เมื่อไม่นานมานี้ได้ไปฟังอาจารย์อาวุโสบรรยายเรื่องการทำจิตบำบัดในผู้ป่วยค่ะ จิตบำบัดคือกระบวนการรักษา ซึ่งประกอบด้วยการพูดคุยและทำความเข้าใจวิธีคิดของผู้ป่วย มองหาวิธีคิดบางอย่างที่ทำให้ชีวิตของผู้ป่วยไม่ราบรื่นและปรับให้เหมาะสมกับความเป็นจริงมากขึ้น ผู้ป่วยท่านหนึ่งที่อาจารย์ยกตัวอย่างน่าสนใจทีเดียวค่ะ เธอเป็นสุภาพสตรีวัยราวสามสิบกว่าปี ซึ่งอยู่ในวัยไล่เลี่ยกับแพทย์ซึ่งเป็นผู้ชาย เธอมีปัญหาคบกับแฟนได้ไม่นานนัก เฉลี่ยคนละ 2-3 เดือน เพราะไม่มีใครทนอารมณ์รุนแรงของเธอได้ เวลาเธอรักก็จะรักจนบูชา แต่ถ้าไม่พอใจขึ้นมา แม้ว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย อย่างโทรไปแล้วแฟนไม่รับสาย เธอจะโกรธรุนแรงราวกับแฟนมีชู้จนในที่สุดอีกฝ่ายก็เผ่นหนีไป เธอเชื่อว่าทั้งหมดนี้เกิดจากเธอยังหาผู้ชายดีๆ ไม่ได้ และเชื่อว่าใครๆ ก็ทอดทิ้งเธอ กระทั่งมารักษากับแพทย์ เธอก็ปฏิบัติกับแพทย์แบบเดียวกับที่ปฏิบัติกับผู้ชายคนอื่นคือ เมื่อหมอพูดจาไม่ถูกหูสักครั้ง เธอก็จะอาละวาดเสียงดังและเอาหมอไปนินทาให้พยาบาลฟังว่าหมอคนนี้แย่มาก นัดครั้งถัดมาเธอก็มาด้วยสีหน้าโกรธไม่หาย และยังต่อว่าหมอไม่เลิก แถมยังบอกว่าต่อไปจะไม่มารักษาอีกแล้ว ไม่ต้องนัดอีก
อาจารย์ถามคุณหมอคนอื่นในห้องว่า เราอาจจะโล่งใจและยินดีไม่นัดอีก เพราะผู้ป่วยแบบนี้รับมือยากเหลือเกิน แต่อาจารย์ให้ข้อคิดไว้นิดหนึ่งว่า
“เราก็รู้ว่าคนไข้ทดสอบเรา คนไข้อยากรู้ว่าเราจะเป็นเหมือนคนอื่นที่หนีจากเขาไปไหม ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเล่นตามเกมคนไข้แล้วทำตัวเหมือนคนอื่นที่ทิ้งคนไข้ไปหรือเปล่า หรือเราเลือกจะพิสูจน์ว่าไม่ใช่ทุกคนในโลกที่จะทอดทิ้งคุณแบบที่คุณเข้าใจ อย่างน้อยก็มีหมอคนนึงที่จะไม่ทอดทิ้ง ถ้าคนไข้ยอมรับข้อพิสูจน์นั้น ก็หมายถึงเขามองโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งหมายถึงอาการดีขึ้น”
“แล้วอาจารย์จะทราบได้ยังไงคะว่าเขาอาการดีขึ้น ว่าเขาเชื่อแล้วที่ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแต่คนทอดทิ้งเขา”
คุณหมอท่านหนึ่งยกมือถามน่าสนใจค่ะ อาจารย์ก็ยกตัวอย่างการสังเกตว่า ผู้ป่วยดีขึ้นมาหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ ผู้ป่วยเริ่ม “เลียนแบบ” แพทย์ค่ะ เมื่อแพทย์แสดงให้เห็นว่าโดนโกรธใส่ก็ไม่จำเป็นต้องโกรธตอบ โดนต่อว่าก็ไม่จำเป็นต้องหนีหน้า ผู้ป่วยจะเริ่มซึมซับโดยไม่รู้ตัวและเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ให้ได้เหมือนแพทย์ อาจารย์ยกตัวอย่างการเลียนแบบที่เป็นรูปธรรมกว่านั้นให้ฟังว่า อยู่มาวันหนึ่งอาจารย์เห็นผู้ป่วยอ่านหนังสือระหว่างรอตรวจทั้งที่ไม่เคยเห็นอ่านมาก่อน เมื่อถามจึงได้ความว่า เธอเห็นแพทย์เดินถือหนังสือมาด้วยบ่อยๆ จึงเดาว่าแพทย์คงชอบอ่านหนังสือ เธอเลยคิดว่าอยากลองอ่านบ้างทั้งที่ไม่เคยคิดจะอ่านมาก่อนเลย
พฤติกรรมทางสังคมบางครั้งเป็นเรื่องที่เลียนแบบกันได้ค่ะ เรื่องง่ายๆ เช่น เราเห็นคนหาว บางครั้งก็รู้สึกอยากหาวตาม หรือเห็นคนเกา บางครั้งเราก็รู้สึกคันและอยากเกาตาม การหาวและการเกาฟังดูไม่ซับซ้อนเท่าไร แต่การเลียนแบบวิธีคิดหรือการแสดงออกทางสังคมดูจะซับซ้อนและใช้เวลามากกว่า หากเราเชื่อว่าคนเราเลียนแบบกันได้โดยบางครั้งไม่รู้ตัว การเป็น “ตัวอย่างที่ดี” จึงเป็นการสอนที่ดีแบบหนึ่งเลยค่ะ
“3-Gatsu no Lion” แอนิเมชั่นที่มาถึงซีซั่นที่ 2 แล้วว่าด้วยเด็กหนุ่มมัธยมปลายอัจฉริยะ “เรย์” นักหมากรุกอาชีพ (โชงิ) ที่สูญเสียครอบครัวและใช้ชีวิตเหมือนสิงโตโดดเดี่ยว ไม่เชื่อใจใคร เขาเชื่อว่าทางเดียวที่จะมีชีวิตอยู่ได้คือต้องเก่งขึ้นและเอาชนะทุกคน มิตรภาพไม่มีในเวทีแข่งขัน อยู่มาวันหนึ่งเรย์ได้รับคำเชิญจาก “ชิมาดะ” นักโชงิที่เอาชนะเรย์ได้เพื่อให้เข้าร่วมชมรมพัฒนาฝีมือหมากรุก เรย์เห็นความเอาใจใส่อย่างพี่ชายของชิมาดะ เห็นความพยายามของชิมาดะที่ตั้งชมรมโชงิในบ้านเกิดจังหวัดยามากาตะ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มาพบปะและมีกิจกรรมร่วมกัน แทนที่จะอยู่โดดเดี่ยวในบ้านยามฤดูหนาว เรย์ซึ่งไม่เคยเชื่อในมิตรภาพ ได้เห็นผู้คนรอบตัวชิมาดะมีความเอาใจใส่ซึ่งกันและกันก็รู้สึกมีความสุขขึ้นค่ะ และโดยไม่รู้ตัว เรย์ก็เลียนแบบชิมาดะด้วยการก่อมิตรภาพกับชิมาดะเป็นคนแรกนั่นเอง
ทั้งคุณสุภาพสตรีผู้ป่วยท่านนั้นกับเรย์อาจไม่ได้ตั้งใจเลียนแบบ หลายครั้งการเลียนแบบพฤติกรรมก็ทำโดยบางสิ่งที่ลึกลับเหนือความเข้าใจของเรา ดร.โซเฟง เชน จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน บอกเราว่าเจ้าสิ่งลึกลับนี้อาจอธิบายได้ด้วยการทำงานอัตโนมัติของสมอง จุดเริ่มต้นงานวิจัยคือการสังเกตพบว่า เมื่อมีคนคนหนึ่งเกาขึ้นมา คนที่เห็นก็จะเกาตามโดยไม่ได้ตั้งใจคันและไม่ได้ตั้งใจเกา คล้ายกับการหาว ที่เมื่อคนหนึ่งหาวก็จะมีคนอื่นหาวตามโดยไม่ได้ตั้งใจ ผู้วิจัยทดลองในหนู ด้วยการนำวิดีโอหนูตัวหนึ่งกำลังเกาให้หนูอีกตัวหนึ่งดู ผลปรากฏว่าหนูที่ดูวิดีโอเกาตามทันทีค่ะ ผู้วิจัยเชื่อว่าสัตว์ที่สายตาแย่มากและคิดซับซ้อนอย่างเห็นหนูอีกตัวเกาแล้วฉันเลยคันก็เลยเกาบ้าง… ไม่ได้ ไม่น่าจะเกาเพราะรู้สึกคันตามแน่ๆ แต่น่าจะเกาเพราะเป็นสัญชาตญาณบางอย่างที่บงการโดยสมองส่วนหนึ่งเพราะขณะนั้นสมองส่วนซุปราไคแอสมาติกนิวเคลียสทำงานเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการเกาตามเมื่อเห็นคนอื่นเกาอาจเป็นการสั่งงานของสมองมากกว่าเป็นการติดต่อพฤติกรรมกัน นั่นหมายความว่าเราไม่ได้รู้สึกคันเมื่อเห็นคนอื่นเกา แต่เราเกาตามเมื่อเห็นคนอื่นเกาโดยอัตโนมัติต่างหาก และเป็นเรื่องที่ทำโดยไม่รู้ตัว
ถ้าพฤติกรรมบางอย่างซึมซับหรือทำให้เราปฏิบัติตามโดยไม่รู้ตัว การอยู่ท่ามกลางพฤติกรรมดีๆ (เช่น ดูหนังที่พูดจาสุภาพ) และหลีกเลี่ยงการอยู่ท่ามกลางพฤติกรรมไม่ดี (เช่น เลี่ยงการดูหนังที่พูดจาหยาบคาย) ก็อาจทำให้สิ่งเหล่านี้ซึมซับเข้าไปโดยไม่รู้ตัวได้เหมือนกัน วาทกรรมทำนองว่า “คนเสพสื่อเขามีสมองคิด แยกแยะได้ว่าอะไรควรทำตามหรือไม่ควรทำตาม” ก็อาจจะไม่ถูกต้องเสมอไปเพราะแม้สมองนอกจากคิดใคร่ครวญเองได้ แต่ก็ยังปล่อยสัญญาณอัตโนมัติให้เราเลียนแบบโดยไม่รู้ตัวได้เหมือนกัน

