเงิน หรือกรณีระหว่างประเทศ มีการแฮกข้อมูลมาสร้างประโยชน์ในการเจรจาต่อรอง
เพื่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบเวลาเจรจาต่อรองเรื่องต่างๆ หน่วยงานหรือองค์กรที่เป็นเป้าหมายมากที่สุดในตอนนี้ เป็นหน่วยงานที่เก็บข้อมูลของลูกค้าจำนวนมาก องค์กรเอกชนเกือบทุกที่ เพราะมีรายชื่อสมาชิก
ที่น่าห่วงคือร้านค้าที่เก็บข้อมูลลูกค้าไว้จำนวนมาก ประเภทให้สแกนแอด LINE เป็นสมาชิกเพื่อจะได้ส่วนลด ทุกคนมีโอกาสโดน ต้นปีหน้า 2568 จะเปิดเป็นโครงการ ‘Thailand for Cyber Security’ ยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับภาคเอกชน ซึ่งส่วนนี้จะพัฒนาทั้งในเรื่องของการประเมินว่าหน่วยงานของเขาเวลานี้มีอะไรบ้างที่มีความเสี่ยง แล้วจะพัฒนาคนที่ทำงานในนั้นแบบฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
จากนั้นจะมาซักซ้อมรับมือกับภัยคุกคาม เพื่อให้อย่างน้อยองค์กรเอกชนต้องรู้ว่าเมื่อเกิดเหตุจะป้องกันตัวเองยังไง จะต้องแจ้งใครบ้างเพื่อขอความช่วยเหลือ จะได้สร้างความตระหนักรับรู้และความพร้อมทั้งประเทศ”
“ที่น่าสนใจคือส่วนของหน่วยงานภาครัฐที่มีการเก็บข้อมูลเกิน 100,000 คนขึ้นไป เราได้แยกแยะแล้วพบว่ามีประมาณ 85 หน่วยงานที่มีการปกป้องข้อมูล ยังจะต้องตรวจให้ครบ 50,000 หน่วยงาน โดยตรวจทั้งในประเด็นการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ และตรวจเรื่องมีการปกป้องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดีพอหรือไม่
เริ่มจากที่ตรวจไปแล้ว 85 หน่วยงาน หน่วยงานไหนเก็บข้อมูลจำนวนมากจะไปตรวจก่อน จะขยายผลข้อมูลรั่วจากที่ไหนจะสามารถบอกได้เลยว่าใครเป็นต้นเหตุ พนักงานใช้ยูสเซอร์เนมนี้ พาสเวิร์ดนี้ เป็นคนไปดึงข้อมูล สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะทำให้สถิติข้อมูลรั่วไหลลดลงไปได้”
“ในปีหน้า 2568 สิ่งที่ต้องทำคงต้องช่วยกันขับเคลื่อนและยกระดับคนให้มากขึ้น กับอีกเรื่องคือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความจริงแล้วเราต้องส่งเสริมการใช้งานเอไอ แต่ในการใช้งานอาจจะต้องเริ่มกำหนดแล้วว่าให้ใช้ทำอะไรได้บ้าง และอะไรบ้างที่ห้ามใช้
ยกตัวอย่างเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลง่ายๆ จากเอไอ คือพนักงานเอาข้อมูลความลับไปใส่ไว้ในเอไอ เช่น สั่งให้ทำสไลด์ ให้ทำกราฟ เพราะอยากประหยัดเวลาและรู้ว่าเอไอทำได้ดี กลายเป็นว่าเราเป็นคนปล่อยให้ข้อมูลรั่ว เพราะไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไรให้ถูกต้อง ดังนั้น ความตระหนักรับรู้เกี่ยวกับการใช้เอไอต้องเข้าใจด้วยว่าเราต้องระวังภัยเรื่องไซเบอร์”
“เรามีโครงการร่วมกับเอไอเอสและทรู ขณะนี้ทั้งคู่ให้ความสำคัญกับ ลิงก์ปลอม สถิติจากฝั่งทรูมีลิงก์ปลอมที่เขาแยกแยะได้ประมาณ 10.7 ล้านครั้ง ส่งกระจายไปถึงพี่น้องประชาชน ทางทรูป้องกันได้ 10.3 ล้านครั้ง ที่เหลืออีก 400,000 ครั้ง ตรงนี้สำคัญ
หมายความว่ามีคนฝืนคลิกตรงนี้อยู่อีก 400,000 ครั้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นการหลอกลวงยังคลิกอยู่ดี บล็อกไม่ได้ เตือนแล้ว จนกระทั่งถูกหลอกสำเร็จ ซึ่งใน 400,000 นี้ที่ถูกหลอกสำเร็จ ถ้าวันละ 5-10 ราย ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้ว
เพราะฉะนั้น ยังต้องสร้างความตระหนักรับรู้ตรงนี้ร่วมกันอีกมากเราจะหวังว่าให้คนอื่นมาดูแลเราอย่างเดียว แล้วใช้ชีวิตอิสระ อยากคลิกอะไร ดูอะไร คุยกับใครก็ได้ ต่อไปอาจจะต้องลดลงเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น และเวลามีการเตือนอะไรก็ต้องตระหนักแล้วว่าไม่ควรไปต่อ
เพราะจากเหตุการณ์ 400,000 คลิกนี่แหละคือโอกาสที่จะพลาด กลายเป็นข่าวขึ้นมาก็เหมือนว่าการป้องกันทั้งหมดล้มเหลว ยิ่งลดความน่าเชื่อถือของความพยายามทุกภาคส่วนที่จะทำหน้าที่ป้องกันภัยนี้
อย่างไรก็ตาม ทราบว่าไตรมาสแรกปีหน้า (2568) เอไอเอสและทรูจะมีระบบคัดกรองไม่ให้มีลิงก์ปลอมพวกนี้ส่งถึงประชาชนโดยตรง จะเตือนก่อนแล้วถ้ายังทำอีกจะบล็อก รวมถึงการบล็อกเบอร์โทรแปลกจะได้ลดปัญหาได้”
จับผิด Deepfake
Deepfake คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รูปแบบหนึ่ง ที่อาศัยเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึกในการสร้างสื่อดิจิทัลรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่วิดีโอ รูปภาพ เสียง ที่มีความสมจริง
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้ขึ้นอยู่ว่าจะนำไปใช้ในแง่ไหน ปัจจุบัน Deepfake ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดไม่ว่าการสร้างข่าวปลอม หลอกลวง ฉ้อโกง หรือสร้างความเสียหายแก่ตัวบุคคล
ดังนั้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ มีเทคนิคการจับจุดสังเกตภาพและวิดีโอปลอม สังเกตลักษณะทางกายภาพ การกะพริบตา-การกะพริบตาที่มากเกิน เร็วเกินไป หรือไม่กะพริบตาเลย เพราะการเลียนแบบการเคลื่อนไหวของตาจริง ยังทำได้ยาก
ปากและฟัน-สังเกตได้เวลาปากขยับไม่เป็นธรรมชาติ ช้ากว่าเสียง ไม่เห็นลักษณะของฟันชัดเจน
ใบหน้า-การวางโครงสร้างใบหน้าผิดปกติ เช่น ใบหน้าหันไปทางหนึ่งแต่จมูกไม่ได้ขยับตามไปด้วย สังเกตจากใบหน้าขาดอารมณ์ร่วม
สังเกตรายละเอียดอื่นๆ เช่น การสะท้อนของแสงและเงาที่ผิดทาง แสงสะท้อนเวลาใส่แว่นตา กระจกเงาสะท้อนผิดทาง เส้นผมที่ต้านแรงโน้มถ่วงหรือชี้ฟูมากเกินไป ตำหนิบนผิวหนัง เช่น ไฝ รอยเหี่ยวย่นตามอายุจริงหรือไม่
ความชัดของวิดีโอ-สังเกตจากการเบลอเพียงบางจุด เช่น ระหว่างใบหน้าและลำคอ หรือระหว่างคอและช่วงลำตัว ไม่เป็นระนาบเดียวกัน และการออกเสียงที่ผิดปกติ

