‘วันใหม่’รุ่งอรุณแห่งความหวัง 2568 ครบ 75 ปี สัมพันธ์มั่นยืนไทย-ลาว

25.12.24 | 13:09 น.
พระธาตุประจำแขวงหลวงน้ำทา วัดสามัคคีไซ เริ่มสร้างปลายปี พ.ศ.2546 แล้วเสร็จปี 2551

ปีพุทธศักราช 2568 กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ เตรียมจัดงานเฉลิมฉลอง 75 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาว 

ท่านเอกอัครราชทูต มรกต ศรีสวัสดิ์ แห่งสถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ เปิดเผยว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกับประเทศไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม พ..2493 นับเป็นความสัมพันธ์มั่นยืนระหว่างรัฐชาติยาวนานกว่าชาติใดในโลกสำหรับลาว 

ปี 2568 ครบรอบ 75 ปี ฝ่ายไทยได้ออกแบบตราสัญลักษณ์พิเศษสำหรับโอกาสนี้ และจะจัดงานเปิดตัวตราสัญลักษณ์ การได้อยู่ที่ลาวความรู้สึกเหมือนเป็นครอบครัว ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในครอบครัว ทางไทยพร้อมดูแล ดิฉันเสนอของบทางกระทรวง เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ และร่วมกับภาคเอกชน กิจกรรมใหญ่ระยะใกล้สุดเดือนกุมภาพันธ์ 2568 จะมีงานเปิดสะพานมิตรภาพแห่งที่ห้า บึงกาฬบอลิคำไซ

เข้าพบท่านเอกอัครราชทูต มรกต ศรีสวัสดิ์แห่งสถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ ท่านทูตกรุณามอบกาแฟแบรนด์ ‘วันใหม่’ ของกลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตกาแฟแขวงหัวพัน ส่งออกยุโรป ไม่มีวางขายทั่วไป (ขอบคุณภาพจาก สถานเอกอัครราชทูต
ณ เวียงจันทน์)

ต่อกรณีปัญหาสำคัญร่วมสองฝั่งโขง ได้แก่ ปัญหายาเสพติด เป็นที่รับรู้กันนานแล้วว่าแหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่อยู่ฝั่งพม่าตอนเหนือ ผลิตยาเสพติดขายเพื่อซื้ออาวุธ ขณะที่การตรวจตราฝั่งชายแดนไทยค่อนข้างเข้มงวด ขบวนการค้ายาเสพติดจึงใช้ช่องทางสามเหลี่ยมทองคำเข้ามายังลาวที่แขวงบ่อแก้ว แล้วจึงขนส่งลงทางใต้ ลักลอบข้ามไปฝั่งไทยทางอีสาน ตำรวจไทยลาวจึงร่วมกันสกัดจับเสมอ สถานการณ์ดังกล่าวทางสถานเอกอัครราชทูตจึงมีแนวทางสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรชาวลาวที่ดำรงชีวิตตามวิถีธรรมชาติแต่เดิมได้สร้างสรรค์ผลิตผลทางการเกษตรส่งออกตลาดยุโรปเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ ไม่หันไปเข้าร่วมขบวนการค้ายา

ตัวอย่างเมืองเมิง แขวงบ่อแก้ว ประชาชนยากจนมาก แต่เขาสามารถปลูกชาออร์แกนิคคุณภาพดี มีบริษัทจากเยอรมนีมาขอซื้อชาไปจำหน่ายที่ยุโรป ทางเราเห็นว่าถ้าจะแก้ปัญหายาเสพติดต้องทำโครงการพัฒนาอาชีพจากการผลิตชา หรืออย่างที่แขวงหัวพัน มีโครงการพัฒนาทางเลือกของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เดิมชาวบ้านบนที่สูงปลูกฝิ่นเยอะ ทางเจ้าหน้าที่ UNODC นำกาแฟไปให้ปลูก เริ่มปี 2564 ชาวบ้านพร้อมอยู่แล้ว เขารวมตัวกันเป็นสหกรณ์ผู้ผลิตกาแฟ ตั้งชื่อแบรนด์กันเองว่าวันใหม่แสดงถึงความหวัง เป็นรุ่งอรุณของวันใหม่ พวกเขาใช้เวลาปลูกสามปี เพิ่งเก็บผลผลิตได้ปีกว่าๆ ตอนนี้มีบริษัทฝรั่งรับซื้อไปขายที่ยุโรป ไม่มีวางจำหน่ายในลาว

Advertisement

อย่างไรก็ดี ช่วงเริ่มต้นของกาแฟลาววันใหม่ ชาวชุมชนวางตนเองเป็นผู้ผลิตกาแฟดิบ มีโรงล้าง ตากแห้ง แล้วส่งเข้าโรงงานคั่ว

บ้านกำปอน ถิ่นฐานชาวกำมุ เวียงภูคา

สหกรณ์นี้ยังไม่มีโรงคั่วของตัวเอง แต่ต่อไปจะมีรัฐบาลไทยสนับสนุนให้สหกรณ์โดยตรง เพื่อสร้างห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ส่งนักวิชาการไทยร่วมทดสอบดิน เพื่อให้สามารถผลิตกาแฟคุณภาพ แล้วช่วยส่งออกทางท่าเรือแหลมฉบังของไทย นี่เป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง Alternative Development เป็นการพัฒนาที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยแท้ ต่อยอดจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของพวกเขาเอง ไม่ใช่จากศูนย์กลางลงไป

ดิฉันเคยไปพงสาลี เยี่ยมคารวะท่านเจ้าแขวง ที่นี่มีชนเผ่าเยอะ ทางแขวงสนับสนุนให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือ แต่พ่อแม่เด็กส่วนใหญ่พูดภาษาลาวไม่ได้เลย ดิฉันเลยเสนอไปว่าจัดตลาดนัดสิ ให้พวกเขานำพืชผลการเกษตรมาค้าขายประจำ เขาจะฝึกพูดลาวได้เอง เราไม่สามารถนำพวกเขาเข้าระบบโรงเรียนได้ ตลาดจะเป็นแหล่งชุมนุมฝึกภาษาที่เหมาะที่สุด

การพัฒนาทางเลือกไม่ใช่เพียงนโยบายขายฝันดังจะพบตัวอย่างชุมชนรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่เมืองกาสี อำเภอเหนือสุดของแขวงเวียงจันทน์

นายคำหล้า วีระวง วัย 56 ปี รองหัวหน้าสำนักงานเกษตรและป่าไม้ อำเภอกาสี เล่าว่า เมืองกาสีมีแม่น้ำสำคัญสองสาย ได้แก่ แม่น้ำลีกและแม่น้ำกาย น้ำกายมีต้นน้ำอยู่ที่ยอดภูหลวง บ้านทุ่งเมือด ไหลลงสมทบกับแม่น้ำลีกที่บ้านภูคำ เทศบาลเมืองกาสี จากนั้นแม่น้ำลีกจะไหลลงแม่น้ำงึม ที่เมืองเฟือง แขวงเวียงจันทน์

ส่วนจัดแสดงกลุ่มชาติพันธุ์ ภายในหอพิพิธภัณฑ์แขวงหลวงน้ำทา ในภาพคือการแต่งกายผู้นำชายเผ่าแลนแตน

ปัจจุบันเมืองกาสีมีประชากรประมาณ 42,000 คน มีโรงเรียนมัธยม 6 แห่ง ตามจำนวนกลุ่มบ้าน รวม 51 หมู่บ้าน ต่อพื้นที่สองแสนหกหมื่นกว่าตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่เขตยอดน้ำหรือต้นน้ำแห่งสำคัญของลาว

นายคำหล้าให้ข้อมูลว่า พื้นที่เมืองกาสีแต่เดิมมีลำน้ำหลายสาย ต่อมาทำถนนกลบทางน้ำ หินทรายเซาะลงมา ทำให้ธรรมชาติเปลี่ยนไป อย่างไรก็ดีการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้และที่ดินยอดน้ำนั้น รัฐจะอนุญาตให้ประชาชนใช้ที่ดินทำกินพร้อมกับดูแลป่าต้นน้ำ โดยประชาชนจ่ายภาษีให้รัฐ

ชาวบ้านทำนาที่ลุ่ม ถ้าไม่รักษาป่าไม้ยอดน้ำ จะเอาน้ำที่ไหนมาทำนา ชาวบ้านจึงไม่ทำลายป่าแน่นอน แต่ก็มีปัญหาคนภายนอกลักลอบตัดไม้ ต้นไม้อนุรักษ์ทั้งหลายหมดไปแล้ว อย่างไม้มะค่า ประดู่ พะยอม เป็นไม้เนื้อแข็ง ที่นครหลวงเวียงจันทน์ชาวนาต้องสูบน้ำมาทำนาก็ต้องเสียค่าไฟ แต่ที่นี่ไม่ นาอยู่ไกลหลายสิบเมตร จะใช้ไฟไปดูดน้ำมาเข้านาทำไม ที่ลาวค่าไฟแพงทั้งที่ผลิตไฟเอง

ประชากรเมืองกาสีมีสามกลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์กำมุกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง และลาวลุ่มหรือคนพื้นราบ อาชีพทำนาข้าวเหนียว หลังการเก็บเกี่ยวช่วงต้นเดือนธันวาคม พวกเขาจะเปลี่ยนมาปลูกหมากเผ็ด (พริก) ที่กาสีมีโรงสีข้าวเดิมเป็นโรงสีขนาดใหญ่ ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโรงสีขนาดเล็กหลายแห่ง สามารถสีข้าว คัดแยกข้าวเปลือก แยกรำ ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น

หลังเก็บเกี่ยวชาวนาจะไม่เผาซังข้าว แต่จะปล่อยวัวควายลงไปกิน ครั้นหญ้าขึ้นจึงไถกลบ ช่วงฤดูแล้งหญ้าจะสดเสมอเพราะมีน้ำหมอกลงตลอด 

สภาพภายนอกสนามบินหลวงน้ำทา ปิดบริการหลังประสบอุทกภัยเมื่อเดือนตุลาคม 2567 เครื่องบินถูกย้ายไปเก็บที่นครหลวงเวียงจันทน์สนามบินจะเปิดให้บริการอีกครั้ง วันที่ 1 มกราคม 2568

ช่วงสงครามเวียดนาม เมืองกาสีโดนระเบิดเช่นกันแต่ไม่มากเท่าแขวงเชียงขวาง ทุกวันนี้ศูนย์ช่วยเหลือจากประเทศรัสเซียเข้ามาช่วยเก็บกู้ระเบิด ล่าสุดพบลูกระเบิดขนาดใหญ่ตกค้างบนภูเขา น้ำหนักรวมกว่า 200 ปอนด์

แม้เป็นเมืองขนาดเล็กท่ามกลางขุนเขาโอบ แต่ภาครัฐสร้างสถานีรถไฟลาวจีนที่เมืองกาสีด้วย ผู้โดยสารหลักมักเดินทางไปเมืองแมด แขวงเวียงจันทน์ เมืองพูคูน แขวงหลวงพระบาง หรือต่อรถบัสและรถตู้ไปยังเมืองโพนสะหวัน แขวงเชียงขวาง

ท่านคำหล้าเล่าอีกว่า เจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่มีอาชีพเสริมให้พออยู่พอกิน เช่น ทำฟาร์มเลี้ยงหมู ทำสวนหมากเผ็ดส่งออกแขวงต่างๆ เนื่องจากสภาพที่ดินอุดมสมบูรณ์ ปลูกพืชในท้องนาก็มีน้ำจากคลองธรรมชาติไหลเข้านาโดยไม่ต้องสูบ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก มวลน้ำจะค่อยๆ ทยอยลงนาซึ่งเป็นแหล่งรับน้ำปริมาณมหาศาล ประมาณ 2-3 วัน นานสุดคือ 5-6 วัน ข้าวยังไม่ตาย 

สายน้ำฟ้า ใกล้เนินที่ตั้งหมู่บ้านชาวกำมุ ที่บ้านกำปอน เวียงภูคา แขวงหลวงน้ำทา

นอกจากนี้ ท่านคำหล้ายังเล่าถึงตำนานพื้นถิ่นเมืองกาสี ตามคำขวัญเมืองว่ากาสีนครกาย เมืองตำนานขุนลูนางอั้ว พัวพันประวัติศาสตร์ ประชาราษฎร์สามัคคี พื้นที่สีเขียว ท่องเที่ยวปลอดภัย

ตำนานขุนลูนางอั้ว (ขุนลูในที่นี้ผู้เล่าหมายถึง ขูลู) จะพูดถึงนครกาย นครกายก็หมายถึงน้ำกายเรานี่แหละ มีเล่าในหนังสือผูก เนื้อเรื่องว่าถึงถ้ำขุนลาง มีตัวละครเอกสามตัว คือ ขุนลู ขุนลาง และนางอั้ว ขุนลูเป็นผู้บ่าวงามแต่ยากจน นางอั้วเป็นสาวงามเขตนี้ บ้านพ่อแม่อยู่ใกล้กัน ส่วนขุนลางเป็นคนแก่หัวล้านมีเงิน เป็นชนเผ่ากำมุ มารักนางอั้ว นางอั้วไม่ชอบ แม่นาง อั้วบังคับให้ลูกเอาขุนลาง นางรักขุนลูคู่บ่าวของนาง นางจึงแขวนคอตายบนต้นจวง (ต้นจันทน์) ที่ทุ่งนาซ่างลิ้ง เกิดเป็นตำนานเล่าขานสืบมา เคยมีการแสดงหมอลำเรื่องขุนลูนางอั้วด้วย แต่คล้ายมีอาถรรพ์ 20 กว่าปีมานี้ คณะหมอลำใดเปิดแสดงเรื่องนี้ไม่เคยแสดงได้จนสุดเรื่อง ถ้าไม่เจอพายุหนัก นักแสดงหมอลำก็มักป่วยเลือดออกดั้ง จึงไม่มีใครเล่นเรื่องนี้อีก

วิถีสังคมของชาวลาวเมื่อรุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือน ช่างมีเรื่องราวให้ประชาชนประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยได้เรียนรู้เสมอ การเดินทางข้ามโขงไปเยี่ยมยามพวกเขาให้ทั่วทุกแขวงจึงนับเป็นหมุดหมายที่จะสร้างประสบการณ์ชีวิตไม่รู้ลืม

หมายเหตุ : การเยือน สปป.ลาว ระยะเวลา 17 วัน เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลงพื้นที่เก็บข้อมูลและสร้างเครือข่ายชุมชน ภายใต้โครงการสร้างสรรค์วรรณกรรม เรื่อง ‘อุษาบารต’ โดยนามปากกา ยุวดี มณีกุล ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พร้อมเผยแพร่รูปแบบ
E Book เดือนมิถุนายน 2568 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ Mebmarket และ Ookbee

ยุวดี วัชรางกูรเรื่อง

เอิบเปรม วัชรางกูรภาพ