หน้าแรก ประชาชื่น ไฮนา ลู คณะท...

ไฮนา ลู คณะทำงานแห่งสหประชาชาติฯ เปิดถ้อยแถลง ‘ไทยอยู่ในจังหวะสำคัญ ก้าวสู่แบบอย่างความเท่าเทียมทางเพศ’

5.01.25 | 11:24 น.

ไฮนา ลู
คณะทำงานแห่งสหประชาชาติฯ เปิดถ้อยแถลง
‘ไทยอยู่ในจังหวะสำคัญ ก้าวสู่แบบอย่างความเท่าเทียมทางเพศ’

เพิ่งเข้าสู่ปี 2025 เพียงไม่กี่วัน

ขณะที่สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนไทย ยังมีประเด็นหลากหลายชวนให้จับตา

ย้อนไปในช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิง (WGDAWG) เปิดถ้อยแถลงภายหลังการมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรกจำนวน 12 วันตามคำเชิญของรัฐบาล ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ ชั้น 4 ห้อง Studio R6

นำโดย ไฮนา ลู (Haina Lu) ร่วมด้วย อิวาน่า คริสติค (Ivana Krstic) ตัวแทนสมาชิกคณะทำงานแห่งสหประชาชาติฯ ซึ่งประเมินความคืบหน้าและข้อท้าทายในการบรรลุความเท่าเทียมทางเพศและขจัดการเลือกปฏิบัติ รวมถึงพิจารณาหลายแง่มุมของชีวิตผู้หญิงและเด็กผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เผชิญรูปแบบการเลือกปฏิบัติที่ทับซ้อนแตกต่างกันไป ซึ่งมีการหารือทั้งในกรุงเทพมหานคร, แม่สอด, เชียงใหม่ และหาดใหญ่ อีกทั้งพบปะเจ้าหน้าที่รัฐทั้งในระดับท้องถิ่นและประเทศ ผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคม หน่วยงานสหประชาชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้อง

Advertisement

“ไทยได้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับยูเอ็น และหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน ขอบคุณรัฐบาลไทยที่เชิญมาร่วมงานนี้ และยังมีงานอีกไม่น้อยที่ต้องประสานกันต่อไป

“12 วันนี้ เต็มไปด้วยการประชุมกับหลากหลายหน่วยงานรัฐ เป็นสัญญาณที่ดีในการที่รัฐบาลกำลังมุ่งมั่นในเรื่องนี้” ไฮนา ลูเผย

มิถุนายนปีนี้คือห้วงเวลาที่คณะทำงานจะนำเสนอรายงานฉบับเต็มของการเยือนประเทศไทยต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) สมัยที่ 59

สำหรับสาระสำคัญของรายงานระบุว่า ไทยอยู่ในจังหวะสำคัญที่จะก้าวเป็นแบบอย่างของความเท่าเทียมทางเพศในภูมิภาค โดยออกแถลงการณ์ชื่นชมที่มีความก้าวหน้าด้านสิทธิผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ทั้งด้านกฎหมายและในเชิงสถาบันต่างๆ โดยเฉพาะการศึกษา สาธารณสุข และการจ้างงาน อย่างไรก็ดี ยังมีความกังวลต่อช่องว่างที่สำคัญในการบังคับใช้นโยบาย ซึ่งขัดขวางการบรรลุความเสมอภาค โดยเสนอแนะว่า กลไกขับเคลื่อนเรื่องผู้หญิงระดับชาติ ควรได้รับการสนับสนุนทางการเงิน รวมถึงบุคลากร ซึ่งการจัดสรรงบประมาณที่คำนึงถึงมิติทางเพศ ยังเป็นหนึ่งในคำมั่นที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

ต่อไปนี้คือถ้อยคำจากการแถลงโดย ไฮนา ลู ผู้เน้นย้ำว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น โดยจะยังเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ จนถึงปลายเดือน ก.พ.2568 เพื่อออกเป็นรายงานฉบับเต็ม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงานประจำปีที่จะนำเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติต่อไป

ชื่นชมไทย ประกาศกฎหมาย
‘สมรสเท่าเทียม’ ประเทศแรกในเอเชีย

ในรอบนี้เราได้รับเชิญจากรัฐบาลไทย เพื่อเข้ามาศึกษาประเทศไทย ซึ่งเป็นการเดินทาง 12 วัน ที่เราได้พบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลายมาก ทั้งในกรุงเทพฯ, เชียงใหม่ แม่สอด, หาดใหญ่ ทั้งโรงเรียน ศูนย์เรียนรู้ของผู้พลัดถิ่น รวมถึงศูนย์บริการประชาชน (ศูนย์พึ่งได้), ทัณฑสถานสตรี 2 แห่ง, สถานกักกันต่างด้าว, ศูนย์ดูแลเด็กที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ซึ่งเราอยากแสดงความขอบคุณที่รัฐบาลไทยได้เชิญเรามาเยี่ยมเยียนและศึกษาสถานการณ์ด้านสิทธิของผู้หญิงในครั้งนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยอำนวยให้เราทำการศึกษาได้อย่างราบรื่น

สิ่งที่เราได้พบค้นพบโดยทั่วไป ต้องขอแสดงความชื่นชมรัฐบาลไทย ที่ได้ดำเนินการทั้งในแง่กฎหมาย และผลักดันเรื่องสิทธิสตรีและความเท่าเทียมทางเพศ ต้องขอชื่นชมที่ไทยเริ่มประกาศใช้ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย ที่ทำให้การแต่งงานกับเพศเดียวกันนั้น เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย โดยต้องมีการอบรมเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้มั่นใจว่า พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมฉบับนี้ จะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนะรัฐบาลเร่งผลักดันกระบวนการ
‘ให้สถานะทางสัญชาติ’ เร็วขึ้น

นอกจากนี้ ยังขอชื่นชมคณะรัฐมนตรีไทย ที่เพิ่งอนุมัติระบบขอสัญชาติอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยให้คนกว่า 1 ล้านคน ที่พลัดถิ่นได้รับประโยชน์ โดยจากการศึกษาประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิงและเด็กผู้หญิงนั้น ก็พบว่ามักเกี่ยวข้องกับปัญหาการไร้สถานะทางสัญชาติ ซึ่งตอกย้ำว่ารัฐบาลไทยอาจจะต้องเร่งผลักดันกระบวนการให้สถานะทางสัญชาติที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

เราสังเกตเห็นว่ามีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง เช่น พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. … พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเด็ก รวมถึงมีการทบทวนแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 โดยอยากสนับสนุนให้รัฐบาลไทยใช้โอกาสนี้ ในการอัพเดตกฎหมายให้เป็นไปในทางเดียวกันกับในระดับสากล

ต้องชื่นชมรัฐบาลไทยที่เข้ามาเป็นหนึ่งในภาคีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเรามีเป้าหมายในปี 2025-2027 ที่จะผลักดันให้รัฐบาลไทย เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในเอเชีย

‘น่าเสียดาย’ ถอนมาตรา 22
คุ้มครองเด็กผู้ลี้ภัย ‘เชื่อว่าไทยทำได้ดีกว่านี้’

ต้องชื่นชมที่ไทยได้ตอบรับสนธิสัญญาและอนุสัญญา ILO รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานต่างๆ แต่น่าเสียดายที่ไทยมีการขอถอนมาตรา 22 ที่ครอบคลุมในเรื่องการคุ้มครองเด็กผู้ลี้ภัย เชื่อว่าไทยทำได้ดีกว่านี้และเราอยากเห็นการดำเนินการที่แท้จริง เราอยากให้รัฐบาลไทย ตอบรับอนุสัญญาและสนธิสัญญาต่างๆ ที่ดูเรื่องเด็กผู้หญิงและผู้หญิง เช่นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติและสมาชิกในครอบครัว ค.ศ.1990 หรือการขจัดสิ้นการล่วงละเมิด และความรุนแรงในที่ทำงาน และอีกมากมาย โดยเฉพาะอนุสัญญาวว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย 1951 ที่เกี่ยวกับคนเปราะบางและผู้หญิงที่เป็นเป้าหมาย

กังวลใจมาตรา 17 ย่อหน้า 2
ห่วงเด็ก-สตรีภาคใต้ ‘ไม่อยู่ในความคุ้มครอง’

ขอแสดงความยินดีกับไทยที่ในปี 2017 ได้มีมาตรา 71 (วรรค 3) เพิ่มขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นในการดำเนินการตามวาระที่เกี่ยวข้อง การพิจารณาถึงเพศสภาวะ เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการส่งสารออกไปอย่างชัดเจนว่าจะทำให้งบประมาณ ถูกจัดสรรไหลเวียนไปยังหน่วยงานและท้องถิ่นจริงๆ

เราต้องชื่นชมแนวทางปฏิบัติ ที่ไทยตั้งขึ้นเพื่อผลักดันความเท่าเทียมทางเพศ เช่น การตั้งคณะทำงานต่อต้านการกระทำที่เป็นการเหยียดเพศ แต่เราก็มีข้อกังวลใจอยู่บ้าง ในมาตรา 17 ย่อหน้า 2 ของ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 ที่มีข้อยกเว้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศาสนาและความมั่นคงของชาติ ทำให้เด็กและผู้หญิงโดยเฉพาะในภาคใต้ จะไม่อยู่ในความคุ้มครองของกฎหมาย ซึ่งเราขอให้รัฐบาลลบมาตรานี้ออกไป แต่ก็ต้องชื่นชมที่ผลักดัน พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งครอบคลุมไปถึงความคุ้มครองกลุ่ม LGBTQ ด้วย

นักการเมืองหญิงยังตกเป็นเป้า
ผู้พิพากษาสตรี ‘สัดส่วนค่อนข้างน้อย’

ในมิติชีวิตสาธารณะและการเมือง เราเริ่มเห็นผู้แทนที่เป็นสตรีในรัฐสภามากขึ้น แต่ยังเล็งเห็นในบางส่วน สัดส่วนของสตรียังไม่เพียงพอ เช่น หน่วยงานด้านการบริหารประเทศสถาบันต่างๆ และหน่วยงานทั้งในระดับท้องถิ่น ดังนั้น ควรมีระบบโควต้าอย่างเป็นทางการเพื่อผลักดันบทบาทสตรี นอกจากนั้น นักการเมืองหญิงยังตกเป็นเป้าหมายของการล่วงละเมิด จึงอยากให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้เช่นกัน

ในด้านตุลาการ กระบวนการยุติธรรม สัดส่วนผู้พิพากษาผู้หญิงยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย นอกจากนี้ ผู้หญิงไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ แต่ก็มีหนทางอื่นที่จะก้าวหน้าในสายอาชีพตำรวจได้ เช่น ผ่านใบปริญญาอื่นๆ แต่ก็ยังเป็นการเลือกปฏิบัติ จึงอยากให้รัฐบาลยกเลิกข้อห้ามที่ไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปเรียนในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

ภาคประชาสังคม ‘แอ๊กทีฟมาก’
แต่เจอ ‘ฟ้องปิดปาก’ เพียบ

ในประเด็นผู้หญิงและเด็กผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนนั้น ไทยมีภาคประชาสังคม ที่มีความแอ๊กทีฟมาก แต่นักปกป้องสิทธิเด็กและสตรี มักจะเจอความรุนแรง ทั้งในโลกออนไลน์และความจริงโดยเจ้าพนักงานรัฐ ซึ่งอีกปัญหาสำคัญ คือการดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิ ที่เป็นเด็กและผู้หญิง ซึ่งในไทยมีกว่า 470 คดี ที่เคารพเรียกร้องประชาธิปไตยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563

ขณะเดียวกัน เราก็มีการหยิบยกประเด็น การฟ้องปิดปาก (SLAPP) ซึ่งมักเกิดขึ้นกับนักสิทธิฯผู้หญิง ฟ้องโดยบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ รวมถึงรัฐเอง ซึ่งจะสร้างผลเสียมหาศาล การดำเนินคดีรูปแบบนี้นอกจากใช้เวลานาน ยังต้องใช้เงินมาก ซึ่งส่งผลร้ายแรงไม่เพียงผู้ถูกฟ้อง แต่ยังรวมถึงครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เราจึงอยากให้รัฐบาลดำเนินการกฎหมายใหม่ที่กำลังร่าง จะต้องไม่ก่อให้เกิดภาระเพิ่มเติม ในการจัดตั้งองค์กรภาคประชาสังคมขึ้นมาใหม่

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ‘ยกระดับ’
แต่ยังเห็น ‘ช่องว่าง’ ในทางปฏิบัติ

เรายินดีที่ได้เห็น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2562 (ฉบับที่ 7) ที่มีการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครอง และนโยบายที่ออกมาเพื่อคุ้มครองแรงงานซึ่งทำงานที่บ้าน แต่ยังเห็นช่องว่างในทางปฏิบัติ อยากให้รัฐบาล ทุ่มการฝึกอบรม เพื่อให้กฎหมายถูกนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับกรณีผู้หญิงที่ทำงานนอกระบบอยากให้มีมาตรฐานมากกว่านี้ ในการผลักดันเข้าสู่ระบบ และเพิ่มความคุ้มครองในระบบด้วย รวมถึงช่วยเพิ่มทรัพยากร สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ SME ทั้งขนาดเล็กและกลาง รวมถึงต้องให้รัฐบาล สถานที่ทำงาน ส่งเสริมผู้พิการ โดยมีการดูแลที่เหมาะสม

นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลจัดสรรทรัพยากรเพื่อช่วยแก้ปัญหาจากประเด็นสังคมสูงวัย และภาระที่จะตามมา เพราะได้รับผลกระทบจากการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงทรัพยากร เพื่อความเท่าเทียมสำหรับผู้ที่ต้องแบกรับภาระดูแลผู้สูงวัย

อยากให้เพิ่มวันลาคลอดสำหรับสามี ที่จากเดิมลาได้แล้ว 14 วัน แต่ยังเป็นจำนวนวันที่จำกัดและเป็นการปฏิบัติในภาครัฐ อยากให้เอกชนนำไปปฏิบัติด้วย

สายวิทย์-ดิจิทัล หญิงน้อยกว่าชาย
แนะรัฐส่งเสริม

ในด้านการศึกษา เราต้องขอชื่นชมรัฐบาลที่ค่อนข้างเสนอโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมทุกเพศ แต่ในทางกลับกันเรายังเห็นประเด็นที่ผู้หญิงและเด็กผู้หญิง อยู่ในสัดส่วนที่เป็นสายวิทยาศาสตร์ และดิจิทัลน้อยกว่าผู้ชาย ซึ่งอยากให้ส่งเสริมมากขึ้น นอกจากนี้ ยังรวมถึงการดูแลเด็กที่มีภาวะพิการที่สามารถดูแลดีกว่านี้ได้

ช่องโหว่กฎหมายแพ่ง-อาญา
ประเด็นหย่า ‘ค่อนข้างเลือกปฏิบัติ’

ส่วนเรื่องชีวิตครอบครัวและการดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรม ไทยได้ผ่าน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ที่ยกระดับอายุแต่งงานขั้นต่ำ คือ 18 ปี แต่ยังมีข้อกังวลใจ คือข้อปฏิบัติเรื่องแต่งงานกับเด็กผู้หญิงที่ในภาคใต้ ที่ยังมีข้อยกเว้น กำหนดไว้อยู่

ในเรื่องการหย่าภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ทั้งหญิงและชายมีสิทธิเท่าเทียมในการหย่า อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการเราพบช่องโหว่ทั้งในกฎหมายแพ่งและอาญาที่ค่อนข้างเลือกปฏิบัติ เช่น ผู้หญิงห้ามแต่งงานใหม่หลังสามีเสียชีวิต 310 วัน

ปลื้มลดตั้งครรภ์วัยรุ่น 50%
แต่ทำแท้งยังถูก ‘ตีตรา’
แนะทุ่มทรัพยากรเข้าถึงอย่างปลอดภัย

ส่วนเรื่องสาธารณสุขในภาพรวมอยากชื่นชมไทยในด้านการให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงโครงการประกันสังคมที่หลากหลาย แต่ยังมีความท้าทายในด้านการเข้าถึงของกลุ่มเปราะบาง

เราชื่นชมที่ไทยสามารถลดอัตราการท้องในวัยรุ่นได้ถึง 50% แต่ขณะเดียวกัน ยังขาดการเข้าถึงการทำแท้งที่ปลอดภัย เพราะต้นทุนสูงในการให้บริการทางการแพทย์ นอกจากนั้น คือปัญหาการตีตราการทำแท้ง รวมถึงผู้ให้บริการปฏิเสธให้บริการ จึงอยากให้รัฐบาลทุ่มเททรัพยากรให้มากขึ้น เพื่อเข้าถึงอย่างถูกกฎหมายและปลอดภัย เช่น จัดโครงการอบรมและส่งเสริมสร้างความตระหนักเกี่ยวกับทางเลือกที่ปลอดภัย

อัตราผู้หญิง ‘ติดยา’ เพิ่มสูง
สถานบำบัดขาดงบ

เราขอแสดงความกังวลใจต่ออัตราการติดยาเสพติดในกลุ่มผู้หญิงที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น สถานบำบัดหลายแห่งยังคงขาดแคลนงบประมาณ และมีผู้เข้าใช้บริการเกินขีดความสามารถรองรับ

แม้ขณะทำงานจะรู้สึกยินดีที่ไทยมุ่งให้การรักษาและยาต้านไวรัส (ARV) แก่ผู้ติดเชื้อ HIV แต่ผู้เข้ารับบริการยังคงประสบปัญหาถูกตีตรา เราจึงได้แนะนำให้รัฐบาลเพิ่มคุณภาพและการเข้าถึงการรักษา ป้องกัน รวมถึงเข้าถึงการให้บริการสำหรับผู้ที่มีเชื้อ HIV และในงาน Sex workers

ร้องขอข้อมูลจากรัฐ
ปม‘ขลิบอวัยวะเพศหญิง’ ในไทย
อันตรายทั้งกาย-ใจ

ในเรื่องรายละเอียดของการขลิบอวัยวะเพศหญิงในไทย อาจจะแชร์ตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ แต่เราได้ร้องขอข้อมูลจากรัฐบาลด้วยแล้ว คาดว่ากระบวนการรวบรวมข้อมูลน่าจะยาวไปถึงปลายเดือน ก.พ.2568 เป็นข้อกังวลอย่างมากที่เราไม่มีตัวเลขตรงนี้ เพราะไม่รู้ว่ารุนแรงหรือมากแค่ไหน แต่มันก่อให้เกิดความอันตรายทั้งในเชิงสุขภาพและจิตใจ

อยากให้รัฐบาลรวบรวมข้อมูล ไปพูดคุยกับผู้นำศาสนา ว่าจะมีการป้องกันอย่างไรได้บ้าง ซึ่งเราก็หวังว่าจะได้รับข้อมูลจากรัฐบาลไทยมากกว่านี้สำหรับไฟนอลรีพอร์ต ซึ่งเมื่อมีการเปิดข้อมูลแล้วสามารถไปดูในเว็บไซต์ของเราได้

ความรุนแรง เหยื่อค้ามนุษย์
Sex workers ข้อกังวลหลัก
‘ขอย้ำอีกครั้งให้รัฐบาลไทยจัดการปัญหา’

ข้อกังวลที่ใหญ่ที่สุด คือเราอยากเห็นว่ามีการจ่ายงบประมาณที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิสตรี แล้วจะนำไปสู่การปฏิบัติจริง โดยอิงกับสภาวะความแตกต่างทางเพศ ซึ่งมีความรุนแรงทางเพศที่ยังพบอีกมากโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง รวมถึงเด็กที่เป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์และการไร้สัญชาติ ทั้งในค่ายผู้ลี้ภัย รวมถึง Sex workers คือข้อกังวลหลัก เราขอย้ำอีกครั้งให้รัฐบาลไทยไปจัดการกับปัญหาต่างๆ เหล่านี้

ความจริงเราพูดถึงความรุนแรงในโลกออนไลน์ด้วย ในนักการเมืองที่เป็นผู้หญิง ต้องยอมรับว่าการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเป็นไปได้ยาก เป็นความท้าทายที่เรียกว่าเผชิญอยู่แทบจะทุกประเทศ ซึ่งเราได้ร้องขอรัฐบาลไทยให้จัดสรรงบประมาณดำเนินการในส่วนนี้มากขึ้นแล้วด้วย

กลไกใต้อำนาจ ‘นายกฯหญิง’ คนที่ 2 ของไทย
ยูเอ็นหวัง ‘แบบอย่างที่ดีในเอเชีย’

สำหรับเป้าหมายของเราคือต้องการให้รัฐบาลไทยเห็นความสำคัญด้านสิทธิผู้หญิง ด้วยความเป็นแม่เราน่าจะใช้โอกาสนี้ในการใช้กลไกอะไรก็ตามภายใต้อำนาจของเธอแก้ใขปัญหาที่เราหยิบยกขึ้นมา

เป็นความคาดหวังกับรัฐบาลที่มีนายกฯหญิง ไทยน่าจะดำเนินการเพิ่มอีกเล็กน้อย เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีในภูมิภาคเอเชีย

อธิษฐาน จันทร์กลม