‘คิกออฟ’แก้ฝุ่นพีเอ็ม2.5 นำงานวิจัยลง‘เชียงใหม่’ จัดทำแผน‘อากาศสะอาด’ 2 ปี 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนไร้หมอกควัน

20.01.25 | 11:00 น.

ตั้งแต่เดือนมกราคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาภาวะฝุ่นพีเอ็ม 2.5 (PM2.5) ที่ปกคลุมเหนือท้องฟ้าเกือบทุกภาคของประเทศ กลายเป็นปัญหามลพิษติดต่อกันยาวนานกว่า 20 ปี

โดยเฉพาะในเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร และพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือ กระทั่งจังหวัดเชียงใหม่เคยติดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก ด้วยค่าฝุ่นสูงถึง 191 AQI ส่งผลกระทบในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าสุขภาพของประชาชน

ทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง และยังกระทบกับการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของไทย ดังนั้น 8 จังหวัดทางภาคเหนือตอนบนจึงกลายเป็นพื้นที่เป้าหมายในการจัดการกับปัญหาฝุ่นและหมอกควัน

โดยให้เมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง 

Advertisement

เพื่อเป็นการคิกออฟ” (Kick off) โครงการดังกล่าว และให้เห็นถึงกระบวนการดำเนินงาน การบูรณาการงานวิจัยมาสร้างแผนยุทธศาสตร์จังหวัดแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 อย่างเป็นรูปธรรม 

กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานภาคี 70 หน่วยงาน ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดทำแผนเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ระยะ 5 ปี ของจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยงานวิจัย นวัตกรรม และกลไกภาคี PES (Payment for Ecosystem Service) ที่ห้องคอนเวนชั่น ฮอลล์ โรงแรมวินทรี ซิตี้ รีสอร์ต จ.เชียงใหม่ 

มีผู้เข้าร่วมงานมากหน้าหลายตา ทั้งจากส่วนกลาง ท้องถิ่น ตลอดจนนักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานวิจัยภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา อาทิ ทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย, ศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าฯเชียงใหม่, ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฯลฯ

นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร

งานเริ่มด้วยนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวรผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ทำหน้าที่ประธานเปิดการประชุม กล่าวสรุปถึงปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ว่าเป็นปัญหาภูมิภาค ครอบคลุมกระจายไปทุกพื้นที่ ไม่ใช่ปัญหาของภาคใดภาคหนึ่ง ฉะนั้น ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน และให้ตรงกับอาการของโรค ซึ่งโชคดีที่ สกสว.เห็นความสำคัญเข้ามาช่วยคิดค้นการวิจัย นวัตกรรม ให้เชียงใหม่เดินหน้าต่อไปได้ ที่ผ่านมาได้ไปสร้างความเข้าใจให้ลดการเผาหรือหยุดการเผาในเชียงใหม่ 

จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ อีกทั้งงานวิจัยยังช่วยเติมเต็มให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดฝุ่นมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ากรมอุทยานกรมป่าไม้ เกษตรแปลงใหญ่ยอมลดการเผา และยังมีส่วนร่วมของชุมชน ห้องปลอดฝุ่นต่างๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่คิดค้นขึ้น งานวิจัย

ที่ช่วยจัดการเศษวัสดุเกษตรต่างๆ การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรพีเอ็ม 2.5 เป็นแนวทางทุกวิถีที่จะทำให้การเผาลดลงจนถึงขั้นหยุดเผาได้ในช่วงชีวิตของเรา

เวทีนี้จึงเป็นประโยชน์ที่แต่ละหน่วยงานจะได้มาร่วมกัน ทั้งกำลังกาย กำลังสมองและกำลังใจ แก้ไขปัญหาฝุ่นที่ต้องทำต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหาฝุ่นยิ่งกว่าสงคราม ทุกคนบอกว่า 20 ปีที่เรามีปัญหานี้มันนานเกินไปหน่อย ดังนั้น จึงต้องร่วมมือกันหาวิธีแก้ไข ไม่อวดรู้ ไม่ลองผิดลองถูก พื้นที่ 22,436 ตารางกิโลเมตรของเชียงใหม่ แม้จะมีพีเอ็ม 2.5 ลอยมา ความรุนแรงหรือเปอร์เซ็นต์ของฝุ่นก็ไม่เท่ากับการไปช่วยผสมโรงเผา แต่ถ้าวันข้างหน้าบล็อกฝุ่นที่ลอยมาได้ ก็จะขอบคุณอย่างสูง

วันนี้เป้าหมายแรกคือต้องหยุดการเผาในเชียงใหม่ให้ได้ หยุดการเผาในภาคเหนือทั้งหมดให้ได้ แล้วเราจะเดินหน้าจัดการกับปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลในช่วงชีวิตของเรา คุณภาพอากาศที่ดีก็จะทำให้สุขภาพของประชาชน 2 ล้านคนในเชียงใหม่ดีขึ้นไปด้วย การวิจัยและนวัตกรรมจะตอบโจทย์และทำให้การแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ของเชียงใหม่สำเร็จลงด้วยความเป็นจริงในช่วง 5 ปีนี้ได้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กล่าว

ต่อมา นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) กล่าวปาฐกถาว่า วันนี้ได้นำนักวิจัย นักวิชาการมายืนยันกับผู้ว่าฯถึงความตั้งใจเต็มที่ที่จะดำเนินการขับเคลื่อนทุกอย่างร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่ในทุกๆ มิติ ดูแลฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญและแก้ไขได้ยากมากๆ หรือบางคนมองว่าแก้ไขไม่ได้เลย อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ถือเป็นการท้าทายตัวเองด้วย ที่จะทำให้ปัญหานี้ยุติลงได้หรือไม่ ซึ่งผู้ว่าฯได้ตั้งความหวังไว้ว่าในช่วงชีวิตของเราจะต้องได้เห็นการแก้ไขปัญหาฝุ่นสำเร็จลงได้ และจังหวัดเชียงใหม่กำลังทำแผนแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ภายใน 5 ปีอีกด้วย ในภาควิชาการยิ่งท้าทายมากกว่าด้วยซ้ำ โดยระบุว่าภายใน 2 ปีข้างหน้านี้ จะต้องปลอดภัยจากพีเอ็ม 2.5 ตนในฐานะประธาน กสว. ได้จัดสรร

งบประมาณที่ผ่านมาดูแลเรื่องพีเอ็ม 2.5 เป็นพิเศษ ขอบอกว่าระบบวิจัยของประเทศได้ให้ทุนวิจัยเกี่ยวกับฝุ่นในทุกๆ ด้าน และมีโครงการหลายร้อยโครงการ ปีที่ผ่านมาได้ให้ทุนสนับสนุนสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) .เชียงใหม่ ออกแบบและติดตั้งระบบเซ็นเซอร์อากาศซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการและการติดตั้ง เพื่อวิเคราะห์ว่าฝุ่นที่เกิดขึ้นนั้นมาจากแหล่งใดบ้าง เป็นฝุ่นประเภทไหน และมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยจำนวนมากมุ่งไปที่การพัฒนาพันธุ์พืช พัฒนาวิธีการเก็บเกี่ยวต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการเผาซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดฝุ่นระบบวิจัยของประเทศไทยมีความเข้มแข็งมาก ที่เชียงใหม่มีระบบเซ็นเซอร์เกี่ยวกับฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่ดีมาก และมีเครือข่ายในการทำงานที่แข็งแรง มีแอพพลิเคชั่น มีดาวเทียม ดูแลเรื่องจุดเผาต่างๆ อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามว่าที่ทำแบบนี้แล้วจะยังมีฝุ่นอยู่อีกหรือเปล่า คงต้องบอกว่าปีนี้ก็คงมีฝุ่นอยู่ และปีหน้าก็คงจะมี ดังนั้น ในปี 2568 เป็นต้นไป จึงกำหนดระยะเวลาไว้ภายใน 2 ปี คือปีนี้และปี 2569 ประเทศไทยจะไม่มีฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จะทำให้ปัญหาฝุ่นจบลงคุณหมอ

สิริฤกษ์กล่าว และว่า เบื้องต้นตั้งใจกำหนดเป้าหมายทำให้เชียงใหม่ปลอดภัย และพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนไร้ฝุ่นหมอกควัน โดยมีตัวชี้วัด 3 ข้อหลัก คือ 1.จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาพีเอ็ม 2.5 จะต้องลดลงอย่างชัดเจนไม่ให้เกิน 1,000 คนต่อปี 2.แหล่งกำเนิดฝุ่น (Hotspot) จะต้องลดลง ไม่เกิน 4,000 จุดต่อปี 3.ปริมาณสูงสุดของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่จะเกิดขึ้นเกินมาตรฐาน ไม่เกิน 50 วันต่อปี 

การที่โครงการนี้จะประสบความสำเร็จได้ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีเซ็นเซอร์อยู่กี่ตัว มีระบบกี่ระบบ แต่จะวัดจาก 3 มิติที่ว่านี้ ว่าภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด (เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, เเพร่, น่าน, พะเยา, แม่ฮ่องสอน, อุตรดิตถ์) และเมืองเชียงใหม่ปลอดภัยแล้วหรือยัง

จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญในมิติเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวของประเทศ และยังอยู่ภายใต้เป้าหมายของการนำงานวิจัยไปตอบโจทย์ปัญหาที่กำลังเผชิญและต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือฝุ่นพีเอ็ม 2.5 และหมอกควัน

ปัจจุบันทั้งภาครัฐ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เร่งระดมหาทางออกให้กับจังหวัดเชียงใหม่มาอย่างต่อเนื่องเพื่อลดวิกฤตเมืองที่มีค่ามลพิษติดอันดับโลกให้กลับสู่ภาวะปกติ เอื้อต่อการอยู่อาศัย 

การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และความเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศ เชียงใหม่ยังเป็นเมืองโมเดลที่ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ งานวิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในภาคเหนือตอนบนอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนในอีก 2 ปีข้างหน้าปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 และหมอกควันในภาคเหนือจะหมดไปอย่างที่วางแผนไว้หรือไม่ เป็นเรื่องต้องติดตามและตรวจสอบกันต่อไป

 

งานวิจัยแก้ไขฝุ่นพีเอ็ม2.5 ในพื้นที่เชียงใหม่

.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง

การจัดทำแผนเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ด้วยงานวิจัย นวัตกรรม และกลไกภาคี PES (Payment for Ecosystem Service) เป็นแผนงานตามเป้าหมายของกองทุน ววน. ที่จะทำให้ประชาชนชาวเชียงใหม่ปลอดภัย และไม่ได้รับผลกระทบจากพีเอ็ม 2.5 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน รวมถึงได้รับการดูแลแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด มีผลลัพธ์ที่ดีในอนาคตในอีก 2 ปีข้างหน้า ถือว่าเป็นแผนงานต่อเนื่องและเป็นเรือธงของกองทุน ววน. สำหรับผลงานที่นำมาใช้จริงมี 3 ประเด็นหลัก คือ หนึ่งเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่จะทำให้เกิดการตรวจวัดที่แม่นยำ สร้างทิศทางการรับรู้และนำข้อมูลจากการตรวจวัดไปแก้ปัญหาในพื้นที่ สองเรื่องของเทคโนโลยีที่ไปสร้างการรับรู้ของชุมชน จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนร่วมกัน ซึ่งก็คือบิ๊กดาต้าข้อมูลในการวิจัยที่เป็น ทุติยภูมิที่เกิดจากปัญหาพีเอ็ม 2.5 และการประเมินการจัดการปัญหา สามเป็นการวิจัยในส่วนของนโยบายเพื่อสนับสนุนการทำงานทั้งระดับชุมชน ระดับเมือง แม้แต่ระดับประเทศ ในส่วนนี้ยังเชื่อมโยงกับการสร้างเครือข่ายในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปร่วมงานกับทุกภาคส่วน เพราะปัญหาพีเอ็ม 2.5 เทคโนโลยีอย่างเดียวคงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องมีการเข้าไปขจัดปัญหาที่ต้นตอและสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนและคนที่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งของปัญหาด้วย

จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้รับความเสียหายหรือความรุนแรงจากพีเอ็ม 2.5 การเข้าไปแก้ปัญหาหรือไปสร้างการรับรู้ ความรู้เรื่องฝุ่นแล้ว คงบอกไม่ได้ว่าวันนี้เราทำสำเร็จขจัดปัญหาได้หมด ไม่มีฝุ่น แต่จะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับกลไกของพื้นที่ สร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ มาตรวจวัด แล้วสร้างการเตือน การเชื่อมโยงข้อมูลที่ทำให้เกิดการกระตุ้นการรับรู้ในปัญหา โดยเฉพาะสารเคมีที่เกิดขึ้นจากพีเอ็ม 2.5 ซึ่งมีก๊าซต่างๆ ปนอยู่ในนั้น ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในอนาคตเพราะทำให้เรารู้ว่าฝุ่นที่เกิดขึ้นนั้นมาจากแหล่งไหนและมีสารเคมีตัวใด

สำหรับการทำแผนงาน 5 ปี ของเมืองเชียงใหม่ครั้งนี้ เป็นการสร้างแผนงานที่สำคัญในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สกสว.เป็นเหมือนจุดศูนย์กลางของกองทุน ววน.ที่จะใช้วิจัยและนวัตกรรมมาขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันกับเครือข่ายที่มีหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และอื่นๆ ที่เชื่อมโยงการทำงานในเชิงการรุกในพื้นที่ แผนงานของเราครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ ชัดเจน เป็นรูปธรรม และจะทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างดีในอนาคตสองปีข้างหน้า

 

ส่องสถานีตรวจวัดอากาศ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ย้ ายจากห้องประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ด้านแผนงานไปยังสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เพื่อดูการทำงานของเครื่องจัดเก็บตัวอย่างฝุ่นละอองในอากาศ (Low Volume Air Samplers) โดยมีรศ.ดร.สมพร จันทระหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และประธานคณะทำงานด้านวิชาการ

เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายการทำงานของเครื่อง ว่าเครื่องจะดูดอากาศเข้ามาภายในผ่านท่อรับอากาศ ซึ่งมีแผ่นกรองฝุ่น สามารถคัดกรองฝุ่นที่มีความละเอียดตั้งแต่ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ไปจนถึงน้อยกว่า 0.49 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จากนั้นนำไปวิเคราะห์ว่ามีสารเคมีชนิดใดปะปนอยู่กับฝุ่นบ้าง

รศ.ดร.สมพรบอกว่า สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแห่งนี้ ใช้สำหรับเก็บตัวอย่างอากาศซึ่งปกติแล้วจะเก็บใน 2 ช่วง นำมาเทียบกัน คือ ในฤดูหมอกควัน และนอกฤดูหมอกควัน ปกติแล้วสามารถเก็บทั้งพีเอ็ม 2.5 และพีเอ็มหลายขนาด

ซึ่งพีเอ็มหลายขนาดจะช่วยบอกได้ว่าผลต่อสุขภาพจะเป็นอย่างไร ถ้าหายใจเข้าไป สำหรับฝุ่นที่ได้จะต้องนำไปหาองค์ประกอบทางเคมีก่อน หลังจากนั้นนำไปใส่ในโมเดลแล้วจึงจะบอกได้ว่าแหล่งกำเนิดของฝุ่นที่เก็บนั้นมาจากแหล่งไหนบ้าง เช่น ฝุ่นจากการเผาชีวมวล การจราจร หรือฝุ่นอื่นๆ อีกประการหนึ่งคือเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพ มีความเสี่ยงมากหรือน้อยจากการหายใจเอาฝุ่นนี้เข้าไป ส่วนผลวิเคราะห์ที่ได้มาจะนำไปเสนอต่อผู้วางนโยบายให้ได้รับทราบ ว่าในช่วงที่มีค่าฝุ่นสูง

มีแนวโน้มว่าจะมีสารก่อมะเร็งสูงด้วย แปลว่าจะต้องพยายามลดฝุ่นในอากาศให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของคนที่หายใจเอาฝุ่นเข้าไป รวมถึงการรู้ถึงแหล่งกำเนิดของฝุ่นทำให้ชี้เป้าได้ว่าควรจัดการกับแหล่งไหนเป็นพิเศษ 

รศ.ดร.สมพร จันทระ

เช่น ช่วงฤดูหมอกควัน ส่วนใหญ่ฝุ่นมาจากการเผาเชื้อชีวมวลมากกว่า 50% หมายความว่าการเผายังมีปัญหาไม่สามารถควบคุมได้ ก็จะต้องเข้าไปจัดการควบคุมให้ได้ เป็นต้น 

ปีนี้ (2568) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับทุนของ วช.เพื่อทำวิจัยแผนงานใหญ่ลดการเผาไหม้ในพื้นที่ป่าเราจะหาสาเหตุของการเผาป่าและศึกษาเรื่อง PES ด้วยว่าถ้ามีการจ่ายค่าทดแทนต่างๆ ให้กับคนที่อยู่ในป่าแล้วจะทำให้การเผาป่าลดลงหรือไม่

และศึกษาว่าจังหวัดควรจะทำนโยบายอย่างไรที่เป็นแผนเชิงรุก เพื่อให้ลดการเผาหรือลดแหล่งกำเนิดการเผาให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่จัดการได้ยากมากคือเรื่องมลพิษหรือฝุ่นข้ามแดนเนื่องจากอยู่นอกเหนืออำนาจของท้องถิ่น ควรเป็นนโยบายระดับประเทศที่ต้องไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านทางเราจะเสนอนโยบายให้กับผู้เกี่ยวข้อง คิดว่าเมื่อเสร็จจากโครงการวิจัยอันใหม่นี้แล้วจะได้ตัวนโยบายและการสื่อสารเชิงรุกออกมาเป็นแพคเกจ นำไปทำแผน 5 ปีของจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป

คิดว่าเป้าที่ตั้งไว้ในปี 2569 เชียงใหม่จะต้องไม่มีฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เป็นความท้าทายของเรามาก จะพยายามทำให้ดีที่สุดหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มช.กล่าว