หน้าแรก ประชาชื่น โรดมูฟวี่ของ ...

โรดมูฟวี่ของ ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ จากธรรมยาตรา ถึง สัมวาทะ ‘ชีวิตนี้เกิดมาคุ้มค่าแล้ว’

9.02.25 | 11:43 น.

ไม่ต้องเกริ่นประวัติเพื่อย้อนเล่าถึงความสำเร็จในชีวิตใดๆ ในทางโลก

เมื่อเจ้าของถ้อยคำคุยลึกในฉบับนี้มีนามว่า ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ นักธุรกิจคนดังผู้กว้างขวางในสังคมไทย

จริงจังกับทุกบทบาทของชีวิตและหมวกทุกใบ ทั้งในฐานะผู้นำแห่งอาณาจักรไทยนครพัฒนา ธุรกิจยาที่อยู่คู่คนไทยมานานนับเนื่องหลายทศวรรษ จนถึงการบริหารโรงแรมในเครือโซฟิเทล จนติดท็อปแรงกิ้ง ถึงขนาด CEO จากปารีสต้องออกปากถามถึงกลยุทธ์

คำตอบของสุภชัยคือ ‘ผมใช้ธรรมะ’

แน่นอนว่า นี่ย่อมไม่ใช่บทสัมภาษณ์ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน หากแต่เป็นคมความคิดของชีวิตอีกด้านในฐานะ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่มีบทบาทในการเผยแผ่พุทธศาสนาผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ มาตลอด 18 ปี นับแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2550 โดยเฉพาะ ‘ธรรมยาตรา’ ทั้ง 3 ครั้ง ซึ่งล้วนเป็นที่กล่าวขานด้วยความยิ่งใหญ่ไร้พรมแดน

Advertisement

ไม่ว่าจะเป็นธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน : ตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง เมื่อ พ.ศ.2560, ธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง : พุทธศาสตร์การทูตสู่สันติภาพโลก เมื่อ พ.ศ.2562, ธรรมยาตราพระบรมสารีริกธาตุ มหานทีคงคาลุ่มน้ำโขง ซึ่งอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะจากอินเดียมาประดิษฐานชั่วคราวยังประเทศไทยที่มีสาธุชนเข้ากราบสักการะเกือบ 5 ล้านคน

เมื่อครั้งแถลงข่าวและเสวนา ‘ธรรมยาตรา พระบรมสารีริกธาตุ มหานทีคงคาลุ่มน้ำโขง ก้าวสู่ศตวรรษแห่งธรรม’ เมื่อ18 มี.ค.67 ที่วัดมหาธาตุวชิรมงคลจังหวัดกระบี่

กระทั่งธรรมยาตราครั้งที่ 4 ลุ่มน้ำโขงสู่มหานทีคงคา ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึง 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งสถาบันโพธิคยาฯ ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งไทยและอินเดีย ได้แก่ Vivekananda International Foundation, India (VIF), International Center for Cultural Studies, India (ICCS), International Buddhist Confederation (IBC), สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย, รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย, วัดไทยพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย, Mahabodhi Society of Sri Lanka, ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมูลนิธิวีระภุชงค์

จับมือจดจารจารึกประวัติศาสตร์ในยุคกึ่งพุทธกาล ด้วยการประกาศ ‘ปฏิญญาว่าด้วยศตวรรษแห่งธรรม’ (Declaration of The Dhamma Century) อีกทั้งมอบ Time Capsule หรือแคปซูลแห่งกาลเวลาแด่ตัวแทนจากอินเดีย ใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา โดยจะถูกเปิดขึ้นในอีก 234 ปีข้างหน้า ยึดโยงตัวเลขสำคัญ นั่นคือ ศักราชที่พระเจ้าอโศกมหาราช โปรดให้ส่งสมณทูตออกเผยแผ่พุทธศาสนาใน พ.ศ.234

ทุกตัวเลขมีความหมาย

ทุกย่างก้าวมีนัยเมื่อธรรมะนำทาง

“ผมคิดแบบมนุษย์ คิดแบบคนทำงาน ถ้าคิดว่าทำได้ Go for it!

ผมภูมิใจมาก เพราะยากและไม่เคยมีใครทำมาก่อน นี่จะเป็นสิ่งที่อยู่ในใจเราตลอดไป

เราอยู่บนพื้นฐานธรรม ถ้าผิด พร้อมรับผิดชอบคนเดียว อ๊อดรับจบ ผมไม่กลัว”

เป็นเพียงไม่กี่ประโยคสั้นๆ ที่สะท้อนบุคลิกเฉียบขาดของผู้ผ่านฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว ยาวนานเกิน 60 ครั้ง

จากเด็กเกเร ที่เจ้าตัวเล่าเองว่า ถึงขนาดเคยตีรันฟันแทง แต่วันหนึ่งก็ ‘เปลี่ยน’ ไปตามวัย

“35 ปีเต็ม ที่ผมโลดโผน ถ้าใกล้ชิดกัน จะรู้ว่าผมไม่เคยอยู่บ้านเลยทั้งชีวิต เดินทางตลอด คบคนเยอะ ใจร้อน โผงผาง มุทะลุ และไม่ค่อยกลัวปัญหาแต่ไหนแต่ไร มันเป็นนิสัยส่วนตัวที่อาจจะยูนีค ไม่เคยนึกว่าการทำงานสถาบันโพธิคยาฯ จะมาถึงวันนี้ แต่ทุกอย่างก็เป็นไปโดยเหตุและปัจจัย”

ในวันประกาศศตวรรษแห่งธรรมใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ อินเดีย เมื่อ 5 ธ.ค.67 ตัวแทนจากอินเดียรับมอบแคปซูลกาลเวลา

ล่าสุด ตั้งโต๊ะแถลงการจัดประชุมระดับนานาชาติ SAMVAD (สัมวาทะ) ในหัวข้อ ‘ศตวรรษแห่งเอเชียของธรรมะ-ธรรม’ ซึ่งจะมีขึ้นระหว่าง 14-17 กุมภาพันธ์นี้ เป็นครั้งแรกของไทย ครั้งที่ 4 ของโลก

ด้วยการผนึกกำลังระหว่างองค์กร Vivekananda International Foundation India (VIF) ร่วมกับสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980, ศูนย์อินเดียศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, International Buddhist Confederation (BC), Japan Foundation-Japan (TBC) และมูลนิธิวีระภุชงค์

หวังส่งเสริมความร่วมมือทางศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันในระดับสากล และความยั่งยืนที่เกิดจากการพึ่งพาอาศัยกัน

ย้ำชัดว่าเป็นไปด้วย ‘จิตบริสุทธิ์’ ไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆ ในเชิงการเมือง

“การจัดงานครั้งนี้ถือว่าเป็นความร่วมมือด้วยจิตที่บริสุทธิ์ของพวกเราชาวโพธิคยา และจิตที่บริสุทธิ์ของผู้บริหาร VIF โดยที่ไม่มีการเมืองแอบแฝง ที่อยากจะเห็นหลักธรรมเผยแผ่เหมือนการต่อเทียนออกไปให้สว่างไสวทั่วดินแดนลุ่มน้ำโขง ลุ่มมหานทีคงคา รวมถึงลุ่มน้ำอื่นๆ ในอนาคต เช่น ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ฮวงโห รวมถึงเปอร์เซีย ยุโรป และอเมริกาต่อไป เพราะทุกอย่างที่ทำวันนี้ ลึกๆ แล้วมันอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกผู้ ทุกนาม ทุกชาติ ทุกศาสนา นั่นคือ มนุษยธรรม”

ดร.สุภชัยเอื้อนเอ่ยในวันแถลงข่าว ขนาบด้วย พระเมธีวรญาณ ‘เจ้าคุณสายเพชร’ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ รองเจ้าคณะภาค 10 ในฐานะประธานกรรมการบริหารสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 และ นาเกช ซิงห์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย

แถลงจัดประชุม SAMVAD ครั้งแรกในไทย 14-17 ก.พ. นี้ หวังนำแก่นธรรมะ เสนอทางแก้ปัญหาขัดแย้ง เมื่อ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ณ บริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด .

จากวันแรกของการก่อตั้งสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 มาจนถึงวันนี้ ดร.สุภชัย เปรียบเปรยอย่างเห็นภาพว่า ‘เหมือนโรดมูฟวี่เรื่องหนึ่ง’

“ผมเหมือนนักสร้างหนัง คิดบทไว้ แล้วประเมินตัวเองว่าทำได้ไหม ถ้าทำได้ เดินได้ ผมเดิน
ส่วนตัวเป็นคนเต็มที่ แต่ถ้าเต็มที่แล้ว เท่าไหร่เท่านั้น ไม่ทุกข์ ถ้าทุกข์ ไม่ทำ

ตถตา เป็นเช่นนั้นเอง อนัตตา เดี๋ยวก็ดับ ไม่มีอะไร

ผมแก่ลงทุกวัน พบคนน้อยลงทุกวัน เข้าใจชีวิตมากขึ้น

ที่พูดมา ไม่มีอาจารย์ อาศัยประสบการณ์ ผมสายตรงพระพุทธเจ้า ศึกษาจากหลักธรรมคำสั่งสอน”

นอกจากประโยค วลี ถ้อยคำในเครื่องหมายคำพูดข้างต้น ยังมีคำบอกเล่าคมคายมากมายจากวาทะ ดร.สุภชัย บนเส้นทางธรรมยาตราครั้งล่าสุด ลุ่มน้ำโขง สู่มหานทีคงคา ตลอดห้วงเวลานานนับสัปดาห์ ระหว่างเดินทางบนรถบัส ท่ามกลางภูมิประเทศงดงามของชมพูทวีป ระหว่างการเยี่ยมเยือนสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ระหว่างการสนทนากับบุคคลต่างๆ เบื้องหน้าสื่อมวลชนทั้ง 2 ชาติ ไทย-อินเดีย

ดังที่บันทึกไว้ต่อไปนี้

 

มุ่งมั่น ‘ต่อเทียน’ สร้างสถาบันโพธิคยาฯ
ภูมิใจที่เกิดมาเป็นมนุษย์

ผมภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ผมคือนายสุภชัย วีระภุชงค์ คืออ๊อด เด็กคนหนึ่ง ไม่มีหัวโขน ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ไม่ได้เป็นทูต แต่สามารถพูดให้คนเข้าใจได้

ผมเข้าออกอินเดียตลอดกว่า 20 ปี และตลอดเวลาในการทำงาน 18 ปีของสถาบันโพธิคยาฯ เราทำตามความฝัน ตั้งแต่ พุทธพลิกโลก พุทธพลิกสุวรรณภูมิ พุทธศาสตร์การทูต จนถึงธรรมวิชัยสู่ศตวรรษแห่งธรรม

ผมมีความมุ่งมั่นสร้างสถาบันโพธิคยาฯ เชื่อว่าจะเป็นการต่อเทียนออกไป เราอยากเห็นคนรวย คนมีอำนาจ นักการเมือง ข้าราชการผู้ใหญ่ไม่ดูถูกคนจน

การดูถูกคนจน ผมเองรับไม่ได้ตั้งแต่เด็ก ก่อนจะรวยในวันนี้ ผมก็เคยจนมาก่อน ไม่ได้รวยมาแต่เกิด ผมมักจะพูดกับผู้ใหญ่หลายคนว่า ถ้าพวกเราดูถูกคนจน ก็คือการดูถูกบรรพบุรุษตัวเอง เพราะรากเหง้าของเราคือชาวนา อย่าคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นเช่น ผมเป็นเศรษฐี คุณจน อันนี้โอกาสเข้าสู่ความเป็นอริยะน้อยมาก เราทุกข์ได้ เครียดได้ แต่ตัดให้เร็ว และอย่าอินกับความสุขมาก สุขก็คือทุกข์เพราะมันไม่ใช่ของจริง ไม่มีอะไรเป็นของเราสักอย่าง ร่างกายยังไม่ใช่ของเราเลย ทุกอย่างถ้าไม่เที่ยง มันคือทุกข์ อนิจจัง ไม่เที่ยง คือ ทุกข์ นี่คือหลักการ

ผมไม่อยากเห็นคนบูชาคนมีอำนาจ แต่ก็ยอมรับในหัวโขน

อย่าบูชาคนรวยนัก ถ้ารวยแต่ไม่มีศีลธรรม ก็ไม่ต้องบูชา เรามีศักดิ์ศรี เรามีเกียรติ เราควรต้องมีจุดยึดในชีวิต

พูดคุยกับ ราเชนทร์ อัรเลกัร ผู้ว่าการรัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย เนื่องในการดำเนินโครงการ ‘ธรรมยาตราครั้งที่ 4 ลุ่มน้ำโขงสู่มหานทีคงคา’ ณ ทำเนียบผู้ว่าการรีฐ เมื่อ 2 ธ.ค.67

ธรรมยาตรา ‘สมบุกสมบัน’
สร้างประวัติศาสตร์กึ่งพุทธกาล

เรามีฝันมานาน วันนี้มีคนมาร่วมสานฝันกับเรามากขึ้น

สำหรับธรรมยาตราครั้งที่ 4 ลุ่มน้ำโขงสู่มหานทีคงคา 11 คืน 12 วัน ถ้านับจริงๆ คือ 13 วัน ตั้งแต่สาญจี ปัฏนะ พุทธคยา เดลี และอัมห์ดาบัด เป็นอะไรที่สมบุกสมบันพอสมควร

ทุกอย่างเราพอใจ เพราะได้อานิสงส์จากการเสด็จของพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ เราได้แสดงให้ทางอินเดียได้เห็นถึงความศรัทธา ความมุ่งมั่น ความจริงใจที่มีในเรื่องการสร้างแก่นธรรมะ จึงได้เกิดธรรมยาตราครั้งที่ 4 เราได้เห็นถึงการต้อนรับของผู้หลักผู้ใหญ่ของทางรัฐบาลอินเดียซึ่งให้ความเป็นกันเองมาก

ผมกล้าบอกได้เลยว่า ความผูกพันครั้งนี้ เป็นอีกการก้าวกระโดดหนึ่งของไทย

การประกาศศตวรรษแห่งธรรม ผมเชื่อว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไม่ยอมให้ใครที่ไม่ดีมาประกาศแน่ ผมเชื่ออย่างนั้นก่อน

ผมไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นคนดี ความไม่ดีผมก็มี ความดีผมก็มี ท่านคงมองออกว่า คนคนนี้ทำได้

เรากำลังทำงานโดยเป็นอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาวพุทธกึ่งพุทธกาล ชีวิตนี้เกิดมาคุ้มค่าแล้ว

นำคณะสถาบันโพธิคยาฯ เยี่ยมคารวะ ฯพณฯ คเชนทระ ซิงห์ เศขาวัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สาธารณรัฐอินเดีย ที่บ้านพัก ณ กรุงนิวเดลี เมื่อ 7 ธ.ค.67 หารือหลากประเด็นรวมถึงการโปรโมตธรรมสู่เจนใหม่

โรดแมป 68 ประชาชนสู่ประชาชน
เติมน้ำวันละหยด
ถ้าชาตินี้ไม่ถึงฝัน เจอกันชาติหน้า

ถ้าเชื่อในพระไตรปิฎกหรือพระสูตร ท่านบอกว่าเราเกิดมาทุกอย่างแล้ว ทำไมยังอยากอยู่ในวัฏสงสาร วันหนึ่งก็ต้องป่วย ต้องตาย เพราะฉะนั้น นี่คือแนวคิดหนึ่ง เด็กๆ คงไม่เข้าใจ เป็นหน้าที่เราต้องเติมน้ำวันละหยด ทำเท่าที่ทำได้

วันหนึ่งมันจะส่งผล วันนี้ไม่เห็นผล อนาคตก็เห็นผล

ความฝันผม ถ้าชาตินี้ทำไม่ได้ ผมจะกลับมาทำใหม่ชาติหน้า

ธรรมยาตรามาถึงวันนี้ ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย และรู้ว่าทุกคนที่ทำงานมาด้วยกัน เหนื่อยหมด 11 คืน ไม่มีวันไหนที่ผมนอนเกิน 5 ชั่วโมง ตี 2 ยังส่งไลน์ ตื่นเช้า ตรงเวลา สมองทำงานตลอด มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ และต้องปรับตัวตลอดเวลา

เชื่อว่าธรรมยาตราทำให้เกิดแสงสว่างขึ้นในระดับหนึ่ง เป้าหมายต่อไปคือ ประชาชนสู่ประชาชน ถ้าเรามาทำงาน People to People จะเกิดกระแสขึ้นทั้งในประเทศไทย และในอินเดียต่อไป นี่คือเป้าหมายที่จะทำเป็นโรดแมปในปี 2568

ร่วมกับสมาพันธ์ชาวพุทธนานาชาติ แถลงข่าวต่อสื่ออินเดียที่ให้ความสนใจล้นหลาม กับงาน ‘ธรรมยาตรา ครั้งที่ 4 ลุ่มน้ำโขงสู่มหานทีคงคา’ เมื่อ 3 ธ.ค.67

อยากเห็นทุกคน ‘เอ็นจอยไลฟ์’
ศรัทธาส่วนตัว ใครก็เติมไม่ได้
‘พุทธ ธรรม สงฆ์’ สถิตในใจ ศรัทธาไม่มีตก

ผมเป็นคนใจร้อน ทำงานเยอะและเร็ว พูดตรงๆ ชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ รับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่สิ่งหนึ่งที่คิดตลอดมาคือ คนเราเปลี่ยนแปลงได้ คนดีวันนี้ พรุ่งนี้อาจเลว คนเลววันนี้ อาจจะดีพรุ่งนี้ แต่ละคนไม่เหมือนกัน ภพภูมิไม่เหมือนกัน ประสบการณ์ไม่เหมือนกัน นี่คือวิธีคิดผม

แม้จะแบกรับอะไรไว้หลายอย่าง แต่เป็นคนไม่ค่อยเครียด โกรธง่าย หายเร็ว ไม่อย่างนั้นประสาทกิน เพราะผมทำธุรกิจ เจอปัญหาเยอะมาก ถ้ามานั่งยึดกับรายละเอียดหยุมหยิม คงเข้าโรงพยาบาล

คนที่อยู่กับผมมานานจะเข้าใจกันดีว่าผมเปลี่ยนไปเยอะ เพราะโชคดีได้เจอโควิด ทำให้เข้าใจในเรื่องของญาณทัศนะและกรรมฐานมากขึ้น มันก็เป็นจุดเริ่มต้น ผมไม่ได้ไปไกล แต่ความที่มีศรัทธาและย้ำในแง่ของการคิดและวิเคราะห์จนเกิดปีติ อันนี้คือองค์ฌาน ซึ่งส่วนตัวหลังจากได้ปฏิบัติมาบ้าง มีความรู้สึกว่ามันมีความเป็นธรรมชาติ และความเป็นธรรมชาติของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ก็ต้องยอมรับซึ่งกันและกัน

ผมก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ ทางโลกบ้าง ทางธรรมบ้าง เพราะเข้าใจว่าชีวิตเป็นอย่างนั้น ต้องเอ็นจอยไลฟ์ อยากเห็นทุกคนมีความสุขกับการใช้ชีวิต ไม่มีใครมาเติมศรัทธาให้เราได้ ถ้ายึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในจิตใจตลอดเวลา คุณจะมีกำลังมากขึ้น ศรัทธาจะไม่มีวันตก

คณะธรรมยาตรา ถึงวัดนากา คุชราต บ้านเกิด นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอินเดีย เมื่อ 9 ธ.ค. 67 โดยมีการมอบแคปซูลแห่งกาลเวลาในเชิงสัญลักษณ์ เตรียมจัดพิธีฝังต่อไป

ครั้งหนึ่งในรอบพันปี
ขอทำหน้าที่สมศักดิ์ศรี ‘สมณโคดม’

ถ้าอยากรวย มาเป็นพ่อค้า ถ้าตัองการสั่งสมบุญ เป็นข้าราชการเหมาะ เพราะเป็นอาชีพที่เหมือนพระ เป็นข้าของแผ่นดิน ต้องดูแลประชาชน ต้องเสียสละ ใจเขาใจเรา จึงจะได้รับการยอมรับ

คนเราจะใหญ่ไม่ใหญ่ ผมว่ามันอยู่ที่ตัวเองทั้งนั้น ไม่ใช่คนอื่นแน่นอนว่าต้องอยู่รอดทางโลกก่อน มีความมั่นคงของโภคทรัพย์ ดูแลครอบครัวได้ หลังจากนั้นเป้าหมายต่อไปคืออริยทรัพย์ ผมอยากเห็นการมีน้ำใจ แบ่งปันกัน นี่คืออีกทางหนึ่งที่จะทำให้เข้าถึงความเป็นอริยะได้นอกจากลมหายใจซึ่งเป็นทางสายเอก เหมือนเครื่องบิน ถ้าต้องการมีลมใต้ปีก เมตตา อภัย กรุณา ความเห็นอกเห็นใจจะช่วยให้เราเข้าสู่ความเป็นอริยะได้เร็วขึ้น

สิ่งที่ผมถือที่สุดคือความจริงใจ ความไว้วางใจ การให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ผมไม่ได้อยากรู้จักคนใหญ่คนโต คิดเพียงว่าวันนี้ทำงานถวายพระตถาคต เพราะฉะนั้นศักดิ์ศรีธรรมะแห่งพระตถาคตต้องชัดเจน ไม่อย่างนั้น ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ คนอาจงงวิธีคิดผม แต่มันเป็นส่วนตัวผม ที่มองว่าจะเดินแนวนี้ ในความเป็นผู้นำ ถ้าไม่เด็ดขาด ก็นำไม่ได้ ถ้าเหยาะแหยะ ก็ไม่รอด ในเมื่อผมมีจังหวะแล้วในรอบพันปีที่จะทำหน้าที่นี้

ผมก็จะทำหน้าที่นี้ให้สมศักดิ์ศรีสมณโคดม

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร