วันกำฟ้า สู่ขวัญข้าว
“แม่โพสพ” อาหารโลก
สู่ขวัญแม่โพสพมีทุกปีในเดือน 3 (จันทรคติ) เพื่อขอขมาด้วยสำนึกในพระคุณที่บันดาลข้าวปลาอาหารเลี้ยงชีวิตมนุษย์
ปีนี้พิธีสู่ขวัญข้าว “แม่โพสพ” อาหารโลก มีวันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2568 (ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 จันทรคติ) ในท้องถิ่นเรียก “วันกำฟ้า” สู่ขวัญข้าว หรือสู่ขวัญแม่โพสพ, ทำขวัญวัวควาย, รวมทั้งทำขวัญเครื่องมือทำนา เช่น ไถ, เกวียน เป็นต้น
แม่โพสพเป็นเทวีข้าว หมายถึงเทวดาเพศหญิงผู้ให้กำเนิดข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยและของคนจำนวนมากในโลก ด้วยเหตุนี้คนในไทยสมัยก่อนถูกกล่อมเกลาให้นึกถึงพระคุณของแม่โพสพด้วยการยกมือไหว้ทั้งก่อนกินข้าวและหลังกินข้าว ดังนั้น แม่โพสพเป็นที่รับรู้อยู่ในความทรงจำมายาวนานมากของคนหลายกลุ่มทั้งชาวนาและ “ไม่ชาวนา” ที่กินข้าวเป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวัน
แม่โพสพไม่มีตัวตนจริง แต่เป็นเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อ โดยเริ่มจากความเชื่อทางศาสนาผี อีกนานต่อมาชนชั้นนำรัฐจารีตทำความเชื่อทางศาสนาผีให้ผสมกลมกลืนกับศาสนาพราหมณ์–ฮินดู และท้ายที่สุดผลักเข้าศาสนาพุทธ
พิธีสู่ขวัญสถาปนาแม่โพสพเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว เป็นนาฏกรรมแห่งรัฐที่โอ่อ่าสนุกสนานอลังการ ถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญหลักฐานวิชาการแล้วสร้างสรรค์ใหม่ให้เป็น “แม่โพสพเฟสติวัล” จะส่งผลดีหลายอย่าง ทั้งทางการศึกษา “นอกระบบ” ตามอัธยาศัย และทางการตลาดข้าวปลาอาหารไทย–อาหารโลก ฯลฯ

แม่ข้าวใน “นาตาแฮก” เป็นพิธีกรรมก่อนลงมือทำนาจริงของชุมชนเกษตรกรรมเริ่มแรกมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว เป็นรากเหง้าการทำนาปลูกข้าวเป็นอาหารโลกทุกวันนี้ ที่รัฐบาลไทยต้องมีคณะทำงานลุ่มลึกศึกษาประวัติความเป็นมาอย่างมีหลักฐาน (ซึ่งมีมาก)
[ลายเส้นของกรมศิลปากร โดย พเยาว์ เข็มนาค คัดลอกจากภาพเขียนที่ผาหมอนน้อย อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี]
สู่ขวัญข้าว
ขนข้าวเปลือกขึ้นยุ้งฉางหรือเล้าข้าว เชิญ “แม่ขวัญข้าว” ขึ้นยุ้งฉาง ทำพิธีสู่ขวัญข้าว เพื่อความมั่นคงทางอาหาร
[ก่อนสู่ขวัญข้าวเซ่นผีแถน ชาวนาไม่กินข้าวใหม่ที่เพิ่งได้มา แต่ต้องรอหลังทำขวัญข้าวจึงเอาข้าวใหม่ไปหุงกินได้]
ข้าวที่ต้องสู่ขวัญรวมอยู่ในที่เก็บรักษา เช่น ยุ้ง, เล้า หรืออาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านเรือนที่จัดไว้โดยเฉพาะก็ได้ ข้าวเหล่านั้นมี 3 ส่วน จัดที่ทางไว้ไม่ปนกัน ได้แก่ แม่ข้าว, พันธุ์ข้าวปลูก, ข้าวกิน ดังนี้
(1.) แม่ข้าว คือ รวงข้าวตกที่เก็บรักษาไว้เซ่นวักตั้งแต่วันเกี่ยวข้าว แล้วถูกเชิญเป็นประธานในลานนวดข้าว
(2.) พันธุ์ข้าวปลูก หมายถึง เมล็ดข้าวเปลือกที่คัดส่วนดีที่สุดไว้จำนวนตามต้องการจากข้าวชุดแรกที่ลานนวดข้าว สำหรับเป็นพันธุ์ข้าวใช้ปลูกในปีต่อไป
(3.) ข้าวกิน คือ ข้าวเปลือกทั้งหมดได้จากนวดข้าวเก็บไว้กินตลอดปี
ข้าวเปลือกชุดแรก ใส่ครกตำเอาเปลือกออกเป็นข้าวสารเหนียว หุงในกระบอกเรียก “ข้าวหลาม”
เซ่นผีฟ้าด้วยข้าวหลาม เรียก “ข้าวขวัญ” หรือ “บายสี” [บาย แปลว่า ข้าวสุก (เป็นภาษาเขมร) สี มาจาก สรฺี (เสร๎ย) ภาษาเขมรแปลว่า สตรี หมายถึงข้าวของแม่ข้าว ต่อมาเรียกบายศรี]
เมื่อเสร็จจากสู่ขวัญข้าว ต้องแบ่งข้าวชุดแรกที่ผ่านพิธีทำขวัญไปตำซ้อมเป็นข้าวกล้องแล้วหุงด้วยวิธีดั้งเดิมเริ่มแรกเพื่อเซ่นผีฟ้าผีแถน คือหุงในกระบอกไผ่เผาไฟให้สุก (ปัจจุบันเรียกข้าวหลาม) บางทีเอาข้าวหลามไป “จี่” เผาไฟไหม้เกรียม มีกลิ่นหอมเรียกข้าวจี่
[หลังรับพุทธศาสนาจากอินเดีย พิธีทำขวัญวันกำฟ้าแล้วเผาข้าวหลามทำข้าวจี่ ก็ถูกปรับเปลี่ยนเข้ากับประเพณีทำบุญของชาวพุทธ]

สู่ขวัญ (พร้อมสู่ขวัญควาย และสู่ขวัญเกวียน) วันกำฟ้า ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี
[ภาพหมอขวัญกำลังสู่ขวัญข้าวที่วัดใหม่ดงกระทงยาม ต. ดงกระทงยาม อ. ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี (มีนาคม 2566)]

ข้าวหลามเซ่นผีฟ้า
กรอกข้าวเหนียวใส่กระบอกไม้ไผ่ก่อนนำไปเผาไฟเป็นข้าวหลาม
บุญข้าวหลาม เดือน 3 ยุคก่อนๆ หนาวมาก ต้องอาศัยผิงไฟแก้หนาวจากกองไฟเผาข้าวหลามตอนกลางคืนและตอนเช้า ดังเห็นเด็กๆ ในภาพนี้ที่ จ. กาฬสินธุ์ เมื่อ 7 มกราคม 2555 (จาก ห้องสมุดภาพมติชน)
“แม่โพสพ” ชื่อใหม่ของแม่ข้าวในลัทธิเทวราช
คำว่า “แม่โพสพ” พบเก่าสุดก่อนสมัยอยุธยา ในพระไอยการเบ็ดเสร็จ พ.ศ. 1884
ชื่อดั้งเดิมของแม่โพสพ คือ แม่ข้าว เป็นชื่อเฮี้ยนในศาสนาผี หมายถึง ผีขวัญบรรพชนต้นโคตรของข้าว ครั้นหลังรับวัฒนธรรมอินเดียแม่ข้าวถูกเรียกว่าแม่โพสพ ซึ่งเท่ากับเจ้าแม่ข้าวได้รับยกย่องเป็นเทวีข้าวและความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ เพราะข้าวในสมัยดั้งเดิมเป็นสิ่งแสดงความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ที่ได้จากดินและน้ำ
“แม่โพสพ” เป็นคำกลายจาก “พระไพศพ” มาจากคำภาษาสันสกฤตว่าไพศฺรพณะ (ไวศฺรวณะ) ตรงกับคำภาษาบาลีว่าเวสฺสวณฺ แต่ในไทยเรียก 2 ชื่อ คือ ท้าวเวสสุวรรณ กับ ท้าวกุเวร
“พระไพศพ” ต่อมาถูกเรียกว่า “แม่โพสพ”
แม่โพสพ คือแม่ข้าวที่ได้รับยกย่องเป็นเทวีข้าว มีความหมายโดยรวมว่าหญิงเป็นใหญ่มีอำนาจทั้งน้ำและดิน สามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาข้าวปลาอาหารและโชคลาภทั้งปวง ต่อมาถูกเรียกแม่ศรีตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์–ฮินดู แล้วอยู่ในความเชื่อและความทรงจำสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน ส่วนแม่ข้าวถูกลืมจนไม่มีใครรู้จักอีกแล้ว
[แม่โพสพ ตามจินตนาการของสังคมไทยเมื่อ 76 ปีที่แล้ว ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ในยุคนี้และเปลี่ยนได้อีกยุคต่อไป ลายเส้นจากบทความเรื่อง “แม่โพสพ” ของ เสฐียรโกเศศ ใน ศิลปากร นิตยสารของกรมศิลปากร ปีที่ 3 เล่ม 1 (มิถุนายน 2492) หน้า 76-84]
แม่โพสพมีความเป็นมาอย่างสรุปย่อๆ ดังนี้
1. แม่ข้าวเป็นความเชื่อทางศาสนาผีหลายพันปีมาแล้ว หมายถึงอำนาจเหนือธรรมชาติที่ให้กำเนิดข้าว และเป็นผีสิงในข้าวที่มนุษย์กินเป็นอาหารหลัก
[ข้อมูลเบื้องต้นพบในบทความเรื่อง แม่โพสพ ของ เสฐียรโกเศศ พิมพ์ในนิตยสารศิลปากร ของกรมศิลปากร ปีที่ 3 เล่มที่ 1 (มิถุนายน พ.ศ. 2492) หน้า 76-84]
ดังนั้นเมื่อมนุษย์เก็บเกี่ยวได้ข้าวเปลือกไว้กิน จึงมีพิธี ดังนี้
สู่ขวัญข้าว เพื่อขอขมาที่ได้ล่วงล้ำก้ำเกินเมื่อเกี่ยวข้าวทำให้ต้นข้าวถูกเคียวเกี่ยวขาด แล้วแม่ข้าวล้มตาย
เซ่นผีฟ้า ด้วยการหุงข้าวชุดแรกในกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งยกย่องเป็น “ข้าวขวัญ” เพื่อเซ่นผีฟ้า (ปัจจุบันเรียก “ข้าวหลาม”) หลังจากนั้นมนุษย์จึงเอาข้าวชุดที่เก็บไว้ไปหุงกินได้ (ถ้ายังไม่ส่ง “ข้าวขวัญ” เซ่นผีฟ้าก็ยังเอาข้าวที่เก็บไว้ไปหุงกินไม่ได้)
[หุงข้าวด้วยกระบอกไม้ไผ่เป็นเทคโนโลยีเก่าสุดของการหุงข้าว ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงเวลาหลายพันปีมาแล้ว (ก่อนประวัติศาสตร์) และยังทำสืบเนื่องจนปัจจุบัน]
2. หลังรับศาสนาพราหมณ์–ฮินดู จากอินเดีย ชนชั้นนำของรัฐจารีตแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีพิธีทำขวัญสถาปนาแม่ข้าว (ศาสนาผี) เป็นแม่โพสพ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
แม่ข้าว คือรวงข้าวที่ได้จากการเกี่ยวข้าวครั้งแรก (แล้วเก็บรวงข้าวพิเศษไว้เป็นตัวแทนของแม่ข้าว) ถูกเชิญออกแห่ไปทำพิธีเผาตามประเพณีฮินดูจากอินเดีย
เผาข้าว หมายถึงเผาแม่ข้าว (คือ เผารวงข้าว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแม่ข้าว) เป็นพิธีส่งขวัญแม่ข้าวขึ้นฟ้า ไปรวมพลังกับเทวะ (ตามคติจากอินเดีย) บนฟ้า แล้วคอยปกป้องดูแลข้าวกล้าในนาให้มีความอุดมสมบูรณ์ได้ผลดีเป็นอาหารเลี้ยงมนุษย์
พิธีสถาปนาแม่โพสพ มีเผาข้าว หมายถึงจุดไฟเผาซังข้าวแห้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแม่ข้าว ในกฎมณเฑียรบาลเรียก “พิธีธานย์เทาะห์” (เป็นภาษามอญ แปลว่าเผาข้าว) น่าเชื่อว่ามีต้นแบบจากพิธี “โหลี” (เทศกาลสาดสีฉลองฤดูเริ่มการเพาะปลูก) ในอินเดีย
นาฏกรรมแห่งรัฐ
ธานย์เทาะห์ เผาข้าว เท่าที่พบร่องรอยจากเอกสารหลายเล่มสรุปพิธีกรรมได้ 3 ขั้นตอน คือ ทำขวัญข้าว, เผาข้าว, เสี่ยงทาย
(1.) ทำขวัญข้าว หมอขวัญ คือ “อาจารย์” (เอกสารทวาทศมาสไม่เรียก พราหมณ์ หรือ ทวิช) เริ่มพิธีทำขวัญข้าวด้วยการขับลำคำคล้องจองสู่ขวัญแม่ข้าวพร้อมประพรมน้ำหอมดอกไม้ เรียก “สุคนธมาลา” แก่ “พนมรวง” หรือ “พนมข้าว” (คือ พนมรวงข้าวหมายถึงรวงข้าวที่มัดรวมเป็นพุ่มหรือฟ่อน มีเมล็ดข้าวติดรวงเป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของแม่ข้าว) มีบอกในทวาทศมาสโคลงดั้น (บท 204) ว่า
“อาจารย์รังเริ่มตั้ง พนมรวง แม่ฮา
ถวายสุคนธมาลา เรียบร้อย”
(2.) เผาข้าว แห่พนมรวงข้าวไปลานเผาข้าว (หลังเสร็จทำขวัญข้าว) เพื่อทำพิธีเผาข้าว เรียกในทวาทศมาสว่า “ส่งโพศพ” หมายถึง ส่งพระไพศพราชขึ้นฟ้าด้วยการ เผาศพ
ตำราพระราชพิธีเก่าและตำราทวาทศพิธีจดไว้ว่าขุนนางผู้ใหญ่เชื้อสายพราหมณ์แห่พนมรวงข้าว (สมมุติเป็นฉัตร) มีประธาน 1 พนม และบริวาร 8 พนม เมื่อพร้อมแล้วให้ตระกูลพราหมณ์เป็นใหญ่จุดไฟเผาฉัตรรวงข้าวประธานขึ้นก่อน แล้วตามด้วยเผาฉัตรรวงข้าวบริวารทั้ง 8
ทวาทศมาสโคลงดั้น (บท 204 และ 211) พรรณนาพิธีเผาข้าวว่าขบวนแห่พนมรวงข้าวมีหมู่ฟ้อนร่อนรำเต็มแถวทาง ครั้นเสร็จพิธีเผาข้าวก็เท่ากับส่งพระไพศพขึ้นฟ้า แต่ไฟเผายังคุกรุ่นส่งแสงร้อนรุ่มผลาญไม้ใบข้างเคียง ดังนี้
“รัถยาบ่าวสาวพวง พาลแพละ กันนา
ตามส่งไพศพคล้อย คลาศคลา”
“เสร็จส่งไพศพสิ้น สารสุด
เพลิงฉี่ใบบัวบง เหี่ยวแห้ง”
(3.) เสี่ยงทาย ตำราพระราชพิธีเก่ากับตำราทวาทศพิธีบอกว่าเมื่อคณะตระกูลพราหมณ์จุดไฟเผาพนมรวงข้าวแล้วคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งขุนนางจัดไว้ให้ซ่อนซุ่มอยู่ในที่ไม่เปิดเผย ได้ขี่ควายกรูพร้อมกันออกไปแย่งชิงฉัตรรวงข้าว ชิงฉัตรรวงข้าวเป็นการละเล่นเสี่ยงทาย ถ้าเข้าชิงได้จากทิศใดจะมีคำทำนายฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่? อย่างไร?
[กิจกรรมนี้มีร่องรอยพบในคำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหอสมุดแห่งชาติ)]
เรื่องทิศทางเข้าชิงฉัตรแล้วมีคำทำนายเป็นกิจกรรมเสี่ยงทายที่พัฒนาจากความเชื่อวันกำฟ้าของชาวนาดั้งเดิมคอยฟังทิศทางเสียงฟ้าร้องแล้วมีคำทำนาย
การละเล่นเป็นมหรสพ พบร่องรอยสมัยหลังอยู่ในหนังสือนางนพมาศว่า “การมหรสพก็เล่นระเบงระบำ—นางกะอั้วผัวแทงควาย หกคะเมน ไต่ลวดลอดบ่วงรำแพนเสียงฆ้องกลองนี่สนั่นน่าบันเทิงใจ”
[กัมพูชามีเล่นหุ่น, โขน, มวยปล้ำ, รำกระบี่กระบอง, ดาบดั้ง เป็นต้น (พงศาวดารละแวก)]
พิธีธานย์เทาะห์ หรือเผาข้าว ไม่มีบันทึกลำดับขั้นตอนกิจกรรมต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนปลาย ส่วนเท่าที่มีอยู่ไม่สมบูรณ์และอ่านไม่ง่าย เข้าใจลำบาก บางทีจะเข้าใจคลาดเคลื่อนด้วยซ้ำ แต่ได้พยายามเทียบเคียงเอกสารเกี่ยวข้องหลายเล่ม รวมกับการคาดคะเนตามหลักฐานและร่องรอยเท่าที่ค้นได้ แล้วลำดับไว้โดยสรุปเท่านั้น
ดังนั้นทั้งหมดจึงไม่ถือเป็นยุติ และแก้ไขได้เมื่อพบหลักฐานเพิ่มหรือประสบการณ์เปลี่ยนไปทำให้แนวคิดไม่เหมือนเดิม
แม่โพสพ ขวัญของแม่ข้าวขึ้นฟ้ารวมพลังกับพระไพศพ (ซึ่งเป็นอีกนามหนึ่งของท้าวเวสสุวรรณ ที่เป็นเทวดาในศาสนาพราหมณ์–ฮินดู) ผู้บันดาลความมั่งมีศรีสุขและอุดมสมบูรณ์ จากนั้นถูกเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “แม่โพสพ” คือเทวีข้าว หรือเทพีแห่งข้าว
เริ่มแรก น่าจะมีในรัฐลุ่มน้ำเจ้าพระยาเมื่อแรกรับศาสนาจากอินเดีย เมื่อเรือน พ.ศ. 1000 (วัฒนธรรมทวารวดี) จากนั้นมีสืบเนื่องถึงรัฐอโยธยา (เมืองเก่า) และรัฐอยุธยา(เมืองใหม่) ซึ่งพบหลักฐานเป็นเอกสารหลายชุด
กำหนดการ พิธีสู่ขวัญแม่โพสพมีทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้ข้าวเปลือกครั้งแรก (ของฤดูการผลิต) ตรงกับเดือน 3 ทางจันทรคติ (ราวมกราคม–กุมภาพันธ์)
ปัจจุบันเหลือตกค้างในท้องถิ่นที่ประชาชนร่วมกันกำหนด วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันกำฟ้า ต้องมี “พิธีสู่ขวัญข้าว” (ปีนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2568)
ข้าวขวัญเซ่นผีฟ้า ปัจจุบันหมายถึงข้าวหลาม ถูกเลื่อนไปเผาข้าวหลามให้ตรงวันมาฆบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เรียกบุญข้าวหลาม ซึ่งเท่ากับทำความเชื่อผีให้เป็นพุทธ
อย่าผลีผลามโลภมาก
รัฐบาลต้องระมัดระวังการผลักดันกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นกระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจอย่างผลีผลามสุ่มเสี่ยง หรืออย่างปิดหูปิดตาเพราะโลภโดยไม่ศึกษาค้นคว้าความเป็นมาอย่างลึกซึ้งเข้มข้น หรือศึกษาค้นคว้าอย่างผิวเผิน “ผักชีโรยหน้า” หรือ “ลิงหลอกเจ้า” แล้วด่วนผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วยซอฟต์พาวเวอร์จากวัฒนธรรม
ทั้งนี้เพราะจะส่งผลเสียมหาศาลต่อการศึกษาทั้งระบบ ทำให้วิธีคิดไม่เป็นสากลจนถึงล้าหลัง ขณะเดียวกันก็อาจเป็น “ตราบาป” ให้รัฐบาลเป็นนิรันดร ดังหลักฐานตัวอย่างถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่ภูเขาอัลไต เป็นตราบาปของรัฐบาลสมัยนั้นตราบจนทุกวันนี้และต่อไปไม่รู้จบ

