หน้าแรก ประชาชื่น พลังลาว ชาวอี...

พลังลาว ชาวอีสาน ต้นทางชาวสยาม ความเป็นไทย

26.12.24 | 12:22 น.

พลังลาว ชาวอีสาน
ต้นทางชาวสยาม ความเป็นไทย

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษ

“กันดาร คือ สินทรัพย์ โดยภาคอีสานมีความกันดารมาก่อน-ก่อนที่จะมีการพัฒนามาถึงปัจจุบัน ซึ่งความกันดารทำให้คนอีสานมีความแข็งแรง เพราะต้องดิ้นรน—-
แต่คนอีสานก็ได้สร้างองค์ความรู้ สร้างความอดทนและเข้มแข็งมาก่อนรวมถึงสร้างวัฒนธรรมของความเป็นกลุ่มนักสู้-สู้ชีวิตด้วยความอดทน ค้นหาปัญญาใหม่ๆ มาโดยตลอด นี่คือข้อดีของความลำบาก
ฉะนั้น เราจึงต้องทำให้คนอีสานหมดความลำบาก เพราะที่ผ่านมาลำบากมากพอแล้ว จึงถึงเวลาที่เราต้องพลิกฟื้นภาคอีสานให้ได้”
[สาระสำคัญบางตอนที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษหัวข้อ “อนาคตอีสาน โอกาสประเทศไทย” ในงานสัมมนา ISAN NEXT : พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤต ร่วมกับเครือมติชน จัดขึ้นที่หอประชุมราชภัฏรังสฤษฏ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567]

ด้อยค่าอีสาน

อีสานเป็นต้นทางชาวสยาม-ความเป็นไทย แต่ถูกด้อยค่าจากเหตุหลายอย่างต่างๆ กัน แต่เหตุสำคัญที่สุดมี 2 เรื่อง ได้แก่
1.ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป เมื่อศูนย์กลางอำนาจของภูมิภาคนี้ย้ายจากเมืองพระนครหลวง (นครธมในกัมพูชา) ไปอยู่เมืองอโยธยาศรีรามเทพ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา
จากนั้นเมืองอโยธยาดึงดูดประชาชนดั้งเดิมของอีสาน โยกย้ายอพยพผ่านลำตะคอง ลุ่มน้ำมูล ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เป็นชาวสยาม บรรพชนคนไทยทุกวันนี้) ราว 800 ปีที่แล้ว หรือหลัง พ.ศ.1700
2.ประวัติศาสตร์ชาตินิยม ปลุกระดมคลั่งเชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ แล้วเหยียดว่าอีสาน “ไม่ไทย” เพราะเป็นพวกลาว, เขมร, ขอม, ข่า-ขี้ข้าสารพัด ราว 100 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ.2400

อีสานกันดารมาก่อน

Advertisement

อีสานเป็นเขตร้อนชื้นกึ่งแห้งแล้ง หรือพื้นที่แห้งแล้ง (Dry Area) ที่มนุษย์ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติได้ง่ายกว่าเขตร้อนชื้น (บริเวณภาคกลาง)
เขตร้อนชื้นกึ่งแห้งแล้ง (อีสาน)
(1.) มีดงมีป่าที่มีพืชพันธุ์ธรรมชาติหลากหลาย เป็นอาหารอุดมสมบูรณ์ และคับคั่งด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
(2.) การตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่แห้งแล้งทำได้ไม่ยาก เพราะเป็นป่าโปร่ง จึงใช้เทคโนโลยีอย่างง่ายๆ เป็นเบื้องต้นเท่านั้น เช่น ไฟเผาให้ราบ ฯลฯ ก็เข้าตั้งบ้านเรือนได้สะดวก และขยายที่ทำกินได้ง่ายๆ
(3.) โรคภัยไข้เจ็บไม่มาก
เขตร้อนชื้น (เช่น ภาคกลาง)
(1.) พืชพันธุ์ธรรมชาติที่จำเป็นต่อมนุษย์มีไม่มาก (คือมีน้อย)
ในเขตป่าฝนจะมีพืชไม่มากที่ขึ้นบนดิน และพืชที่กินเป็นอาหารได้มักอยู่ใต้ร่มเงาของไม้สูงซึ่งบางอย่างเป็นพิษต่อมนุษย์
(2.) การตั้งถิ่นฐานเขตร้อนชื้นทำได้ยากมาก เพราะเป็นป่าทึบหนาแน่นสูงใหญ่กว้างขวาง ต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูงจึงจะหักร้างถางพงแล้วดัดแปลงหรือปรับตัวเพื่อตั้งถิ่นฐาน
(3.) โรคภัยไข้เจ็บมีมาก และประสบการณ์มนุษย์ยังมีไม่มากเกี่ยวกับสมุนไพรบำบัด

ต้นทางชาวสยาม-ความเป็นไทย

อีสานเป็นพื้นที่ชาวสยามดั้งเดิมเริ่มแรกที่รวมเป็นบ้านเมืองใหญ่ แล้วถูกเรียกด้วยภาษาเขมรว่า “เสียมกุก” (จารึกและภาพสลักบนที่ระเบียงปราสาทนครวัด)
มีความเป็นมาโดยย่อดังนี้

1.หมู่บ้านเกษตรกรรม 5,000 ปีมาแล้ว
เก่าสุดในไทย ปลูกข้าวเหนียว กินข้าวเหนียว พร้อม “กับข้าว” ประเภท “เน่าแล้วอร่อย” คือ ปลาแดก, น้ำพริก ฯลฯ
ต่อมาพบทองแดง แล้วรับเทคโนโลยีหล่อสำริด ด้วยการขนย้ายดีบุกผสมทองแดง

2.ชุมชนเมือง 2,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ.1
เก่าสุดในไทย ขุดคูน้ำ ก่อคันดินล้อมรอบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นหลักฐานการจัดตั้งพลังของคนร่วมกันทำงาน
คนจากทางใต้ของจีนเคลื่อนไหวโยกย้ายผสมกลมกลืนทางชาติพันธุ์
ถลุงเหล็กและต้มเกลือสินเธาว์ บริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ มีประชาชนมากสุด

3.ค้าทองแดงกับอินเดีย ราว 2,500-2,000 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ.1-500
ทองแดงแหล่งใหญ่พบมากสุดบริเวณอีสาน-ลาว หรือสองฝั่งโขง ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญมากที่พ่อค้าอินเดียซื้อผ่านบ้านเมืองลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง ไปขายต่อถึงกรีก-โรมัน
เป็นต้นเหตุพ่อค้าอินเดียเรียกผืนแผ่นดินใหญ่ภาคพื้นทวีป (ไม่รวมหมู่เกาะ) ว่า “สุวรรณภูมิ” (หมายถึง ดินแดนทองแดง-ไม่ใช่ทองคำ)

4.การค้าโลก ราว 1,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ.1000
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ ผ่านลุ่มน้ำเจ้าพระยา แผ่ถึงอีสาน
ชาวสยามเคลื่อนไหวทั่วอีสาน

5.การค้าจีน ราว 1,000 ปีมาแล้ว หลัง พ.ศ.1500
ชาวสยาม มีบ้านเมืองใหญ่ศูนย์กลางอำนาจอยู่ลำตะคอง แม่น้ำมูล
ต่อไปข้างหน้า ชาวสยามร่วมมือกับชาติพันธุ์อื่นๆ สถาปนาอโยธยา แล้วเรียกตนเองว่าไทย (เป็นบรรพชนคนไทยทุกวันนี้)

6.อีสานตอนกลาง ร้างผู้คน ราว 800 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ.1700
คนส่วนมาก โดยเฉพาะจากทุ่งกุลาร้องไห้ อพยพลงไปเป็นชาวสยามลุ่มน้ำเจ้าพระยา ผ่านลำตะคอง ลุ่มน้ำมูล

7.คนหลายชาติพันธุ์จากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง อพยพเข้าอีสาน ราว 500 มาแล้ว เรือน พ.ศ.2000
ตั้งถิ่นฐานบริเวณชุมชนบ้านเมืองเก่าที่ถูกปล่อยร้าง

8.ทางรถไฟเข้าสู่อีสาน ราว 100 ปีมาแล้ว หลัง พ.ศ.2400
เริ่มแรกกรุงเทพฯ-นครราชสีมา แล้วต่อไปถึงอุบลราชธานี หลังจากนั้นมีสายกรุงเทพฯ-หนองคาย

9.ถนนมิตรภาพ เมื่อ 67 ปีที่แล้ว พ.ศ.2500
เปิดอีสานสู่โลกสมัยใหม่

10.ประวัติศาสตร์ชาตินิยม ด้อยค่าอีสาน มากกว่า 85 ปีมาแล้ว ก่อน พ.ศ.2482
ตำราเรียนมีข้อความว่า “อีสานมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแยกออกจากเรื่องของชนชาติไทยในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน, ตอนกลาง, และแถบภาคใต้ของประเทศ”

พลังลาว ชาวอีสาน

อีสานถูกทำให้กันดารด้วยประวัติศาสตร์ชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” ส่งผลให้อีสานปราศจากการครอบงำด้วยความเป็นไทย “ลายกนก” จึงต้องปากกัดตีนถีบด้วยตนเองท่ามกลางการด้อยค่าถูกดูถูกเหยียดหยามอย่างยิ่งยวด
เมื่อปลอดจากความเป็นไทย “ลายกนก” ทำให้อีสานมีเสรีในพลังสร้างสรรค์
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมืองและสังคม เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ผลักดันวัฒนธรรมประชาชนขึ้นเสมอหน้าเคียงบ่าเคียงไหล่ ทำให้วัฒนธรรมอีสานมีพื้นที่กว้างขวางแสดงตัวตนเป็นที่ยอมรับ แล้วก้าวสู่สากลอย่างรวดเร็ว
พลังลาว ชาวอีสาน ทำให้อาหารอีสานเป็นที่นิยมทั่วประเทศ และหมอลำแทรกตัวเข้าไปในลูกทุ่ง ครั้นนานไปกลายเป็น “ลูกทุ่งหมอลำ” ในที่สุดเป็น “ลูกทุ่งอีสาน” ครองตลาดทุกวันนี้

โกศ ต้นแบบจากภาชนะดินเผาทุ่งกุลา
โกศใส่ศพและเก็บกระดูกคนตาย ต้นแบบชุดหนึ่งจากภาชนะดินเผาใส่ศพอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว พบฝังดินที่ทุ่งกุลา
นักโบราณคดีกรมศิลปากร สมมุติเรียก “แค็ปซูล” โดยเฉพาะที่พบบริเวณ บ้านเมืองบัว ต.เมืองบัว อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด
[คำว่า โกศ ยืมจากภาษาบาลี-สันสกฤต เพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ ในอินเดียไม่มีประเพณีบรรจุศพใส่โกศ]

โกศใส่ศพ มีต้นแบบจากภาชนะดินเผาทุ่งกุลา อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว
(จากซ้ายสุด) ภาชนะดินเผา “แค็ปซูล” และหม้อใส่กระดูกคนตาย (จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์) ภาชนะดินเผาบรรจุกระดูกแบบต่างๆ ขุดพบที่ทุ่งกุลาร้องไห้ (ภาพลายเส้นของกรมศิลปากร) พระปิ่นเกล้าฯ พระศพงอเข่าอยู่ในพระโกศหลังเสด็จสวรรคต พ.ศ.2409 (ลายเส้นจำลองฝีมือชาวฝรั่งเศส) โกศยุคปัจจุบัน (อยู่ข้างในพระลองหุ้มประกอบ) และพระลองหุ้มประกอบพระโกศ (อยู่ข้างใน)

รูปขวัญบนหม้อบ้านเชียง
ลายหม้อบ้านเชียง เป็นลายขวัญคล้ายวงก้นหอยบนกลางกระหม่อมของคน หรือลายนิ้วมือ มีหลายแบบ รูปร่างต่างๆ กัน แต่ต้องการสื่อว่าเป็นขวัญของผีที่นอนราบและถูกฝังอยู่นั้น
หม้อบ้านเชียง อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว พบในหลุมศพบ้านเชียง (อ.หนองหาน จ.อุดรธานี) ลุ่มน้ำสงคราม ภาคอีสานตอนบน และพบทั่วไปบริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขง

ลายขวัญบนหม้อบ้านเชียง ราว 2,500 ปีมาแล้ว

เต้นท่ากบในอีสาน ต้นแบบตั้งเหลี่ยมโขนละคร

คนเต้นท่ากบ เป็นต้นแบบท่าโขนละคร (รวบรวมจากภาพเขียนราว 2,500 ปีมาแล้ว พบในอีสาน ภาพคัดลอกของกรมศิลปากร)

(บน) โนราตั้งเหลี่ยมเหมือนท่ากบ (ล่าง) แม่ท่ายักษ์, แม่ท่าลิง มีต้นแบบจากท่ากบ เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว
[ภาพจากหนังสือลักษณะไทย เล่ม 3 ศิลปะการแสดง จัดพิมพ์โดย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พ.ศ.2551 หน้า 50]

ลายเส้นถอดแบบจากภาพถ่ายลายสลัก “เสียมกุก” บนระเบียงปราสาทนครวัด (กัมพูชา) โดย คงศักดิ์ กุลกลางดอน อาจารย์คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ก่อน พ.ศ.2557)

“เสียมกุก” ชื่อขบวนแห่เกียรติยศของชาวสยามดั้งเดิม (ซึ่งเป็นเครือญาติใกล้ชิดของกษัตริย์กัมพูชา) อยู่นำหน้าขบวนแห่ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรเมืองพระนคร (มากกว่า 900 ปีมาแล้ว) เรือน พ.ศ.1650
(ในภาพ) เจ้านายและไพร่พลนุ่งผ้าผืนเดียวเหมือนโสร่ง (ไม่นุ่งถลกแบบเขมร) เป็นเครื่องแต่งตัวตามประเพณีในพิธีกรรมสำคัญ (ไม่แต่งในชีวิตประจำวัน)
เขมรเรียก “เสียมกุก” ภาษาไทยอ่านว่า “สยามกก” หมายถึงสยามดั้งเดิม ซึ่งเป็นลูกผสมหลายชาติพันธุ์ พูดภาษาไท-ไต-ไทย-ลาว [คำว่ากก แปลว่าต้นตระกูล, รากเหง้า, ดั้งเดิม, เริ่มแรก (เช่น ลูกผู้เกิดทีแรกเรียก “ลูกกก”)]
สยามกก คือชาวสยามดั้งเดิมเริ่มแรกที่รวมตัวเป็นรัฐ มีศูนย์กลางอำนาจอยู่เมืองเสมา (ศรีจนาศะ) อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา บริเวณลำตะคอง ลุ่มน้ำมูล มีเครือญาติถึงลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำโขง
ชาวสยามลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล มีเครือญาติและเครือข่ายแผ่ไปลุ่มน้ำป่าสัก-ลพบุรี ถึงลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง จากนั้นร่วมกันสถาปนาเมืองอโยธยา ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เริ่มเรียกตนเองว่าไทย เป็นบรรพชนคนไทยปัจจุบัน