ลมหายใจในป่าเมฆ
มากกว่าความงามคือคุณค่า
กวางผา‘ยูนิคอร์น’ แห่ง‘ดอยอินทนนท์’
“ป่ามันจะอยู่ได้ จะสมบูรณ์ได้ มันต้องมีสัตว์ป่า
เราอยากจะเห็นว่า อินทนนท์ในความยั่งยืน ในความอุดมสมบูรณ์ ในความหมายของเรา มันควรจะมีสัตว์ป่าให้ผู้คนได้เห็น แล้วคุณจะเห็นในมุมที่แตกต่างออกไป คุณจะรักเหมือนที่เรารัก และรักแบบเข้าใจ”
คือข้อความตอนหนึ่งซึ่งปรากฏในหนังสือภาพอันงดงามของพื้นที่ดอยสูงบนผืนแผ่นดินไทย จากมูลนิธิไทยรักษ์ป่า โดย บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ที่ถ่ายทอดคุณค่าของป่าต้นน้ำ โดยร่วมกับช่างภาพสายธรรมชาติแนวหน้าของเมืองไทยอย่าง ณรงค์ สุวรรณรงค์ และ ธเนศ งามสม ซึ่งใช้เวลากว่า 2 ปี ในการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติและระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตในป่าเมฆ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้างถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำ อันจะนำไปสู่การปลุกจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติ และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
บันทึกและเผยแพร่ในหนังสือภาพชุด “ลมหายใจในป่าเมฆ ดอยอินทนนท์”

ล่าสุด คัดไฮไลต์กว่า 50 ภาพมาจัดแสดง ณ ผนังโค้ง ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสภาพถ่ายสัตว์ป่าสุดอันซีนและเปี่ยมด้วยพลัง ระหว่างวันที่ 4-16 กุมภาพันธ์นี้
ชวนให้คนเมืองกับธรรมชาติได้คอนเน็กต์ถึงกัน ด้วยการซึมซับเรื่องราวป่าไม้ต้นน้ำบนดอยสูง อันเป็นแหล่งธารน้ำสำคัญที่เราต้องร่วมกันรักษาคุณค่า ณ วันที่ความอุดมสมบูรณ์นั้นยังคงไหลหลั่งมาจนถึงเมืองกรุงอยู่
คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ สัตว์ป่าก็อยู่ได้
ต้นทางดี ผลลัพธ์ปลายทางยั่งยืน

ดร.จิราพร ศิริคำ ประธานกรรมการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า และกรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เริ่มต้นจากฉายแนวคิดภายใต้ความเชื่อว่า เมื่อต้นทางดี จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี
“เรามุ่งมั่นดำเนินธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่องควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคม ให้เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนมากว่า 33 ปี ในด้านสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าต้นน้ำในพื้นที่สำคัญของประเทศไทย ในฐานะโซ่ข้อกลางที่ผลักดันให้คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ และสัตว์ป่าอยู่ได้” ดร.จิราพรชี้ความสำคัญ
ก่อนจะลงดีเทลถึงโครงการล่าสุดว่า ได้ริเริ่มและจัดทำหนังสือภาพถ่าย ‘ลมหายใจในป่าเมฆ ดอยอินทนนท์’ เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ต้องการสื่อสาร และถ่ายทอดให้ผู้คนได้สัมผัสและตระหนักถึงคุณค่า และความสวยงามของดอยอินทนนท์
“พื้นที่ตรงนี้เป็นมากกว่าแหล่งท่องเที่ยว แต่มีความสำคัญในฐานะที่เป็นระบบนิเวศป่าต้นน้ำ ป่าเมฆที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมันยังเป็นบ้านของสัตว์ป่า พืชพรรณ และความหลากหลายทางชีวภาพ
เราหวังว่าความตระหนักรู้ที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นพลังที่เชื่อมโยงป่าต้นน้ำและผู้คนในเมืองที่อยู่ปลายน้ำเข้าด้วยกัน รวมถึงทำให้สังคมได้เปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับดอยอินทนนท์ ซึ่งจะนำไปสู่จิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและป่าต้นน้ำ ตลอดจนความร่วมมือในการอนุรักษ์ดูแล หรือท่องเที่ยวอินทนนท์อย่างยั่งยืนในที่สุด” ดร.จิราพรยืนหยัดหนักแน่น
3 แสน กับอีกพันไร่
ไม่เยอะ ไม่ใหญ่ แต่ชีวภาพหลากหลาย
หันมาฟังมุมหน่วยงานผู้ดูแลพื้นที่

อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ดอยอินทนนท์ถือว่าเป็นต้นแบบการอนุรักษ์พื้นที่ป่า ซึ่งตนคิดว่าค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบ ที่ประชาชนสามารถที่จะอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืนจริง เขาสามารถสร้างได้และช่วยกันดูแลป่าด้วย
“ตามจริงแล้วพื้นที่ดอยอินทนนท์มีไม่มาก มีแค่ประมาณ 3 แสน 1 พันไร่เท่านั้นเอง ไม่เยอะเลย แต่เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญและหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก มีป่าหลายประเภทโดยเฉพาะป่าฝนและสรรพสิ่ง สรรพชีวิต ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ หรือสัตว์ป่าเยอะแยะไปหมดเลย
ที่สำคัญยังเป็นต้นน้ำที่สำคัญที่ไหลไปสู่แม่ปิง และไหลไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าเดินไปที่กิ่วแม่ปานก็จะเห็นลำน้ำที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา หลายคนก็คงจะทราบดีอยู่แล้ว ซึ่งต้องขอขอบคุณช่างภาพที่ได้เอาความสวยงามมาถ่ายทอดให้เกิดคุณค่า
เหมือนกับที่ตอนท้ายสุดของหนังสือเขียนว่า ‘ความสวยงามอาจจะทำให้เราหลงรัก เราอยากมา แต่คุณค่านั้นต่างหาก ที่ทำให้เราอยากรักษาอินทนนท์ไว้’ ซึ่งเป็นความคิดที่ดีมาก คนที่เปิดหนังสือเล่มนี้จะไม่ได้รับแค่ความสวยงามอย่างเดียว แต่ยังได้เห็นถึงคุณค่าความสวยงามนั้นด้วย”
“มีหลายรูปที่ผมเปิดดูแล้วก็ชอบใจ ในหนังสือมันจะมีอยู่รูปหนึ่ง ก็คือ ‘กวางผา’ เพศเมียตัวหนึ่ง ซึ่งทีมงานเขาเรียกว่า ยูนิคอร์น เพราะว่าเขามันหายไปข้างหนึ่ง แล้วคุณณรงค์ กับคุณธเนศ ก็ถ่ายออกมาได้สวยงามมาก
แล้วมีรูปหนึ่งที่มีนกปรอดสีเทา หัวขาว ไปเกาะอยู่ตามตัวของกวางผาเพื่อที่จะหาแมลง หรือหาเห็บตามตัว แล้วก็มีนกปรอดตัวหนึ่งบินมา ดูดน้ำมูกของกวางผา ลองไปดูให้ดีรูปนี้เป็นรูปที่สวยมาก เป็นรูปที่น่ารัก ที่ถูกถ่ายทอดออกมาโดยทั้ง 2 ท่าน
เท่าที่นับดูยังเห็นมีนกหลายสิบชนิดอยู่ในหนังสือ มีไม้ดอก ไม้ป่าประจำอินทนนท์หลายพันธุ์ และพรรณพืชอีกมากมาย” อรรถพลร่วมแชร์แบบใจฟู
ทุ่ม 2 ปี สำรวจ 3 เดือน ยืนวันละ 8 ชม.
‘ยูนิคอร์น’ในร่าง’กวางผา’ปรากฏตัว

จากนั้นมาเปิดเบื้องหลังการทำงานจากปาก ณรงค์ สุวรรณรงค์ หรือ เบ ช่างภาพสัตว์ป่าแถวหน้าของเมืองไทย เปิดเผยว่า การทำงานชิ้นนี้กว่า 2 ปีนั้น เราเริ่มต้นจากศูนย์เลย ว่ามีอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง เราไม่ได้ไปแล้วเราได้ถ่ายภาพเลย ซึ่งระยะ 3 เดือนแรกเราแทบไม่มีภาพ มันเป็นการเซอร์เวย์ กับการถ่ายภาพไปด้วย
“พื้นที่ทำงานของเราเน้นที่เส้นทางศึกษาธรรมชาติเป็นหลักเลย ไม่ได้เข้าป่าลึก เราเน้นบริเวณที่คนเข้าไปทำกิจกรรม เราเน้นว่า 2 ข้างทางนี่ล่ะ บริเวณที่ไกลจากคนไปแค่ 50-100 เมตร มันมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ เพื่อไม่ให้เข้าใกล้จนไปรบกวนวิถีชีวิตของสัตว์ป่า” ช่างภาพยึดหลักสำคัญ
ก่อนจะลงดีเทลว่า เริ่มต้นก็วางว่าจะเล่าเรื่อง ‘กวางผา’ เป็นหลักอยู่แล้ว เพราะเน้นเรื่องสัตว์ป่า และกวางผาก็เป็นสัตว์เด่น จึงเริ่มจากการสำรวจเป็นฤดูกาลไปก่อน แต่การทำงานในช่วง 3 เดือนแรกกวางผายังแทบไม่ได้ถ่ายเลย
“ช่วงแรกที่เราไปก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไร อย่างไร สำรวจไปกว่า 3 เดือน จนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงได้เริ่มถ่าย ช่วงนั้นเชียงใหม่เขาเริ่มเผาป่าแล้ว เวลาที่เราไปเฝ้าเราก็ไม่ต้องใช้ผ้าพราง หรืออะไรเลย เราไปยืนดู ช่วงแรกๆ ยืนวันละ 7-8 ชั่วโมง ยืนอยู่จนกลมกลืนกับตรงนั้น เขาก็จะรู้สึกเฉยๆ แล้ว แต่ถ้าเราไปแล้วยุกยิก ลุกขึ้นเดิน กวางผาก็อาจจะหลบหนีไป

วันนั้นที่เจอยูนิคอร์น (กวางผาเขาเดียว) เป็นเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ผมกำลังจะเก็บกล้องลงไปแล้ว เขามายืนอยู่นานมากจนมีเวลาเอากล้องขึ้นมาตั้งใหม่ แล้วก็มีเวลาถ่ายอยู่นาน น่าจะประมาณสัก 3 นาที เราก็ยืนมองแล้วก็บันทึกภาพ มันเป็นตัวแรกที่เดินขึ้นมายืนบนผานั้น แล้วมันก็มีเขาข้างเดียว
จากนั้นเราก็เจอเขาบ่อยขึ้น เขาลัดเลาะมาอยู่หน้าผาที่เราเฝ้า ซึ่งห่างประมาณ 70 เมตร นอนอยู่จนเย็นวันนั้น แล้วหลังจากนั้นก็เจอเขาแทบทุกเดือน ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตกวางผา ซึ่งผมอาจจะบันทึกภาพหลายภาพที่คนอาจจะยังไม่เคยเห็นมาก่อน เอาเรื่องราวต่างๆ ที่หลายคนไม่เคยรู้มาร้อยเรียงและเอามาเล่า” ณรงค์เผยด้วยแพชชั่น
อินทนนท์ เหมือนสวนหลังบ้าน
ซึบซับ ผูกพัน เฝ้ามองฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน
เสริมด้วย ธเนศ งามสม อีกหนึ่งช่างภาพคนสำคัญของผลงานชิ้นนี้ ร่วมแชร์ประสบการณ์ว่า ช่วงเวลาของการทำงาน 2 ปี อยู่ที่อินทนนท์มากกว่าอยู่บ้าน คือ พออยู่ไปนานๆ มันจะรู้สึกว่าอินทนนท์มันเป็นเหมือนสวนหลังบ้านเราเลย


“เราไปอยู่ทุกวัน ทุกเดือน ทุกฤดูกาล เราเห็นความหมุนเวียนเปลี่ยนไปของฤดูกาลของธรรมชาติที่ชัดเจนมาก อย่างสมมุติเดือนนี้เป็นเดือนกุมภาพันธ์ กุหลาบพันปีแดงจะเริ่มบานดอก แล้วเดือนถัดไปจะเป็นกุหลาบพันปีสีขาว เดือนถัดไปอีกจะเป็นเดือนของกล้วยไม้ที่ชื่อว่าเอื้องเทียนขาว ผลิบานดอก ในการทำงานครั้งนี้ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงและเป็นไปของป่าเมฆได้ทุกอาทิตย์เลยก็ว่าได้”

ก่อนที่จะลงลึกว่า ตามจริงแล้วบ้านเรามีวัตถุดิบที่มีคุณค่า มีความสวยงามมาก แต่ขาดการสนับสนุนและการส่งเสริม อย่างเช่นการทำสารคดีแบบหนังสือภาพ ในบ้านเรานับได้ว่ามีน้อยมากที่จะมีโครงการเช่นนี้เกิดขึ้น
“ช่างภาพบ้านเราจริงๆ แล้วมีฝีมือทัดเทียมกับช่างภาพต่างประเทศได้เลย ขาดแต่โอกาสและช่วงเวลาเท่านั้น คือเราก็เป็นช่างภาพคนหนึ่งที่ได้โอกาส ได้เวลาเพิ่มขึ้นจากช่างภาพคนอื่นๆ เท่านั้นเอง แล้วเราก็หยิบฉวยโอกาสครั้งนี้เพื่อบอกเล่าเรื่องให้ละเอียดลึกซึ้ง ในสิ่งที่มันอยู่ใกล้ที่สุด ในสิ่งที่มันอยู่แทบเท้าเรานี่เอง มันอยู่ 2 ข้างทางเดิน เราจะถ่ายทอดออกมาอย่างไรให้จับใจผู้คนที่เห็นหนังสือภาพเล่มนี้
เราอยากให้ทุกคนค่อยๆ เปิด ค่อยๆ ดูรูป ค่อยๆ อ่าน ละเลียดกับมัน เราอยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นประตูบานแรกที่จะนำพาให้ผู้คนที่ยังไม่เคยไปดอยอินทนนท์ลองไปเยือนดอยสูงแห่งนี้สักครั้ง
แล้วสำหรับคนที่เคยไปมาแล้วก็อยากให้กลับไปเดินอีกครั้ง ไปเดินให้ช้าลง มองสองข้างทางให้นานขึ้น ก้มลงมอง 2 ข้างเท้าเราสิว่า เนี่ย แทบเท้าเราบนพื้นดิน มีอะไรผลิบานอยู่บ้าง มีสัตว์อะไรใช้ชีวิตอยู่บ้าง” ธเนศหวังถ่ายทอดจุดสำคัญ พร้อมฝากทิ้งท้ายว่า
อยากให้ทุกคนใช้เวลากับผืนป่าให้นานขึ้น เดินให้ช้าลง แล้วธรรมชาติที่สวยงามมันจะบอก มันจะสอนพวกเราเอง
ภูษิต ภูมีคำ
ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อหนังสือภาพถ่าย “ลมหายใจในป่าเมฆ ดอยอินทนนท์” ราคาเล่มละ 2,500 บาท ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ ‘มูลนิธิไทยรักษ์ป่า’ รายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายจะนำไปสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิไทยรักษ์ป่าเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำต่อไป

