ถ้าสุขภาพเป็นสินค้า รัฐสวัสดิการยังอีกไกล
ศ.ดร.กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์
ต้องปฏิรูปเล็กๆ แก้มายด์เซต ‘สังคมสงเคราะห์’
“คนที่ตกทุกข์ได้ยาก
ไม่ใช่เรื่องชาติก่อนทำมาไม่ดี ชาตินี้เขาควรมีสิทธิ”
เปิดฉากได้อย่างออกรส ว่าที่แก้ยากยิ่งกว่ากฎหมายเห็นจะเป็น ‘มายด์เซต’ โดยเฉพาะในเรื่อง ‘การสงเคราะห์’
เพราะคนไทยหลายล้านไม่มีเบาะรองรับ อยู่นอกจำนวนนับ ไร้บำนาญ ขาดปัจจัยพื้นฐานที่เพียงพอต่อการยังชีพ
ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่านี้ ดูจะเกี่ยวโยงกับกฎหมายสูงสุดมากกว่าที่คิด
71 ปีเวียนมาบรรจบ ครบรอบวันสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ปีนี้ ศ.ดร.กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ พร้อมด้วยกูรูผู้เฝ้ามองความผันเปลี่ยนของบ้านเมือง มารวมนั่งดีปทอล์ก แชร์ความน่าเป็นห่วง ถกลงลึก “รัฐสวัสดิการ พัฒนาการสังคมสงเคราะห์ สายธารสู่รัฐสวัสดิการไทย”
นักสังคมสงเคราะห์ท่านนี้ เคาะแล้วว่าต้องเริ่มจากทบทวน-รื้อแนวคิดใหม่ ที่ในสังคมไทยถูกกลบเกลื่อน ระบบประกันสังคม≠การสงเคราะห์
“หิ้วถุงยังชีพไปให้ตา-ยายแก่ๆ ยกมือท่วมหัว คุณตาไม่ต้องไหว้ มันเป็นสิทธิที่ควรได้อยู่แล้ว แต่ถ้าไปพูดอย่างนี้ก็จะไปขัดกับการกุศล สังคมไทยต้องสู้กับอุดมคติ สู้กับวาทกรรมที่ย้อนแย้ง”
ฟังแล้วเก็ตเซนส์ว่าเป็นงานหิน ในเมื่อก้อนความเห็นในสังคมตั้งแต่อดีตไล่เรียงมาจนวันนี้
“รัฐสวัสดิการเมืองไทยมันแย่ ‘ซ้าย-ก็เกลียดรัฐสวัสดิการ ขวา-ก็หาว่าเป็นคอมมิวนิสต์’ แต่จริงๆ สังคมไทยเกือบเป็นรัฐสวัสดิการตั้งแต่ 2475 เรามี ‘สมุดปกเหลือง’ ปรีดี พนมยงค์ เสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจ นี่คือเนื้อหาประกันสังคม คุณไปดู evidence based ทุกประเทศที่มี Welfare State มันเริ่มต้นกฎหมายฉบับแรกด้วยประกันสังคม หรือประกันสุขภาพเสมอ ‘สมุดปกเหลือง’ คือบันไดก้าวแรกของรัฐสวัสดิการไทย”
ทำเอา ศ.ดร.กิติพัฒน์แอบคิดเล่นๆ อยากไปหาโดเรมอน นั่งไทม์แมชชีนย้อนไปบอก อ.ปรีดี ว่าร่างกฎหมายสวยๆ แบบเยอรมันไม่พอ ต้องทำเป็น ‘วัฒนธรรมสวัสดิการ’ “เผลอๆ ถ้าเรามีระบบสวัสดิการ ไม่ต้องมีคอมมิวนิสต์ ไม่ต้องมีเสียงปืนแตก 2508”
“มันไม่มีพรรคไหนกล้าหาญ ปฏิรูประบบภาษี ถ้าทำได้จบเลย เรื่องภาษีที่ดิน ก็ลำบาก”
อุปสรรคที่นักวิชาการผู้นี้มองเห็นชัดๆ คือการที่คน ‘ไม่เข้าใจ’ แต่เดี๋ยวนี้มีโซเชียล มีวิธีต่อกร รัฐสวัสดิการจะไปไม่ได้ถ้าขาด กลไกการผลิตซ้ำ ซึ่งถ้ามองในคติของ ‘สแกนดิเนเวีย’ การที่คนรวย-รวยขึ้นๆ คนจน-จนลงๆ เขาถือเป็นเรื่องใหญ่
แต่ก็ยังเชื่อว่า ‘เรามูฟได้’ ขนาดกฎหมายสมรสเท่าเทียมยังผ่านมาแล้ว
ปัจจุบันมี ‘วีแฟร์’ หนึ่งในพลังภาคประชาชนที่อยากจะสู้ให้รัฐสวัสดิการ เป็น ‘คำสามัญประจำบ้าน’
“สังคมไทยยังมีดีหลายเรื่อง หลายเรื่องรีบร้อนไม่ได้ แต่เชื่อว่ามีศักยภาพในการแก้ ต้องให้ ‘น้ำดี’ มันมีแรง ความเป็นพลเมืองต้องเข้มแข็ง เพราะคือรากที่แท้ของรัฐสวัสดิการ”
แชร์ประสบการณ์ แถวบ้านย่านเสาชิงช้า เคยเห็นคนจนไม่มีกิน ถึงขั้นต้องไปบวชพระ พอสายๆ หิ้วถุงแกงมาให้ครอบครัวกิน ซึ่งไทยไม่มีการจดทะเบียนคนจนอย่างเป็นระบบ ยังมีเรื่องที่ต้องทบทวนทั้งการเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า ภาษีอสังหาฯ รวมถึงการมองสุขภาพเป็นสินค้า เป็นเรื่องกำไรขาดทุน
“โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ให้หมอรักษาที่นี่แล้วให้สตางค์เพิ่มขึ้น โชคดีที่สำนักงบประมาณฯ ไม่เอาเงินไป เขาเอามาแก้ปัญหาสมองไหล แล้วเอาเงินมาอุด 30 บาทรักษาทุกโรค ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็พูดถูก เสียอย่างเดียวทักษิณทำ 30 บาทฯแล้วไม่แก้ปัญหา Human Resource หมอก็ลาออกกันไปเยอะ มันเหนื่อยเกินเหตุ ต้องปฏิรูประบบคนเป็นหมอด้วย เกาหลีใต้ก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน”
‘รัฐสวัสดิการ’ ที่มีระบบปฏิบัติการพร้อมซัพพอร์ตคนจน คงเป็นอีกเรื่องเร่งด่วนที่ต้องไฟต์กันเหนื่อยหนัก ไม่แพ้ ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญ’
อย่าให้สุขภาพ เป็นสินค้า
แปรปัจจัยลบให้เป็นบวก
ดึงแรงงานเข้าระบบเริ่มได้ทันที
ต้องแก้ปัญหาคือ อย่าให้สุขภาพ อาหาร เป็นสินค้า ‘วันทนา ศิวะ’ แอคทิวิสต์ของอินเดีย เขาบอกว่าอากาศสะอาด น้ำสะอาด กับอาหาร พลเมือง 70 ล้านควรได้ ถ้าทุกคนมีกินหมด โลกนี้คงเหมือนสวรรค์ มันมีหลายวาทกรรม ซึ่งแรง แต่ปฏิบัติในระบบย่อยได้ อันนี้วีแฟร์ก็ทำอยู่
ทุกวันนี้ก็มีพระบิณฑบาตเยอะ พุทธศาสนาก็กระจายซ้ำนะ พระแถวปากเกร็ด เหลือบริโภคเขาก็เอาไปให้ที่ศาลเจ้าพ่อ ให้จนหมดแล้วก็ข้ามเรือมาให้อีกวัดเพราะมันจะเหลือทิ้ง ถ้าเมเนจวัดดีๆ ประสานผู้นำคนไร้บ้าน ไม่มีคนอดตาย แต่แบบนี้ก็ไม่ใช่หน้าที่รัฐสวัสดิการนะ แต่มันมีการกระจายซ้ำทรัพยากร
เห็นทีเราต้องกลับสมการ Alternative redistribution ซึ่งเมืองไทยก็มี เป็นชุดความคิดที่น่าสนใจ บางทีต้องช่วยกันปฏิรูปเล็กๆ ถ้าใครมีแรงตรงไหนแล้วไม่กระทบอะไร ผมรู้สึกว่าสังคมไทยต้องไปอย่างนี้ ยังดีที่ไทยเป็นตัวอย่างที่ดีของสมรสเท่าเทียม บางนโยบายเรามูฟแบบ ริชาร์ด รอร์ตี้ มากๆ ต่อไปให้ ผญ.-ผช.ลาเลี้ยงลูกได้ 2 ปี ต้องจ่ายเงิน 50 สัปดาห์เหมือนสวีเดน แต่ตอนนี้เงินอุดหนุนยังไม่ก้าวหน้า บางเรื่องก็เป็นประชานิยม
ปฏิรูปทางศาสนาก็น่าสนใจมาก ถ้าคุณบวชผู้หญิง 2 ล้านคนได้ตั้งแต่โบราณ คงไม่ค่อยมีโสเภณีเด็ก มันควรจะปฏิรูปแบบ ริชาร์ด รอร์ตี้ พูดไว้ ไม่ชอบรัฐสวัสดิการแบบใหญ่ๆ ชอบปฏิรูปแบบ Piecemeal reform ซึ่ง รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เป็นตัวอย่าง
‘ประกันสังคม’ จะดี ถ้าไม่มีคนตกงานเลย ในอาเซียน ‘สิงคโปร์’ น่าสนใจ ประเทศเล็กๆ ไม่มีทรัพยากร แต่หันไปทำ ‘ทรัพยากรมนุษย์’ ทำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งครอบคลุมทั้งหมด กลับมาดูเมืองไทยมีแต่บิ๊กดาต้าคนจน ไม่ใช่ทั้ง 40 ล้านคน แคนาคาเขามีหมดและให้ welfare พอเศรษฐกิจไม่ดีเขาตัดคนข้างบน ไม่ตัดคนข้างล่าง เมืองไทยเราควรจะทำระบบ contribution
เรามีแรงงานเพื่อนบ้าน เขาเข้ามากี่คน ก็ Undocumented นะ บางคนบอกมี 4 ล้านคน ถ้าเอาขึ้นบนดินให้หมด ‘ค้ามนุษย์’ ลดลงเลย ทุกครั้งถ้าเป็นเรื่องแรงงานจะโยนกันระหว่างกระทรวง ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีแรงงาน ผมจะเอาแรงงานเพื่อนบ้านขึ้นบนดินให้หมด ให้ Welfare เขาเต็มที่ คนไหนความรู้สูงให้ทำงานเมืองไทยไปเลย ผมให้จดทะเบียนฟรีด้วย ไม่รู้เป็นไปได้หรือเปล่า เราจะมีโพรเทกชั่นใหญ่ขึ้น ต้องยอมรับว่าถ้าไม่มีคนเหล่านี้เศรษฐกิจไทยไม่ไป ไปสงบสงครามกับเมียนมา แล้วดึงเขามาทำงาน อยากให้ช่วยสร้างโรงพยาบาลเราก็ไป ทรีตเขาแบบ Positively ไม่ใช่ศัตรู แล้วเราได้ประโยชน์ทั้งเชิงสังคม เศรษฐกิจ การเมือง แรงงานนอกระบบจะลดลง
ถ้ารัฐไทยจะพัฒนา ‘ระบบรัฐสวัสดิการ’ ผมว่าเน้นอะไรเริ่มได้ทำไปก่อน ยั่งยืนกว่าแจกเงินหมื่น อาเซียนจุดแข็งคือต้องวิน-วิน เอาคน 4 ล้านขึ้นมาบนดินให้หมด แปรปัจจัยลบให้เป็นบวก ให้ความคุ้มครอง เก็บเงินเขา แล้วกระจายซ้ำ ถ้ามีจังหวะ มีพลังค่อยรีฟอร์มการกระจายซ้ำนั้นอีกที

รัฐต้องจัดวาง ‘ความสัมพันธ์’
รับประกัน ‘กินอิ่มนอนหลับ’ เป็นสิทธิติดตัว
วรดร เลิศรัตน์
นักวิจัยนโยบายสาธารณะ จาก 101 PUB
สวัสดิการมักดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่จริงๆ เป็นเรื่อง ‘กินอิ่มนอนหลับ’ มีกิน มีใช้ มีรายได้พื้นฐานที่เพียงพอไม่ว่าจะเผชิญกับความเสี่ยงช่วงไหนของชีวิต ตกงานกะทันหัน นั่งรถประสบอุบัติเหตุ ก็มีรัฐเข้ามาคุ้มครอง
ไม่ได้หมายความว่า รัฐต้องลงมือทำเองทุกอย่าง เช่น บำนาญ รัฐอาจจะจัดความสัมพันธ์ระหว่าง นายจ้าง-ลูกจ้าง ใครมีหน้าที่ทำอะไรเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้ ซึ่งยังเชื่อมโยงกับระเบียบเศรษฐกิจการเมือง อีกอุปสรรคคือยังมีจารีตแบบรัฐราชการที่ขัดขวาง สรุปได้สั้นๆ 3 คำ มองรัฐเป็นใหญ่ ไม่ไว้ใจประชาชน มองคนไม่เท่ากัน มีทัศนคติแบบนี้แฝงอยู่แทบทุกองคาพยพ
การเกิดรัฐสวัสดิการในตะวันตก จะพบว่ามักเกี่ยวพันกับ ‘การเสื่อมอิทธิพลของศาสนา’ เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบว่า รัฐสวัสดิการในประเทศหนึ่งๆ จะหน้าตาเป็นแบบไหน แต่เรายังไม่เคยมีความพยายามจัดวางที่ทางกันใหม่อย่างจริงจัง ครั้งใหญ่คือ ศตวรรษที่ 19 แต่หลังจากนั้นก็ไม่เห็นการปฏิรูปศาสนาในเมืองไทย
ตะวันออกมีการ ‘ขยายตัว’ ของรัฐสวัสดิการอย่างรวดเร็ว ส่วนมากเกิดจากพรรคฝ่ายขวา ที่กุมอำนาจมาอย่างยาวนาน เน้นพัฒนาในทางเศรษฐกิจ จนชนชั้นกลางขยายตัว ดังนั้นประชาธิปไตยที่ต่อเนื่อง เป็นเงื่อนไขในการสร้างรัฐสวัสดิการได้อย่างต่อเนื่องและครอบคลุม
ในไทยเจอบทเรียนคล้ายๆ กัน เรามีประกันสังคมครั้งแรก ปี 1990 สมัยรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ, และเริ่มขยายมาจ่ายบำนาญ ปี 1999 รัฐบาลชวน หลีกภัย, ขยายมาจ่ายเงินประกันการว่างงานครั้งแรก ปี 2004 รัฐบาลทักษิณ ‘เบี้ยผู้สูงอายุ’ เริ่มจ่ายครั้งแรกปี 1993 ในรัฐบาลหลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ช่วงที่พลังประชาธิปไตยกำลังเฟื่องฟู เราจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้าครั้งแรก สมัยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ ที่เริ่มเป็นขั้นบันได เห็นยุคแรกในยุคคุณยิ่งลักษณ์ ส่วน ‘เรียนฟรี’ ครั้งแรกไม่ได้เป็นนโยบาย แต่มาจากรัฐธรรมนูญ 1997 ที่รับรองสิทธินี้ ประชาชนมีส่วนร่าง เปิดโอกาสให้รัฐบาลมาจากประชาชน ส่งผ่านความกดดันและความต้องการ ในสภา ให้รัฐบาลพยายามเปิดกว้างต่อการมีสวัสดิการมากขึ้น
พรรคที่ไม่ใช่ของมวลชน จึงไม่มีความพยายาม สร้างสวัสดิการถ้วนหน้า แต่เป็นลักษณะพยายามเซต ระเบียบทางสังคมบางอย่างไว้ ต้องทำให้ ‘วัฒนธรรมการเมืองไทย’ เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วม ในการ ‘ตรวจสอบ จับตา และกดดัน’
เพราะสุดท้ายแล้ว ‘รัฐสวัสดิการ’ มันมีคำว่า ‘รัฐ’อยู่ตรงหน้า รัฐคือใคร เป็นตัวแทนของใคร และรัฐกำลังใช้อำนาจเพื่อใคร ซึ่งทุกวันนี้เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า คำตอบของคำถามเหล่านี้ คือประชาชนหรือเปล่า
ในเรื่องงบ ที่น่าสนใจคือ ทุกวันนี้เราเก็บภาษีได้แค่ 3 ใน 4 ของเงินที่ใช้อยู่ ประมาณการปีนี้น่าจะเก็บได้ 2.8-2.9 ล้านบาท ให้ตัวเลขกลมๆ ว่า เงินเดือนข้าราชการ 1.5 ล้านล้าน ผ่อนหนี้สาธารณะ 5 แสนล้าน และสวัสดิการประชาชน 5 แสนล้าน รวมกันเป็น 2.5 ล้านล้าน จาก 90% ของรายได้ภาษีที่เก็บได้ จ่าย 3 ก้อนนี้เท่านี้ก็หมดแล้ว ทุกวันนี้เราค่อนข้างมี ‘พื้นที่การคลัง’ ค่อนข้างจำกัดไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เป็นความท้าทายสำคัญ
สัญญาณเหล่านี้โชว์ให้เห็นว่า สุดท้ายแล้ว ‘รัฐสามารถเข้ามาคุ้มครองสิทธิ’ ลดความเหลื่อมล้ำได้มากน้อยแค่ไหน ทำยังไงให้รัฐเข้ามา ‘รับผิดชอบ’ ต่อชีวิตประชาชนมากขึ้น ถูกทำให้เป็นสินค้าน้อยลง ความเป็นอยู่ไม่ต้องพึงพิงโอนอ่อนตามพลวัตการจ้างงานหรือความเสี่ยง ถ้าเราเห็นการพัฒนาสถาบันฯ หรือนโยบายที่จะขยายสิทธิและคุ้มครองได้อย่างต่อเนื่อง นั่นคือ เรากำลังเห็นรัฐสวัสดิการ เป็นสัญญาณที่พอบอกได้ว่า รัฐเข้ามารับผิดชอบได้ดีแค่ไหน
ปัญหามันอาจจะแรงกว่าตัวเลขที่แชร์ให้เห็น นิยามในการบ่งชี้ว่าใครเป็นคนพิการทุกวันนี้ เช่น ตาบอด หรือนิ้วหายข้างเดียว คนเหล่านี้ยังไม่ถูกนับในตัวเลขนั้น ไม่สามารถเช็กได้ว่าคนที่รวยมากๆ ในสังคมไทย จริงๆ แล้วมีทรัพย์สินเท่าไหร่กันแน่ ข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญ
เราฝันถึงอนาคตสังคมแบบไหน ภาพฝันชีวิตคือแบบไหน น่าจะเป็นตัวไกด์ว่ารัฐสวัสดิการควรเป็นอย่างไร เริ่มจากตั้งเป้าหมายร่วมกัน แล้วออกแบบเครื่องมือที่จะไปสู่เป้านั้น ไม่ว่าจะโมเดลไหน อย่างน้อยหลักการแบบนอร์ดิกบางอย่าง เช่น ‘สิทธิในการมีชีวิตที่ดี’ ควรเป็นสิทธิพื้นฐานที่ ได้รับการยืนยัน บางอย่างก็ใช้ตลาด ใช้รัฐ ใช้ประกันสังคม มันมีหลายเครื่องมือที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน
ในโลกตะวันตก จุดที่รัฐสวัสดิการเกิดขึ้นบนโลกนี้ เราได้เห็น ‘ปรากฏการณ์การหดตัวของรัฐสวัสดิการ’ ภาคบริการขยายตัว การจ้างงานที่ Non-Standard เกิด ‘ชนชั้นเสี่ยง’ เห็นสังคมที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ขัดแย้งแบ่งขั้วมากขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีมีส่วนในตลาดแรงงานมากขึ้น รัฐสวัสดิการจะต้องตอบโจทย์ปรากฏการณ์เหล่านี้ เป็นเครื่องมือที่เอื้อต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ เติมเต็มความฝันได้ priority มันควรจะอยู่ที่เด็ก การศึกษา การเปลี่ยนงานได้อย่างยืดหยุ่น และมีระบบเงินประกันว่างงานที่เข้มแข็ง
บทบาทของ ‘รัฐกับตลาด’ จะต้องเข้มแข็งมากขึ้น อะไรที่เป็นพื้นฐาน รัฐต้องกล้าทำมากกว่าที่เป็นอยู่ ส่วนเสริมจะกำกับให้เอกชนดูแลอย่างไร เรื่อง รพ.ไม่พอ ทำอย่างไรให้การกำกับ รพ.เอกชน ได้ดีขึ้น ราคาเข้าถึงคนวงกว้าง จะต้องคิดเรื่อง ทำให้คนสบายใจที่จะมีลูกมากขึ้น ส่วนหนึ่งโยงไปถึง ‘สวัสดิการเด็กเล็กและการศึกษา’ ที่เป็นเงินก้อนใหญ่ของแม่ ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ที่ดี ไปจนถึง ผู้สูงอายุที่ยังมีเรี่ยวแรง Empower ให้เขาเข้ามาอยู่ในตลาดแรงงาน ทิศทางที่อยากเห็น คือ รัฐสวัสดิการที่ตอบโจทย์เงื่อนไขในสังคมไทย ให้เกิดความร่วมมือทั้งระบบให้การคุ้มครองชีวิตคน
ปีนี้เราขาดดุล ใช้งบมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้มีหนี้สาธารณะเกือบเต็มเพดานแล้ว มันยากมากที่จะขยับอะไรครั้งใหญ่ โดยที่ไม่พยายามหาแหล่งรายได้ใหม่
ทุกวันนี้จะเห็นว่าการเมืองท้องถิ่น ค่อนข้างมีอิทธิพล ดังนั้น ‘โจทย์การเมืองที่จะพยายามทำให้คนท้องถิ่นเห็นผลงาน’ และเกิดสวัสดิการที่ใกล้ท้องถิ่น น่าจะเป็นทิศทางที่เห็นได้ชัดกว่า สำหรับ สวัสดิการส่วนกลาง เราคงเห็นแรงกดดันจากภาคประชาสังคม ให้ขยายอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่คงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ เป็นไปได้ว่าเราจะเห็นการเติบโตของสวัสดิการในลักษณะ ‘กองทุนหมู่บ้าน’ ซึ่งน่าจะตอบโจทย์กับวิถีของ 2 พรรคหลัก ภายใต้จุดนี้ยังเห็นสวัสดิการบางอย่างที่เป็นนวัตกรรมน่าสนใจ อย่าง ‘หวยบำเหน็จ’ ซึ่งก็น่าจะเป็นส่วนเพิ่มเติมที่เอื้อให้ชีวิตดีขึ้นได้
แต่การจัดทำ ‘รัฐธรรมนูญใหม่’ จะเป็นพื้นที่สำคัญในการออกแบบเครื่องมือ เป็นหลังพิงให้ประชาชน พาไปสู่ฝั่งฝันที่สังคมนี้ใฝ่ฝันร่วมกัน แม้ว่าจะช้าไปบ้าง แต่น่าจะได้เห็น ไม่ช้าก็เร็ว
เดิมพันเลือกตั้งหน้า
ลดความศักดิ์สิทธิ์ ‘รัฐสวัสดิการ’ สิทธิต้องถ้วนหน้า
นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์
ผู้ประสานงาน เครือข่ายสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair)
เ ป็นยุทธศาสตร์ที่อยู่บนหิ้ง ผมพยายามทำให้รัฐสวัสดิการไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันคือประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ทำให้เป็นอาหาร ข้าวปลา มีการถกกันอย่างมากในเชิงวิชาการ แต่เราจะเอาแบบไหน แถบสแกนดิเนเวีย หรือแบบไหน
หลังปี 2540 มันเหมือนถอยกลับ ผมเลือกว่า มันควรไปในทางเท่าเทียม แบบสังคมนิยมประชาธิปไตย ประชาธิปไตยควรมาก่อนรัฐสวัสดิการหรือไม่? บางคนคนถกว่า มันไม่จำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตย แต่ถ้าไม่ ความมั่นคงมันเกิดขึ้นไม่ได้ นโยบายที่เป็นพัฒนาการสำคัญ เกิดในช่วงที่เป็นประชาธิปไตยทั้งสิ้น สวัสดิการราชการ เหมือนเหรียญสองด้าน ‘บำนาญ 80,000’ คู่ขนานกับ ‘เบี้ย 1,000’ มันเกิดในช่วงรัฐบาลทหาร
อีกส่วนคือ ‘บทบาทกรรมกร แรงงาน’ ทำให้เกิดค่าแรงขั้นต่ำ ในช่วงที่มี พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ค่าแรงขั้นต่ำ กองทุนประกันสังคม ก็เกิดขึ้นช่วงนั้น มันเป็นช่วงที่ขบวนการทางสังคมมีพื้นที่ในการขับเคลื่อนมากยิ่งขึ้น ปี 2533 เกิดประกันสังคม ปี 2536 มีสิทธิลาคลอด และเรียนฟรี
ก่อนจะมาสู่ยุคสุดท้าย ผมมองช่วงปี 2530-2549 ถือว่าช่วงนี้เป็นการลงหลักปักฐานที่สำคัญของรัฐสวัสดิการ แต่มันลงหลังย้อนกลับ ถ้าไปดูในช่วงปี’50-65 จริงๆ เรียนฟรี 15 ปี และอีกหลายนโยบายก็เกิดขึ้น ทั้งเงินผู้สูงอายุ รถไฟฟรี แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร มีการเกิดขึ้นของบัตรสวัสดิการถ้วนหน้า ตอนนี้ ‘เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ’ จะให้เฉพาะคนจน อ้างมาตรา 47
ผมว่าที่เรายังไม่เข้าใกล้ เป็นเพราะ 1.สถานการณ์ความยากจน ปัจจุบันเราเรียกร้องเบี้ยสูงอายุ 3,000 บาท จะไม่ให้ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่ตอนนี้เส้นอยู่ที่ 3,043 บาท แม้ตัวเลขคนจนในภาพรวมจะลดลง แต่ยังไม่ใกล้ฝั่ง ด้านการรักษาถือว่าเข้าถึงได้สูง 98% ผู้สูงอายุ 96% แต่ผู้พิการที่ยากจน ยังเข้าถึงแค่ 80% 2.สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ 3.สถานการณ์ความเปราะบางในสังคม เงินอุดหนุนเด็ก ปรากฏว่าลูกคนจนเข้าไม่ถึงมากขึ้น จาก 30% เป็น 34% แสดงว่ามันมีปัญหาแล้ว มันเป็นโจทย์ที่ต้องแก้ นำเรื่องเข้าสู่มติ ครม.
ที่น่ากังวลใจมาก คือ ‘แรงงานนอกระบบ’ 18 จาก 20 ล้านเข้าไม่ถึงประกันสังคม (ม.40) ผู้สูงอายุได้เบี้ยยังชีพ 12 ล้านคน ต่ำกว่าเส้นความยากจนมาก คนพิการก็มีบัตรเพียง 2 ล้านคนเท่านั้น หายไป 2 ล้าน เพราะแต่ละกระทรวง มีเกณฑ์เรียกคนพิการคนละแบบ เราจึงขอให้ พม.จัดหารือเรื่องเกณฑ์ เมื่อไปคุยกับทาง รมว. ก็ยังเห็นด้วยกับเรา
ตอนนี้อัตราการเกิดต่ำ เพียง 470,000 คน/ปี ต่ำกว่าการตาย ถ้าเรามองไปถึงคุณภาพชีวิต ไม่มองเงินเป็นตัวตั้ง เช่น มีเงินอุดหนุน 3,000 จะช่วยเรื่องอัตราการเกิด เด็กรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก เพราะไม่มีสวัสดิการและเต็มไปด้วยความเสี่ยง ถ้าเราได้ดูรัฐธรรมนูญ 60 ได้เปลี่ยนตัว สิทธิและสวัสดิการที่พึงมี ไปเป็นหน้าที่ของรัฐ พูดแค่ว่า ให้เป็นไปตามความเหมาะสม หมายความว่ามันไม่ได้เป็นสิทธิ มาตรา 47 บอกว่า ผู้สูงอายุที่ยากไร้เท่านั้น จึงจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ ในรัฐธรรมนูญบอกว่า ผู้ที่จะได้รับการรักษาฟรี จะต้องเป็นผู้ยากไร้เช่นกัน ต้องถอดสวัสดิการออกมา เพื่อให้เราเข้าใจรากมากที่สุด
ผมว่า เทียบกับจีดีพี สวัสดิการเราต่ำระดับโลก ถ้าดูสวัสดิการภาครัฐ 5 แสนกว่าล้าน หรือ 15% ของงบ เท่าๆ กับงบของประชาชน 60 กว่าล้าน สัดส่วนนี้มันยังไม่สะท้อน ถ้าเรามอง ‘ตัวงบ สวัสดิการของข้าราชการ รวมกับเงินเดือน’ จะเป็นเกือบ 36-37% การพัฒนาด้านอื่นๆ แทนจะเป็นไปไม่ได้ อาจจะต้องถึงจุดที่เราต้องพูดเรื่องสำคัญ คือการปฏิรูปภาษีและงบประมาณ
วีแฟร์เรามักมองสวัสดิการแบบปิ่นโต 3 ชั้น ชั้นที่ 1 สวัสดิการพื้นฐานจากภาษี ที่รัฐจัดให้ ทั้งสงเคราะห์และถ้วนหน้า 2.สวัสดิการแบบสมทบ เช่น ประกันสังคม (10 ล้านคน แต่จ่ายต่อเนื่อง 1-2 ล้านคน) 3.แนวทางอเมริกา คือ สวัสดิการเป็นเรื่องที่ครอบครัวต้องไปดูแลกันเอง
พอมาเอกซเรย์ดูชั้นที่ 1 และ 2 ผมว่าไปด้วยกันได้ เพียงแต่แรงงานนอกระบบเยอะ และเข้าไม่ถึงชั้นที่ 2 ดังนั้นเราต้องพัฒนาปิ่นโตชั้นที่ 1 คือ สวัสดิการพื้นฐาน ที่มีอยู่แล้วมันน้อย เราถึงเรียกร้องว่า 600 มันไม่พอ ขอเส้นความยากจนได้ไหม บางกรณีพอดูตัวเลขน่ากลัวอยู่เหมือนกัน สมมุติตอนนี้เบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท มี 12 ล้านจะใช้ประมาณเกือบ 4 แสนล้าน อาจจะดูเยอะแต่ถ้าลองไปเทียบ ‘ข้าราชการ’ ไม่ถึง 9 แสนคน ปัจจุบัน 3.7 แสนล้าน แค่ให้ข้อมูลเฉยๆ ยังไม่ต้องพูดถึงการลดจำนวนข้าราชการ ดังนั้นสวัสดิการต้องยกระดับ ผมว่าข้อเสนอเราเล็กจิ๋วมากเมื่อเทียบกับนอร์ดิก
บางส่วนคิดว่าเสียภาษีไปก็ไม่ได้อะไร เพราะให้แบบสงเคราะห์ ถ้าเรารู้ว่าเราเสียภาษีไปเพื่ออะไร ถ้ามันเป็นถ้วนหน้า อย่างน้อยถ้าใครไม่เอาเขาก็สละสิทธิ ให้เป็นทางเลือกไป
จุดที่ผมเน้นเป็นเรื่อง ‘สวัสดิการพื้นฐานขยับและยกระดับเพดาน’ บวกกับการ ‘ปฏิรูประบบภาษี’ มี 2 ส่วนที่วีแฟร์จะทำคือ 1.รื้อถอน DNA ของระบบสงเคราะห์ในรัฐธรรมนูญ ให้สิทธิเสมอหน้าอย่างแท้จริง 2.เรื่องท้องถิ่นกับรัฐสวัสดิการ ไปด้วยกันได้ อย่าง กทม. สวัสดิการด้านการเรียนของเด็ก ก็ไปได้ค่อนข้างไกล อาจจะแสวงหาความร่วมมือ 3.นโยบายที่ยกระดับสวัสดิการ
การเลือกตั้งต่อไปมีเดิมพัน มันไม่ใช่ชัยชนะของพรรคใด แต่คือชัยชนะของ ‘รัฐสวัสดิการ’ มีความจำเป็นในการสร้างฉันทามติ สำหรับวีแฟร์เราปักธงว่า ‘รัฐสวัสดิการ’ เป็นธงสำคัญในการเลือกตั้งปี’70
อธิษฐาน จันทร์กลม

