เว็บไซต์ theguardian.com แห่งประเทศอังกฤษ ได้ประกาศข่าวในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา ถึงมรณกรรมของวาทยกรอาวุโสชาวโปแลนด์นามว่า “สตานิสวัฟ สโครวาเชฟสกี” (Stanislaw Skrowaczewski) ในวัย 93 ปี ซึ่งได้ถึงแก่กรรมไปเมื่อวันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 ปิดตำนานวาทยกรผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 ไปอีกหนึ่งท่าน ซึ่งอาจนับได้ไม่ผิดถ้าหากเราจะจัดเขาเป็นหนึ่งในวาทยกรที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “ของจริง” แต่อ่อน (และรังเกียจ) การตลาด, การประชาสัมพันธ์หรือการสร้างภาพลักษณ์ให้กับตัวเอง ซึ่งอาจจะนับรวมอยู่ในกลุ่มวาทยกรอย่าง ควร์ท ซันเดอร์ลิง (Kurt Sanderling), โอทมาร์ ซูทเนอร์ (Otmar Suitner), แซร์จิอู เชลิบิดาเค (Sergiu Celibidache) และวาทยกรชั้นยอดอีกหลายคนในกลุ่มยุโรปตะวันออกและ “หลังม่านเหล็ก” ในยุคสงครามเย็น
สตานิสวัฟ เกิดที่เมืองละว็อฟ (Lwow) ประเทศโปแลนด์ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2466 เริ่มเรียนทั้งเปียโนและไวโอลินตั้งแต่อายุได้ 4 ปี, ประพันธ์ดนตรีแบบซิมโฟนีครั้งแรกเมื่ออายุได้ 7 ปี และออกแสดงเดี่ยวในฐานะศิลปินเดี่ยวเปียโนครั้งแรกตอนอายุได้ 11 ปี
ครั้นพออายุได้ 13 ปี เขาก็ออกแสดงเดี่ยวเปียโนคอนแชร์โต หมายเลข 3 ของเบโธเฟน โดยทำหน้าที่อำนวยเพลงไปด้วยในเวลาเดียวกัน และวาดฝันไว้ว่าจะเป็นศิลปินเดี่ยวเปียโนชั้นนำของโลกในอนาคต แต่ฝันนี้ต้องมาสะดุดหยุดลงเมื่อกองทัพนาซีไปทิ้งระเบิดในโปแลนด์ ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บที่มือจนไม่อาจบรรเลงเดี่ยวเปียโนได้เต็มที่อีกต่อไป
เขาต้องเบนเข็มชีวิตทางดนตรีมาสู่การเป็นวาทยกร และการประพันธ์ดนตรีนับแต่นั้นเป็นต้นมา ในช่วงปลายสงครามโลกเขาได้รับทุนจากรัฐบาลฝรั่งเศส ให้มาศึกษาดนตรีต่อกับปรมาจารย์ชั้นนำอย่าง นาเดีย บูลองแชร์ (Nadia Boulanger) ในด้านผลงานการประพันธ์ดนตรีเขามีผลงานประพันธ์ประมาณ 70 กว่าชิ้น โดยมีบทเพลงประเภทคอนแชร์โต (Concerto) ที่เขาประพันธ์ให้กับนักดนตรีระดับหัวหน้ากลุ่ม (Principal) ของวงดนตรี Minneapolis Symphony Orchestra (ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อวงเป็น “Minnesota Orchestra”
ที่สำคัญคือ คอนแชร์โตสำหรับคลาริเน็ต, คอนแชร์โตสำหรับปี่อิงลิชฮอร์น และคอนแชร์โตสำหรับไวโอลิน ที่ประพันธ์ให้กับ นอร์แมน แครอล (Norman Carol) หัวหน้าวงฟิลาเดลเฟียออเคสตรา ซึ่งเคยเป็นอดีตหัวหน้าวงมินเนโซตาออเคสตรา มาก่อน
และบทเพลงคอนแชร์โตสำหรับวงออเคสตราซึ่งมีท่อนที่สองที่เขาตั้งชื่อให้ว่า “Bruckner’s Heavenly Journey”
ในฐานะวาทยกรแล้ว สตานิสวัฟมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งราวกับการผูกพันข้ามภพ-ข้ามชาติกับบทเพลงซิมโฟนีของ อันโตน บรูคเนอร์ (Anton Bruckner) และราวกับดวงวิญญาณอันเปี่ยมด้วยความเมตตาและอ่อนโยนของบรูคเนอร์ได้มาสิงสถิต หรือล่องลอยอยู่ใกล้ๆ กับวิถีชีวิตทางดนตรีของเขาโดยตลอด เขาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่า มันเกิดขึ้นในตอนที่เขายังเป็นเด็กน้อยอายุได้เพียง 7 ปี ขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่บนถนนสายหนึ่งในเมืองละว็อฟบ้านเกิด และกำลังเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งที่เปิดหน้าต่างเอาไว้พร้อมกับเสียงดนตรีในท่อนที่สอง (Adagio) จากซิมโฟนีหมายเลข 7 ของ อันโตน บรูคเนอร์ ที่ล่องลอยออกมา
เขาบอกว่า “ผมหยุดนิ่ง ราวกับถูกสะกดจิต ในตอนนั้นผมรู้สึกว่าไม่ได้ยืนอยู่บนโลกนี้ แต่…..กำลังอยู่บนสรวงสวรรค์”
ความผูกพันนี้เริ่มตั้งแต่บัดนั้นและดำเนินต่อมาอีกยาวนานตลอดชีวิต เพราะไม่ว่าเขาจะไปทำงานอำนวยเพลงที่ไหน เขาจะบรรจุการอำนวยเพลงซิมโฟนีของอันโตน บรูคเนอร์ ไว้ในรายการอย่างขาดไม่ได้

ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2558 เขากลายเป็นตำนานที่ต้องได้รับการบันทึกเมื่อเป็นวาทยกรที่สูงอายุที่สุดที่อำนวยเพลง ณ รอยัลเฟสติวัลฮอล (Royal Festival Hall) ซึ่งตอนนั้นเขาอำนวยเพลงซิมโฟนีหมายเลข 5 ของบรูคเนอร์ให้กับวงลอนดอนฟิลฮาร์โมนิก และการอำนวยเพลงครั้งสุดท้ายให้กับวงมินเนโซตาออเคสตรา ในฐานะวาทยกรเกียรติยศ (Conductor Laureate) เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2559 ที่ผ่านมา (ในตอนอายุครบ 93ปี!) เขาก็เลือกบทเพลงอันยิ่งใหญ่มหึมาอย่างซิมโฟนีหมายเลข 8 ของบรูคเนอร์อีกเช่นกัน
ในด้านวิถีทางการตีความทางดนตรี เราอาจนับเขาอยู่ในกลุ่มวาทยกร “ภววิสัย” (Objective)ในแบบอาร์ทูโร ทอสคานินี (Arturo Toscanini), เอริค ไคลเบอร์ (Erich Kleiber) หรือ จอร์จ แซล (George Szell) ที่เน้นรูปทรงทางดนตรีที่กระชับแน่นอน, มั่นคงชัดเจน, ไม่เน้นความรู้สึกอ่อนไหวทางอารมณ์ อำนวยเพลงโดยการดำเนินจังหวะดนตรีที่ค่อนข้างเร็วกระชับ
นี่จึงอาจเป็นเหตุผลเล็กๆ ประการหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นที่ต้องตาต้องใจทางดนตรีสำหรับ จอร์จ แซล จนเชิญให้เขาไปอำนวยเพลงให้กับวงคลีฟแลนด์ออเคสตรา ในปี พ.ศ.2501 ซึ่งตอนนั้น สตานิสวัฟเพิ่งชนะเลิศการอำนวยเพลงในรายการ Santa Cecilia ที่กรุงโรมมาหมาดๆ
หลังจากนั้น จึงได้รับเชิญให้ไปอำนวยเพลงให้กับวงชั้นนำอื่นๆ บ้างไม่ว่าจะเป็น นิวยอร์ก ฟิลฮาร์โมนิก, ฟิลาเดลเฟียออเคสตรา, เบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิก และที่สำคัญก็คือการได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรี (Music Director)ของวงมินนิอาโพลิส ซิมโฟนีฯ ในปี พ.ศ.2503 และดำรงตำแหน่งต่อมาอีก 19 ปี (จนถึงปี พ.ศ.2522) และยังย้อนกลับไปอำนวยเพลงรับเชิญให้อีกทุกๆ ปี ในฐานะวาทยกรเกียรติยศ นับเป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานต่อเนื่องเกือบ 6 ทศวรรษ ปลุกปั้นวงดนตรีวงนี้จากวงที่ทำงานนอกเวลากึ่งสมัครเล่นจนได้รับการเซ็นสัญญาบันทึกเสียงกับบริษัทแผ่นเสียงใหญ่ของอเมริกา อย่าง “เมอร์คิวรี” (Mercury)
และกลายเป็นวงระดับอาชีพที่มีชื่อเสียงอยู่ในระดับนานาชาติทุกวันนี้
หากเราได้ลองฟังงานบันทึกเสียงการอำนวยเพลงของสตานิสวัฟ ก็จะพบว่าเขามีแนวทางอะไรหลายอย่างที่ฟังดูคล้ายกับแนวทางดนตรีของจอร์จ แซล กล่าวคือ เน้นการแสดงออกทางดนตรีที่คมชัด, กระชับ, แม่นยำ และจังหวะทางดนตรีที่ค่อนข้างเร็ว (แม้จะเข้าสู่ช่วงปลายๆ ของชีวิตแล้ว) แต่ทั้งหมดนี้ดูจะมีข้อยกเว้นอันเป็นพิเศษ เมื่อเขาได้อำนวยเพลงซิมโฟนีของบรูคเนอร์ แนวทางดนตรีของเขาจะเปลี่ยนไปอย่างตรงกันข้าม ความคมกระชับ (จนเกือบจะห้วนไปในบางครั้ง), จังหวะที่ค่อนข้างเร็ว, พลังดนตรีอันร้อนแรง ฯลฯ กลับกลายเป็นความสุขุมคัมภีรภาพ, ดนตรีที่ละเมียดละไม และแฝงด้วยลักษณะเมตตาธรรมอย่างสูง
นับเป็น “ฉันทาคติทางดนตรี” อย่างโจ่งแจ้งที่ไม่สามารถปิดบังหรืออำพรางได้เลย
ราวกับเป็นการอำนวยเพลงของวาทยกรคนละคนกัน อาจกล่าวได้ว่า นับแต่เขาถูกวิญญาณของบรูคเนอร์สิงสถิตครอบงำตั้งอายุ 7 ปีแล้ว (ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น)
วิญญาณของบรูคเนอร์ยังคงวนเวียนอยู่ไม่ห่างไกลจากวิถีชีวิตของเขาเลย และจะกำกับชีพจรการอำนวยเพลงของเขาอย่างสมบูรณ์แบบในคราใดก็ตามที่เขาต้องอำนวยเพลงซิมโฟนีของบรูคเนอร์

มีบทสัมภาษณ์ที่เขาเคยพูดคุยไว้กับ บรูซ ดัฟฟี (Bruce Duffie) นักวิชาการดนตรีและนักจัดรายการวิทยุชาวอเมริกันที่บันทึกไว้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2530 ที่แสดงให้เห็นถึงความคิดทางดนตรีอันมีค่าและล้ำลึกหลายประการที่มาจากการอุทิศตัวให้กับดนตรีมาตลอดชีวิตของเขา เช่น มุมมองในฐานะวาทยกรที่เป็นนักประพันธ์ดนตรี (Composer) เขากล่าวว่า การเริ่มเรียนรู้สกอร์ดนตรี ของนักประพันธ์ดนตรีผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เบโธเฟน, บรามส์, โมซาร์ท หรือ ชูเบอร์ต นั้นเขาเริ่มเรียนรู้เพราะต้องใช้ประกอบการเรียนวิชาการประพันธ์ดนตรี เรียนรู้ในด้านเทคนิคการใช้เครื่องดนตรีชนิดต่างๆ
ดังนั้น เมื่อถึงคราวต้องมาอำนวยเพลงเข้าจริงๆ ก็จะเป็นการเริ่มต้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เขาเน้นย้ำถึงการเรียนการอำนวยเพลงที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ก็คือการเล่นดนตรีเชมเบอร์มิวสิก (Chamber Music) วงเล็กๆ เขาเล่าว่า ในสมัยหนุ่มๆ เขาจับกลุ่มกับเพื่อนๆ เรียนรู้ดนตรีต่างๆ สำหรับวงออเคสตรา ผ่านการแอบเล่นมันแบบเชมเบอร์มิวสิกกับเพื่อนๆ เขาบอกว่าวิธีนี้ดีที่สุดในการเข้าถึงดนตรี ไม่ใช่การเรียนอำนวยเพลงหน้ากระจก แต่ต้องเรียนผ่านการบรรเลงดนตรีจริงๆ
ด้วยวิธีนี้มันจะไม่ก้าวกระโดด, ไม่ก้าวข้ามขั้นตอนเร็วเกินไปสู่การอำนวยเพลง และฝากถึงวาทยกรรุ่นใหม่ๆ บางประเภทว่า เขาเห็นวาทยกรหลายคนที่แทบจะไม่ได้เล่นเครื่องดนตรีเลย พวกเขาฟังแผ่นเสียง, เรียนวิชาการทางดนตรีวิทยาแล้วก็เดินเข้าไปอำนวยเพลงในวงออเคสตรา เขาแนะนำให้วาทยกรต้องเล่นดนตรีด้วยตนเองจะเป็นเครื่องดนตรีอะไรก็ได้ แต่ต้องเล่นดนตรีเสมอ โดยเฉพาะการเล่นดนตรีแบบเชมเบอร์มิวสิก และอำนวยเพลง “จากเก้าอี้ที่คุณนั่งอยู่นั่นแหละ”
ถ้าวงดนตรีต้องการคำแนะนำใดๆ ก็พูดออกไปเลย “ไม่ๆๆๆ มันไม่ใช่แบบนั้น มาลองเล่นใหม่ดูอีกรอบซิ” อะไรทำนองนี้
การบรรเลงดนตรีด้วยตนเองสำคัญมาก ไม่เช่นนั้นแล้วเราก็จะเห็นวาทยกรรุ่นใหม่ๆ บางประเภทที่โบกไม้บาตอง (Baton) ไปในอากาศ โดยที่มิได้สร้างการสมานสายสัมพันธ์กับดนตรีโดยตรงเลย
เขาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องสมดุลระหว่าง “ความสำเร็จทางศิลปะ” กับ “คุณค่าทางมหรสพ-บันเทิงทางดนตรี” ไว้อย่างน่าฟังว่า
“…….มหรสพ หรือ ความหฤหรรษ์ (Entertainment)เป็นอะไรที่แตกต่างออกไป โดยส่วนตัวแล้วผมไม่สามารถผสมผสานสิ่งที่เรียกว่าเป็น ‘มหรสพ’ กับสิ่งที่เรียกว่าเป็น ‘ศิลปะ’ ได้
ศิลปะเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่ได้เหมือนกับมหรสพ, มันคือความปรารถนาที่จะก้าวไปให้ไกลจากสิ่งที่เราเป็นอยู่ เพื่อไปสัมผัสกับความไร้ขอบเขต-ไร้ขีดจำกัด, เพื่อไปสัมผัสกับจักรวาลและสร้างความกระหายใคร่รู้ทั้งมวลในห้วงจักรวาล ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ก็เป็นเช่นนั้น และเมื่อพูดถึงจุดนี้ ถ้าคุณใช้เพียงแค่ความหฤหรรษ์พึงพอใจ เพื่อให้ได้ความสุขสำราญเพียงชั่วขณะ ซึ่งก็แน่นอนที่ศิลปะก็จะมีหลายสิ่งที่งดงาม ถ้าคุณได้สัมผัสกับความงามคุณก็จะรู้สึกดีและคุณก็สามารถสร้างความรื่นรมย์ให้กับตนเองได้
ตัวอย่างเช่น ด้วยบทกวีเพราะๆ สักบทหนึ่ง แต่มิได้ล้ำลึกหรือลึกซึ้งใดๆ เป็นบทกวีที่ดูชาญฉลาดคุณอ่านแล้วก็จะยิ้มและอาจพูดว่า “โอว์,ช่างฟังดูไพเราะหลักแหลมอะไรเช่นนี้” คุณจะรื่นรมย์กับบทกลอน-บทกวีต่างๆ และสรรพสิ่ง มันก็เหมือนกับดนตรีนั่นแหละ ด้วยสรรพเสียงที่ถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด และเมื่อผสานเข้ากับการบรรเลงที่ดี, การขับร้อง, กับการเต้นรำหรืออะไรบางอย่างทำนองนั้น คุณก็สามารถที่จะมีความรู้สึกยินดีในเชิงบวกได้
แต่สำหรับผมแล้วนั่นมันยังห่างไกลจากแก่นหลักแห่งคำว่า “ศิลปะ” อย่างมาก ส่วนหนึ่งของศิลปะสามารถที่จะเป็นเช่นนั้นได้ แต่ผมไม่คิดว่า มันคือจุดสำคัญอันแท้จริงของพัฒนาการอันน่าทึ่งทั้งหมดแห่งดนตรีหรือจิตรกรรม มีพัฒนาการและความล้ำลึกอันเหลือเชื่อในดนตรีแห่งศตวรรษที่ 19 ผู้คน (ยุคนั้น) มิได้มีความต้องการเพียงแค่ได้รับความบันเทิงหรือความพึงพอใจชั่วขณะ
นี่คือการแสดงออกแห่งความปรารถนาอันล้ำลึกที่สุดแห่งมนุษย์อย่างแน่แท้ในอันที่จะไปรู้จักกับบางสิ่ง-บางอย่างเกี่ยวกับตัวเราเอง, เกี่ยวกับชีวิต, เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าและศาสนา อีกทั้งสรรพสิ่งใดๆ ที่เชื่อมโยงกับปรัชญา, กับความคิดทั้งมวลแห่งจักรวาลนี้………….”
เขาคือรูปแบบของศิลปินที่ได้รับการหล่อหลอมมาแบบบรรดาศิลปิน-นักคิดทางดนตรีแห่งศตวรรษที่ 20 (ซึ่งยังมีสายใยบางอย่างที่เชื่อมโยงมาจากศตวรรษที่ 19 อย่างแน่นแฟ้น) รูปแบบของศิลปิน-นักคิดแบบ เยฮูดิ เมนูฮิน (นักไวโอลิน), เซอร์โธมัส บีชัม (วาทยกรชาวอังกฤษ), หรือ นิโคเลาซ์ อาร์นองกู (วาทยกรชาวออสเตรีย) ที่มองเห็นดนตรีมิใช่เป็นเพียงศิลปะอันโดดเดี่ยว พวกเขาเห็นความเชื่อมโยงของดนตรีที่มีสายสัมพันธ์ไปถึงศิลปะวิทยาการแขนงอื่นๆ และปรัชญาความคิดอย่างไม่ขาดจากกัน เสมือนปรมาจารย์ทางดนตรีทั้งหลายในอดีตนับแต่ ศตวรรษที่ 18 นักประพันธ์ดนตรี-วาทยกร-ศิลปินบรรเลงดนตรี ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในตัวคนคนเดียวกันอย่างไม่แยกจากกัน ทุกๆ อย่างเป็นวิถีชีวิตทางดนตรีอย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ
สตานิสวัฟ สโครวาเชฟสกี คือ ศิลปิน-นักคิด-นักปรัชญาแบบที่กล่าวมานี้ผู้กำเนิดขึ้นมาด้วย จิตวิญญาณอันเปี่ยมด้วยเมตตาบริสุทธิ์จากเสียงดนตรีซิมโฟนีของบรูคเนอร์
ถึงตอนนี้เขาเดินทางกลับไปหาบรูคเนอร์บนสรวงสวรรค์แล้ว


