ปรากฏการณ์จิ้นข้ามชาติ
จากวายญี่ปุ่นสู่วายไทย
จากวายไทยสู่วายโลก
เรื่องราวความสัมพันธ์ชายกับชาย (Boys Love)
เคยถูกนำเสนอผ่าน ‘นิยายวาย’ บนพื้นที่ใต้ดินมาก่อน อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคตั้งต้นที่นักเขียนแอบเขียน นักอ่านเสงี่ยมเจียมตัว ร้านค้าแอบวางขายในมุมอับอย่างขัดเขิน ต้องอาศัยการชี้เป้าบอกปากต่อปาก กรุยทางกันมายาวนาน จนเกิดปรากฏการณ์ ‘วายบูม’ ที่สามารถแพร่หลายมัดใจผู้คนวงกว้าง กลายเป็นกระแสป๊อป มาแรงแบบต้านไม่อยู่
นิยายวายในวันนี้ ครองพื้นส่วนใหญ่ของร้านหนังสือชั้นนำ ทั้งยังต่อยอดความฟินจาก ‘ตัวอักษร’ สู่การแสดง ‘ซีรีส์วาย’ ของวัยรุ่นหนุ่มสุดหล่อที่พลอดรักกันบนจออย่างเปิดเผย ทำเอาแฟนคลับทั้งไทยและเทศ จิกหมอนนอนฟินไปตามๆ กัน
แม้ว่า Boys Love (BL) ของไทยเรา ตอนตั้งต้นได้รับอิทธิพลมาจากการ์ตูนมังงะญี่ปุ่น หรือ “Yaoi (ยาโอย)” นิยายการ์ตูน หรือภาพยนตร์ช่วงยุค 60s ที่นำเสนอความสัมพันธ์ชาย-ชาย ออกแนวเพ้อฝันอัดแน่นด้วยแฟนตาซี จนเรียกกันติดปากสั้นๆ ว่า “Y (วาย)” แต่ความสำเร็จของวงการวายญี่ปุ่น ยังไม่สร้างปรากฏการณ์กระแสนิยมแบบวงกว้าง
ในทางกลับกัน ช่วงเวลานี้วงการซีรีส์วายไทยดังเปรี้ยงเกินต้าน เห็นได้จากภาพปรากฏการณ์ ‘ห้างแตก’ ที่แฟนคลับไม่ว่าจะแฟนคลับวัย ‘มัมหมี’ หรือ ‘แม่จีน’ ก็ต่างบินลัดฟ้าข้ามประเทศกันมาซัพพอร์ตนักแสดงตามอีเวนต์ คอนเสิร์ต แฟนมีต จนถึงขั้นต้องช่วงชิงกดบัตรกันอย่างดุเดือด
‘ซีรีส์วายไทย’ กลายเป็นโมเดลของซีรีส์วายที่ประสบความสำเร็จ ขึ้นแท่นมาเป็นผู้นำในฐานะผู้ที่ผลิตซีรีส์วายจำนวนมากที่สุด หรือ ‘ศูนย์กลางวายโลก’ จนวงการซีรีส์วายญี่ปุ่นเองก็ต้องหันมาหยิบยืมเอาโมเดลความสำเร็จของบ้านเรากลับไปใช้บ้างเช่นกัน


ล่าสุด เมื่อ 11 มกราคมที่ผ่านมา แวดวงวิชาการรวมตัวร่วมวิเคราะห์อย่างเจาะลึก โดยคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์วิทยาการขั้นสูงด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิทยาการขั้นสูงแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ Faculty of Arts and Social Sciences, Humanities and Social Sciences; National University of Singapore, Yamagata University, Global Education and Intercultural Advancement Center, Oita University, Harvard-Yenching Institute; Japan Foundation และ FEED สื่อบันเทิงในเครือมติชนที่บันทึกปรากฏการณ์ร่วมสมัย ร่วมจัดประชุมวิชาการนานาชาติสุดเข้มข้น ภายใต้หัวข้อ “Asian Boys Love Inter-references: From Japan to Thailand, Thailand to the World” ณ ห้องประชุมและแสดงดนตรี ชั้น 2 อาคารจุฬาภรณ์พิศาลศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ
ฉายภาพปรากฏการณ์ซีรีส์วายไทยบูม จากมุมนักวิชาการต่างชาติให้แจ่มชัดขึ้นไปอีกขั้น
ปักหมุดศูนย์กลางวายโลก
ต่างชาติพุ่งศึกษา-โมเดลไทยสุดปัง
เปิดเวทีด้วยมุมมองของ รศ.ดร.นัทธนัย ประสานนาม คณะมนุษยศาสตร์ รั้วเกษตรศาสตร์ ผู้เกาะติดศึกษาปรากฏการณ์ ‘ซีรีส์วายบูม’ มานานกว่า 1 ทศวรรษ โดยย้อนเล่าว่างานประชุมในลักษณะเช่นนี้จัดขึ้นมาเป็นครั้งที่ 2 แล้ว
“ครั้งก่อนเราให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์ที่มันเกิดขึ้นในระดับชาติ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต รัฐ แฟนคลับ เป็นต้น ซึ่งเราได้ตอบไปแล้วในแง่ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือซอฟต์พาวเวอร์
แต่ครั้งนี้เราพบว่าการพัฒนาในมิติเหล่านั้น ไม่สามารถอยู่อย่างแยกขาดกับความเป็นไปที่เกิดขึ้นในระดับนานาชาติได้ ทั้งการส่งออกเรื่องวายไปสู่ประเทศอื่น เช่น จีน และญี่ปุ่น รวมถึงปรากฏการณ์ของแฟนคลับ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์แบบข้ามชาติ เพราะฉะนั้นเราจึงจัดงานประชุมวิชาการครั้งนี้ขึ้นมา
ครั้งนี้มีความหลากหลายมากขึ้น เนื่องจากมีมุมมองจากนักวิชาการต่างชาติ หันมาศึกษาเรื่องวายไทย มีประเด็นที่เราอาจจะมองไม่เห็น หรือคุ้นชินเกินไป หลายครั้งเราจึงพบว่ามุมมองของนักวิชาการต่างชาติเป็นมุมมองใหม่ และนักวิชาการมาจากหลากหลายสาขาวิชาทั้งนักสังคมวิทยา นักประวัติศาสตร์ นักมานุษยวิทยา รวมทั้งคนที่ศึกษาวัฒนธรรมประชานิยม
ฉะนั้น เวลาที่หยิบซีรีส์วายขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา ก็จะมีลักษณะที่สนทนากันได้ หรือนำไปสู่การถกเถียงมากขึ้น” รศ.ดร.นัทธนัยชูจุดสำคัญ
เมื่อถามถึงปรากฏการณ์ช่วงที่ผ่านมา ที่สื่อต่างชาติจำนวนมากมักฉายภาพประเทศไทยกลายเป็น ‘ดินแดนแห่งความหวัง’ สำหรับ LGBTQ+ แล้วนั้น รศ.ดร.นัทธนัยมองว่า ประเทศเราไม่ได้มีกฎหมายลงโทษคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ในขณะที่ต่างประเทศมี
“แม้จะมีนักวิชาการจำนวนมากบอกว่า การที่เรามองว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองสวรรค์ของเกย์ มันเป็นมายาภาพก็ตาม แต่ว่าในแง่หนึ่งก็ยังถือว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความอดกลั้นมากกว่าในหลายสังคม
สื่อที่ฉายออกไปก็มีส่วนในการเผยแพร่ภาพลักษณ์เชิงบวก เพราะถ้าเราดูซีรีส์วายที่สร้างกันมาตั้งแต่ปี 2557 จะเห็นว่าปัญหาเรื่องเพศที่ไม่ถูกพ่อแม่ยอมรับ มักจะสามารถถูกไกล่เกลี่ยได้
ตอนนี้มีปรากฏการณ์เกิดขึ้นแล้วในโลกวิชาการ โดยงานวิชาการจำนวนหนึ่งบอกว่า ศูนย์กลางของการผลิตวัฒนธรรม BL (Boys Love) ย้ายจากญี่ปุ่นมาไทยแล้ว เพราะในแง่ของจำนวน เรายังคงผลิตมากที่สุดในโลกอยู่ แล้วจำนวนดาราซีรีส์ที่เราผลิตส่งออกไป หรือจำนวนพื้นที่สื่อที่เราได้ในวัฒนธรรมดิจิทัล มันมีมากกว่างานที่ผลิตจากประเทศอื่น” รศ.ดร.นัทธนัยกล่าว
ก่อนทิ้งท้ายว่า ประชุมวิชาการครั้งนี้เป็นหลักฐานสำคัญให้เห็นว่าประเทศไทยก็เป็นศูนย์กลางการศึกษาเรื่อง BL เช่นกัน ซึ่งเมื่อจะมีการศึกษาซีรีส์วายไทย ก็มีนักวิชาการต่างชาติใฝ่หาที่จะทำงานร่วมกันกับนักวิชาการไทยอย่างมาก
นักวิชาการเอ่ยปากชม
วายไทยทำถึง! ชูปมสังคมเข้มข้น
จากนั้น นักวิชาการต่างชาติจากแดนอาทิตย์อุทัย ศ.ดร.คาซุมิ นากาอิเกะ จากมหาวิทยาลัยโออิตะ เล่าว่า วันนี้มานำเสนองานศึกษาเกี่ยวกับ Business Model ของซีรีส์วายไทยว่าเป็นอย่างไร ซึ่งโมเดลนั้นถูก BL ญี่ปุ่นหยิบยืมไป เพราะนักแสดง BL ญี่ปุ่นจะไม่มีการจิ้นนอกฉากกัน แต่เมื่อเห็นความสำเร็จของ BL ไทย จึงมีแฟน
เซอร์วิสจิ้นนอกจอกันด้วย กลายมาเป็นการศึกษา Cultural Dialogue ระหว่าง ‘BL ไทย’ กับ ‘BL ญี่ปุ่น’
ศ.ดร.คาซุมิยกเคสเทียบให้เห็นภาพว่าซีรียส์ BL ญี่ปุ่นถูกเอามาทำเป็นเวอร์ชั่นไทยหลายเรื่อง เช่น เรื่อง Cherry Magic ซึ่งพบว่าซีรีส์จากต้นฉบับญี่ปุ่น ที่มักพูดถึงความรักของตัวละคร 2 คน แล้วก็จบไปด้วยเรื่องราวตัวละครสองคน
แต่เมื่อไทยนำมารีเมกแล้วกลายเป็นว่า ฉบับไทยมีซีน ‘แต่งงาน’ ก็แสดงให้เห็นว่าเวอร์ชั่นไทยได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง LGBTQ+ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยอมรับทางสังคมหรือกฎหมาย พยายามให้เกิดการรับรู้ และการยอมรับทางสังคมมันเกิดขึ้น
“พอมีเรื่องญี่ปุ่นมาทำเป็นฉบับไทยแล้ว ฝั่งไทยจะยังคงกลิ่นความเป็นญี่ปุ่นอยู่ เช่น สำนวนที่ชมว่า ‘พระจันทร์คืนนี้สวยจัง’ ซึ่งเป็นคำใช้จีบกันของญี่ปุ่น แต่ในทางกลับกัน พอญี่ปุ่นนำเรื่องต้นฉบับจากไทยไปทำเวอร์ชั่นญี่ปุ่น เช่น เรื่อง Love In The Air ปรากฏว่าไม่ค่อยมีเรื่องประเด็นทางสังคมของ LGBTQ+ แบบที่ฉบับไทยนั้นมีอยู่
ซีรีส์วายญี่ปุ่นเอาไปทำรีเมก ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ และไม่ค่อยคงกลิ่นอายความเป็นไทยไว้เลย จนสื่อโซเชียลญี่ปุ่นดราม่าค่อนข้างเดือดว่าเรื่องนี้ทำสู้ของไทยไม่ได้ เลยคิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ Love In The Air พอทำเป็นฉบับญี่ปุ่นไม่ค่อยประสบความสำเร็จ” ศ.คาซุมิวิเคราะห์ ก่อนลงดีเทลต่ออีกว่า ซีรีส์วายไทยได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น และถือว่าได้รับความนิยมมากกว่าซีรีส์ BL ญี่ปุ่นเสียอีก เนื่องจากซีรีส์วายญี่ปุ่นใช้ทุนต่ำ โดยส่วนใหญ่แล้วจะจบอยู่ที่ 8 ตอน และฉายตอนละ 25 นาทีเท่านั้น แต่ซีรีส์วายไทยส่วนใหญ่เฉลี่ยแล้วฉาย 12 ตอน ตอนละ 50 นาที
ฉะนั้น จะเห็นว่าการลงทุนมันแตกต่างกัน ซีรีส์ญี่ปุ่นลงทุนต่ำมาก งบประมาณต่ำถึงขั้นที่เรียกว่า มีตัวละคร 4 คน ก็สามารถทำซีรีส์วายได้แล้ว แต่ถ้าของไทยต้องมีเยอะมากถึงจะทำได้
“ตัวผู้กำกับของญี่ปุ่นเองก็ยังมีความเกลียดกลัวเกย์ หรือ Homophobia อยู่ สถานีโทรทัศน์ก็ไม่กล้าลงทุนกับคอนเทนต์ซีรีส์ BL สักเท่าไหร่ มันเลยทำให้การทำซีรีส์ BL มีการลงทุนต่ำ สู้เมืองไทยไม่ได้ที่ลงทุนสูง แล้วทำผลงานออกมาได้มีความลึกมากกว่า และใช้ดาราดังมาแสดง” ศ.คาซุมิซูมลึกถึงต้นทางผลิต
‘มัมหมี’แฟนซีรีส์วายติดใจ
บินลัดฟ้าเที่ยวไทย ตามรอยสุดฟิน
จากนั้น เจาะมุมลึกถึงมุมแฟนคลับต่างชาติโดย รศ.ดร.อัมพร จิรัฐติกร คณะสังคมศาสตร์ จากรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า วันนี้มานำเสนอเกี่ยวกับมุมผู้ชมในต่างประเทศที่ชมซีรีส์วายไทย โดยในงานวิจัยมีการสัมภาษณ์ผู้ชม 2 ประเทศ คือ ‘จีน’ และ ‘ญี่ปุ่น’
“เราอยากจะรู้ว่าวิธีการที่แฟนคลับดูซีรีส์ไทยแล้วเป็นอย่างไร แล้วประเทศไทยถูกมองอย่างไรหลังจากการรับชมซีรีส์วาย กลุ่มผู้ชมใน 2 ประเทศที่เราไปศึกษา ก็มีความแตกต่างกันอย่างน่าสนใจเลยทีเดียว
เช่นจีนเป็นประเทศใหญ่ ก็จะมีคนดูที่ค่อนข้างเยอะแล้วในหลายเมือง แล้วด้วยบริบทของสังคมจีนที่เขาแบนซีรีส์ชายรักชายของเขาเอง ฉะนั้น คนเลยเฮโลมาที่ซีรีส์วายไทยกันหมด เพราะว่าซีรีส์ของเราเปิดเผยมากที่สุด
แต่ในญี่ปุ่น น่าสนใจตรงที่กลุ่มคนดูที่เป็นแฟนคลับ ‘มัมหมี’ (Middel-Aged Fan) คือผู้หญิงวัยคุณแม่ซึ่งอายุ 50 ปีขึ้นไปเยอะเลย หรือเด็กญี่ปุ่นที่ไปสัมภาษณ์เขาบอกว่า เวลาไปคอนเสิร์ตนักแสดงวาย ก็มักจะมีแต่วัยคุณแม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ” รศ.ดร.อัมพรจับจุดชวนคิด ก่อนขยายไปถึงปรากฏการณ์แฟนคลับบินลัดฟ้า แห่ท่องเที่ยวตามรอยซีรีส์วายไทย
“แฟนคลับชาวจีนส่วนใหญ่ที่มาก็อาจจะไม่ได้มาแค่เจอดาราไทยอย่างเดียว เพราะว่าการท่องเที่ยวไทยก็เผยแพร่ออกไปในโซเชียลมีเดียมาก มีรูปโพสต์ให้คนอิจฉา
เขาก็เลยถือโอกาสมาตามรอยซีรีส์ เช่น ไปภูเก็ต เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ตึก GMM แล้วในระหว่างนั้น ก็ได้ซึมซาบวัฒนธรรมไทยไปในตัว ก็ถือว่า ‘ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว’”
นอกจากนี้ รศ.ดร.อัมพรยังเสนอว่า ถ้าเราอยากเห็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้น อย่างคนจีนมาใส่ชุดนักเรียนตามรอยซีรีส์ เราอาจจะต้องสร้างคอนเทนต์ที่ดึงดูด ‘แม่จีน’ (แฟนคลับหญิงชาวจีน)
“คิดว่าการที่จะจับตลาดจีนไม่ยากเลยที่จะชูเนื้อหาออกมา แต่คุณต้องทำให้มันแนบเนียนนิดหนึ่งนะ ไม่ใช่ว่าจะขายแม่จีนอย่างเดียว ถ้าจะให้แม่จีนรัก ก็ต้องทำให้จับใจคนจีน” รศ.ดร.อัมพรชวนคิดต่อยอด
ดันออกวายไทยสู่วายโลก
ชูประเด็น‘เจนเดอร์’มัดใจต่างชาติ
ปิดท้ายด้วยมุมมองจากผู้เข้าร่วมรับฟังอย่าง อรรถ บุนนาค ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญด้าน ‘ป๊อป คัลเจอร์’ ซึ่งเผยว่า จากการฟังผลการศึกษาของ รศ.ดร.อัมพร มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือ กลุ่มแฟนคลับของคนญี่ปุ่นมักเป็นวัยกลางคน ไม่ได้เหมือนกับการรับรู้ที่เราคิดกันว่าน่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่น

“น่าจะเหมือนกับช่วงยุคฮันรยู หรือกระแสความนิยมเกาหลี ช่วงปี ค.ศ.2000 ซึ่งความนิยมเกาหลีมันดังมาจากละครก่อนจะเป็นไอดอลด้วยซ้ำ เช่น ละครดราม่าอย่าง Winter Love Song เพลงรักในสายลมหนาว
เราก็จะเห็นแนวโน้มว่ากลุ่มละครวายไทยสามารถไปจับกลุ่มนี้ได้ อย่างละคร K-Drama มันดังมากในญี่ปุ่น เพราะมาจากละครกลางวัน ดูช่วงบ่าย 2 บ่าย 3 แม่บ้านทำความสะอาดบ้าน กินข้าวกลางวันเรียบร้อย มีเวลาพักของตัวเองก่อนที่ลูกจะกลับมา หรือก่อนออกไปซื้อข้าวเย็น
ช่วงเวลานั้นแม้ไม่ใช่ไพรม์ไทม์ แต่ละครไทยสามารถที่จะแทรกเข้าไปได้ในช่วงเวลาพักผ่อนนั้น เพราะมันเป็นยุคการดูแบบสตรีมมิ่ง แล้วเขาก็สามารถจะขยับมาดูละครไทย คู่ชายหญิงของเราได้ไม่ยาก
อยากให้ทำเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ที่รัฐบาลไทยตั้งใจจะขาย ไหนๆ ก็เป็นนายกฯหญิงแล้ว ไม่จำเป็นต้องมี Gender bias หรืออยู่เพียงแค่สังคมปิตาธิปไตยอีกต่อไป ยิ่งคุณเป็นผู้หญิง คุณสามารถที่จะออกมาชูประเด็นเรื่องเพศ หรือ Boys Love ด้วยซ้ำ” อรรถชี้เป้า ก่อนทิ้งทวนชวนแซ่บยกโครงการสุดปังอย่าง ‘ครัวไทยสู่ครัวโลก’ ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วในรัฐบาลไทยรักไทย มาเป็น ‘วายไทยสู่วายโลก’
มันจะเป็นจุดที่ขายได้อย่างดีที่สุด
ภูษิต ภูมีคำ

